crisis

Thursday, January 13, 2005

crisis5 (end)

By SF

ไรน์เปิดประตูห้องผู้ป่วยอย่างระวัง เมื่อมองตรงไปที่เตียงก็เห็นร่างสูงนอนยังคงหลับสนิทอยู่ ร่างบางค่อยจรดปลายเท้าเข้าไปพิจารณา ใบหน้าคมสันดูซีดเผือดไปเล็กน้อย ปอยผมหล่นลงมาปิดหน้าผากทำให้ใบหน้าเข้มนั้นดูอ่อนเยาว์ลง ไรน์เสยผมให้อย่างอ่อนโยน มองดูแพขนตาหนาแล้วก็อดใช้ปลายนิ้วกรีดเล่นไม่ได้
“ขอโทษนะครับ ถ้าไม่เป็นเพราะผม คุณคงไม่ต้องบาดเจ็บขนาดนี้” ไรน์กระซิบ มือไล้ใบหน้าคมสันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะก้มลงแตะริมฝีปากไปที่ปลายคางเบาๆ แต่ยังไม่ทันเงยหน้า ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ทำท่าหลับสนิทอยู่เมื่อครู่ก็กระพริบวูบ พร้อมกับเหนี่ยวต้นคอเล็กโน้มริมฝีปากบางลงมาจุมพิตอย่างอ่อนหวาน
“อื๊อ!” ไรน์อุทานออกมา ทำให้เควินฉวยโอกาสแทรกปลายลิ้นขโมยจุมพิตจากริมฝีปากอ่อนบางทันที ไรน์วางมือลงบนอกกว้างเมื่อถูกรั้งให้เอนร่างลงไป ร่างบางจุมพิตตอบอย่างอ่อนโยน ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมา เมื่อมือใหญ่เริ่มลูบคลำเปะปะไปทั่วร่างบอบบาง
“เควิน จะทำอะไรน่ะ” ไรน์ปรามเบาๆ หน้าแดงเมื่อเห็นแววตาของชายหนุ่มทอประกายระยับขึ้น
“ก็จะทำอย่างนี้ไง” เควินพูดพร้อมกับเลื่อนมือลงไปที่สะโพกนุ่มของไรน์
“เควิน คุณยังเป็นคนเจ็บอยู่นะ” ไรน์อุทานออกมาอย่างอ่อนใจ
“แค่ถูกยิงที่ขาเท่านั้น ส่วนอื่นยังใช้ได้อยู่นะ” เควินตอบ แววตาส่อความหมายลึกซึ้งที่ทำให้ไรน์ถึงกับหน้าแดง
“บ้า! ทะลึ่ง! ลามก!” ไรน์หลุดปากออกมา เควินหัวเราะรั้งร่างที่กำลังจะขยับหนีไว้แน่น จนไรน์ไม่กล้าขยับเพราะกลัวว่าจะไปกระเทือนแผลที่ต้นขาของชายหนุ่ม
“ก็ใครมายั่วกันก่อนล่ะ”
“ไม่ได้ยั่วซักหน่อย”
“ไม่รู้ล่ะ คุณต้องรับผิดชอบด้วย” เควินกระซิบริมหูเบาๆ แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนร้อนแรง พร้อมกับจับมือไรน์ลูบลงไปที่ส่วนล่างของเขา ไรน์หน้าแดงกระตุกมือกลับทันทีเมื่อสัมผัสความแข็งแกร่งภายใต้กางเกงผ้าเนื้อบางของชุดผู้ป่วย แต่เควินไม่ให้โอกาสไรน์ได้ปฏิเสธ คว้าร่างบางนั้นลากขึ้นมาทาบบนร่างเขาจนได้
“เควิน” ไรน์ปรามอย่างอ่อนแรง เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวจุมพิตที่ใบหูเล็ก ฟันแข็งแรงขบเม้มจนทำให้ร่างบางถึงกับสะดุ้ง ไรน์แว่วเสียงหัวเราะเบาเมื่อจมูกโด่งนั้นเลื่อนลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่น มือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อออกอย่างชำนาญแล้วเลื่อนมือเข้าไปใต้เสื้อเชิ้ตของไรน์ เสียงปรามเริ่มขาดหายไปเมื่อปลายนิ้วบีบขยี้ยอดอกเขาอย่างนุ่มนวล
“อื๊อ...อย่านะ เค..วิน” ไรน์ขยับตัวทำให้สะโพกเสียดสีกับบาดแผลของเควิน ชายหนุ่มนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเจ็บแต่มือยังไม่ยอมหยุด แต่ไรน์รีบขยับถอยห่างทันทีเมื่อเห็นดังนั้น
“เควิน เจ็บแผลหรือครับ” ไรน์ถามอย่างกังวลแต่มือใหญ่คว้าชายเสื้อร่างบางไว้ทันที
“ไม่! ไรน์ ผมต้องการคุณ” เควินไม่ยอมให้ร่างบางถอยหนี เพราะตอนนี้ความเป็นชายของเขากำลังปวดร้าวและต้องการการปลดปล่อยยิ่งกว่าบาดแผลที่ต้นขาเสียอีก เขานอนอยู่ตั้งหลายวันแล้ว คิดถึงไรน์อยากรักให้สมกับความต้องการเหลือเกิน ไรน์มองแววตาดื้อดึงเปี่ยมแววปรารถนาแล้วก็ต้องยอมแพ้โน้มศีรษะไปกระซิบข้างหูเบาๆ
“ก็ได้ครับเควิน แต่ปล่อยผมก่อนนะครับ” เมื่อเควินยอมปล่อยมือ ไรน์จึงลุกขึ้นไปล็อคประตูห้องแล้วเดินกลับมาที่เตียง เควินเอื้อมมือไปแต่ไรน์ขยับถอย
“ไม่ ! เควิน อย่าขยับเดี๋ยวจะกระเทือนแผล” ไรน์กระซิบใบหน้าแดงเรื่อ ทำให้เควินมองอย่างแสนรัก
ไรน์ค่อยขยับขึ้นเตียงมานั่งระหว่างต้นขาแข็งแรง เควินยกแขนขึ้นไปรองศีรษะแล้วมองร่างบางที่หน้าแดงระเรื่อเหมือนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สายตาคมกริบคู่นั้นจึงทอประกายยั่วเย้าเหมือนท้าทาย ทำให้ไรน์นึกอยากเอาชนะขึ้นมาทันที
ร่างบางยืดตัวขึ้นจุมพิตที่ปลายคางแข็งแรงได้รูป ปลายลิ้นอ่อนนุ่มไล้เลียลงมาตามลำคอแข็งแรงเลียนแบบการกระทำของชายหนุ่มเมื่อครู่ มือเล็กค่อยๆ ปลดเชือกที่ผูกเสื้อผู้ป่วยออก ไล้ปลายนิ้วแผ่วเบาไปทั่วแผ่นอกกว้างแข็งแรง แล้วฟันซี่เล็กก็ขบย้ำลงมาตามหน้าอก ลมหายใจผะแผ่วแตะต้องผิวหนังทำให้เควินพึมพำเสียงพร่า นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมมาที่ศีรษะเล็กเสยผมนุ่มแล้วดันให้เลื่อนลงข้างล่าง ไรน์ค่อยลดริมฝีปากลงขณะมือเลื่อนลงไปปลดปล่อยความแข็งแกร่งของเควินให้เป็นอิสระ
เควินถอนใจลึก เมื่อริมฝีปากเปียกชื้นสัมผัสความเป็นชายของเขาอย่างขลาดอายในตอนแรก นิ้วเรียวบางสัมผัสเคล้าคลึงขณะที่ริมฝีปากบางก็ตวัดไล้เลียเขา เสียงครางของเควินทำให้ไรน์มั่นใจยิ่งขึ้น เควินสอดนิ้วไปใต้เรือนผมนุ่มกำแน่นเมื่ออารมณ์เริ่มทวีสูงขึ้น
“อืมม์ ไรน์” เควินครางออกมา ร่างเครียดเกร็ง พระช่วย! ริมฝีปากนุ่มนวลอบอุ่นกระตุ้นเร้าเขาจนแทบจะเลยผ่านขอบเขตการควบคุมตัว ชายหนุ่มมองศีรษะที่เล็กขยับเข้าออกเป็นจังหวะ ในที่สุดสะโพกแกร่งกระตุกอย่างยอมแพ้พร้อมกับฉีดพุ่งน้ำสีขาวขุ่นร้อนผ่าวออกมา
“อึ๊..” ไรน์อุทานพร้อมกับจะถอนริมฝีปากออก แต่มือใหญ่กลับประคองศีรษะเล็กไว้แน่น ร่างบางจึงลิ้มรสความปราถนาของชายหนุ่มเข้าไปก่อนจะเงยหน้าขึ้น
เควินหอบหายใจพร้อมกับยิ้มที่มุมปากเมื่อดึงร่างบางขึ้น แววตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มอิ่มเอมทำให้ไรน์หน้าแดงเรื่อด้วยความอาย มือใหญ่ของชายหนุ่มเช็ดใบหน้าเรียวและมุมปากที่ยังเปรอะเปื้อนคราบของเหลวของเขาอยู่ พร้อมกับโน้มศีรษะเล็กลงมาจุมพิตไล้เลียมุมปากบางเบา เคล้าเคลียก่อนจะแทรกปลายลิ้นเข้าไป ไรน์อ้าปากรับลิ้นอุ่นร้อนเข้ามาอารมณ์ทำท่าจะตื่นเพริดก่อนจะนึกขึ้นได้ ไรน์หน้าแดงหายใจถี่เร็ว ขณะถอยหนีพร้อมกับเตือนเบาๆ
“พอ...พอได้แล้ว เควิน” ร่างบางขยับลุกแล้วเดินเข้าห้องน้ำทันที ได้ยินเสียงเควินหัวเราะตามหลังเข้าไป
ไรน์เช็ดหน้าที่แดงระเรื่อ แล้วก็ยืนหน้ากระจกในห้องน้ำเนิ่นนานถึงจะกล้าเดินออกมา พอสบตาที่แสดงความพึงพอใจ และอิ่มเอมจากร่างสูงก็หน้าแดงอีกรอบแล้วรีบขมวดคิ้วทำหน้าบึ้งใส่อย่างโกรธแกมอาย ก่อนจะเดินไปปลดล็อคประตูแล้วก็หมุนตัวไปนั่งที่ริมหน้าต่างห่างจากเตียงออกเป็นวา ไม่สนใจเสียงประท้วงจากร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียง

เสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้ไรน์หันขวับ เมื่อเห็นบิดาและโรเจอร์เดินเข้ามาร่างบางก็ยิ้มรับก่อนจะตวัดสายตาไปยังชายหนุ่มอย่างเตือนๆ ทำให้เควินยิ้มเล็กน้อย
“เป็นไงบ้างเควิน” นายพลเรืออาวุโสยิ้มอย่างอารมณืดีเมื่อทักชายหนุ่ม
“ดีขึ้นแล้วครับท่าน อีกไม่นานคงกลับไปทำงานได้” โรเจอร์พยักหน้า ขณะที่คีธยิ้มเมื่อเห็นบุตรชายนั่งอยู่ร่างสูงเดินเข้าจุมพิตแก้มนวลใสที่เอียงให้ พร้อมกับบ่นเล็กน้อย
“เดี๋ยวพ่อกับโรเจอร์ก็มาเยี่ยมเควิน บอกให้รอพ่อก่อนแล้วมาพร้อมกันก็ไม่ฟัง ไม่รู้จะรีบมาทำอะไรแต่เช้า” ไรน์หน้าแดงหลบตาบิดาเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งทำผ่านไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ทำให้คีธมองท่าทางของไรน์อย่างสงสัย แล้วเหลือบตาไปดูเควินที่นั่งวางสีหน้าเรียบเฉยอยู่บนเตียง
“งานเสร็จสิ้นเรียบร้อย ผมคงจะถอนทีมปฏิบัติการออกจากบ้านคุณภายในสองสามวันนี้นะครับ คีธ ผมแน่ใจว่าคงไม่มีปัญหาอะไรอีก”
“อืมม์! พวกคุณทำงานได้ดีมาก ขอบคุณอีกครั้งนะเควิน แล้วนี่หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่”
“อีกอาทิตย์นึงครับ ช่วงนี้ผมจะให้ร็อบรับผิดชอบงานแทน ก่อนที่จะถอนทีมออกมา” ไรน์เหลือบตามองเควินเมื่อได้ยินคำตอบ ดวงตางดงามหม่นลงด้วยความไม่มั่นใจปนหวาดระแวง
‘งานจบแล้ว เควินกำลังจะจากไปเหมือนครั้งที่แล้วอีกหรือเปล่า’
เควินสบตาไรน์แล้วก็ชะงัก ชายหนุ่มเข้าใจความหวาดระแวงนั้นเขาอยากจะยืนยันความรู้สึกให้ร่างบางมั่นใจในตัวเขา แต่ก็ติดขัดที่คีธกับโรเจอร์ยังยืนอยู่

ทางฝ่ายคีธเองก็มองแววตาหวั่นไหวของไรน์แล้วก็ต้องถอนใจ กระชับไหล่บางของบุตรชายให้แน่นก่อนจะหันมามองเพื่อนสนิท โรเจอร์สบตาคีธ เห็นเพื่อนพยักหน้าให้สัญญาณ จึงเรียกไรน์
“มานี่เถอะไรน์ ไปหาหมอกับลุงนะ ลุงอยากจะคุยกับหมอให้ละเอียดเรื่องอาการของเควินเสียหน่อย”
“ครับ” ไรน์ลังเลก่อนจะรับคำเบาๆ เหลือบตามองเควินแล้วหมุนกายเดินตามโรเจอร์ไป

เมื่อไรน์พ้นห้องไปแล้ว คีธจึงหันกลับมามองร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียง ร่างสูงอายุถอนใจก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างไม่อ้อมค้อม
“ไรน์เป็นดวงใจของผมนะเควิน ผมจะไม่ยอมให้ใครทำให้ไรน์เป็นทุกข์หรือเสียใจเป็นอันขาด” คีธเดินไปที่หน้าต่างแล้วหันกลับมามองร่างสูงที่ยังนอนบนเตียง เควินสบตาคีธอย่างมั่นคง
“ผมก็เช่นกันครับ คีธ ผมรักไรน์” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างมั่นใจ คีธอึ้งเมื่อได้ยินการยอมรับของชายหนุ่มแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว ร่างสูงอายุพึมพำค้านออกมา
“แต่ไรน์ยังเด็กนักนะเควิน คุณแน่ใจแล้วหรือ” คีธถามทั้งที่รู้ว่าความรู้สึกของไรน์ที่มีให้กับชายหนุ่มตรงหน้าเขานั้นลึกซึ้งแค่ไหน
ดวงตาเควินอ่อนโยนลง เมื่อได้ยินคำถามนั้น คำถามที่เขาเคยถามตนเองและยึดมันไว้เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธไรน์มาตลอด จนกระทั่งวันที่ไรน์ถูกยิง วันนั้นเขาเกือบจะสูญเสียไรน์ไป เขาจึงได้รู้ตัว
“ผมแน่ใจในตัวไรน์เช่นเดียวกับที่แน่ใจในตัวเอง”
“แต่ถ้ามันมีอะไรที่เปลี่ยนไปล่ะ คุณจะยอมปล่อยไรน์ไป ใช่มั้ย?” เควินเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น
“หมายความว่าอะไรครับ”
“ผมหมายถึงถ้าไรน์ต้องการที่จะไปจากคุณ หรือเมื่อเขารู้ตัวว่าเขาต้องการคนอื่นมากกว่าคุณ” เควินนิ่งไปนานเมื่อได้ยินประโยคนั้น ชายหนุ่มสบตาคีธ
“ไม่! คีธ ผมจะไม่ปล่อยไรน์ไป เพราะผมแน่ใจว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น และผมก็แน่ใจว่าผมดีที่สุดสำหรับไรน์ จะไม่มีใครรักเขามากไปกว่าผม”
คีธนิ่งงันไปเมื่อได้ฟังคำตอบที่เชื่อมั่นในตัวเองเช่นนั้น ร่างสูงอายุถอยกายไปทรุดตัวนั่งที่เก้าอี้อย่างอ่อนใจ ‘นี่เขาคงจะขัดขวางไม่ไหวแล้วล่ะมั้ง’ แม้เขาจะพยายามปกป้องไรน์แต่ไรน์ก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง และถ้าไรน์เลือกคนตรงหน้านี้เขาคงพอจะวางใจได้
“แล้วหลังจากนี้ไป คุณจะทำอย่างไร” คีธถามเหมือนจะยอมรับ
“ผมต้องกลับไปดูแลเดเวอโร ซีเคียวริตี้ ให้กับอเล็กซ์ต่อ ซึ่งจะเป็นงานบริหารอย่างเดียวเท่านั้น ผมไม่อยากให้ไรน์เป็นกังวลเวลาผมต้องออกไปทำงานเสี่ยงอันตรายอีก สำหรับทีมปฏิบัติการและฝ่ายรักษาความปลอดภัยนั้นก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ผมคงจะวางมือทางนั้นได้”
ในที่สุดคีธก็ยื่นมือให้ชายหนุ่ม
“ถ้าเช่นนั้นรับปากกับผม ดูแลไรน์ให้ดีที่สุดนะเควิน” เควินยิ้มขณะสัมผัสมือของคีธอย่างหนักแน่น
“ผมสัญญา”

ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ โรเจอร์ก็เคาะประตูห้องก่อนเดินเข้ามา เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถามคีธ
“ไง คุยกันเรียบร้อยแล้วรึ”
“อืมม์ กลับกับเถอะโรเจอร์ ฉันต้องเข้าประชุมตอนบ่ายนี้” แล้วคีธก็หันไปมองไรน์ที่กำลังเหลือบตาดูพวกเขาด้วยแววตาสงสัย โอบแขนรอบไหล่บาง
“ไรน์จะกลับพร้อมพ่อเลยหรือเปล่า ลูก” ไรน์หันมามองเควินอย่างลังเล ชายหนุ่มรีบเอ่ยทักท้วง
“ไรน์อยู่ก่อนนะ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
“งั้นพ่อกลับก่อนนะ ไรน์”
“ครับ” ไรน์รับคำเบาๆ เควินรอให้คีธกับโรเจอร์ออกไปพ้นห้องก่อน ชายหนุ่มมองร่างบางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แต่ไรน์กลับมองเมินไปที่ช่อดอกไม้หัวเตียง
“ไรน์ เข้ามาอีกนิดซิ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเรียกเบาๆ ไรน์เหลือบตามองนิดหนึ่ง
“อยู่ที่นี่ก็ได้ยินนี่ครับ มีอะไรก็พูดมาเถอะไม่มีใครเข้ามาสักหน่อย” เควินถอนใจก่อนจะสะบัดผ้าห่มแล้วขยับก้าวลงจากเตียงทันที
“เควิน!!” ไรน์อุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างสูงเซเล็กน้อย แล้วรีบก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วอ้อมแขนเรียวกอดประคองเควินไว้ ชายหนุ่มรีบฝืนร่างไว้ไม่ให้ล้มทับไรน์ได้ทันพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
“เควิน คุณทำอะไรน่ะ เดี๋ยวปากแผลก็เปิดหรอก” ไรน์อุทานอย่างโกรธๆ แต่กิริยาประคับประคองชายหนุ่มไปนั่งที่เก้าอี้มุมห้องกลับอ่อนโยนยิ่งนัก เควินทรุดนั่งลงพร้อมกับมือแข็งแรงที่คว้าร่างบางลงมานั่งซ้อนตัก ไรน์ขยับจะดิ้นแต่เมื่อนึกถึงแผลของชายหนุ่มจึงชะงัก แต่ร่างบางยังคงเมินไม่สบตาเควิน
“อย่าพึ่งโกรธสิไรน์ ฟังผมก่อนนะ” เควินง้อเบาๆ
“ผมรู้ คุณกำลังจะไปอีกแล้ว คุณจะบอกผมอย่างนั้นใช่ไหม” ไรน์พึมพำเสียงพร่า ดวงตาสีทองเริ่มพร่ามัว ร่างบางรีบซุกหน้าเข้าหาอกกว้างเพื่อซ่อนใบหน้า เควินเชยคางเล็กขึ้นพอสบตาฉ่ำด้วยหยาดน้ำคู่นั้นแล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกเสียใจที่ทำให้ร่างบางเจ็บปวดด้วยความเข้าใจผิด
“ไม่ ผมจะไม่ไปไหน” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงอ่อนโยน ก้มหน้าลงจุมพิตแก้มนวลใส ร่างบางเบือนหน้าหนีพยายามกล้ำกลืนน้ำตา
“แต่คุณบอกว่างานเสร็จแล้ว คุณกำลังจะไป”
“ใช่งานผมเสร็จแล้ว ผมบอกว่าจะถอนทีมปฏิบัติการออก ไม่ได้บอกว่าจะไปไหนเสียหน่อย” ไรน์เงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อสบตาคมกริบที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนคู่นั้นร่างบางหน้าแดงระเรื่อขึ้น เควินกระซิบเบาๆ
“ผมรักคุณ ไรน์ หลังจากนี้ไปผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ผมสัญญาคุณจะมีผมเป็นบอดี้การ์ดไปตลอดชีวิต” ไรน์ครางแผ่วเบาอย่างยินดีพร้อมกับกอดร่างสูงแนบแน่น เควินลูบแผ่นหลังบอบบางนั้น
“ตอบผมสิ ไรน์ ว่าคุณยินดีที่จะอยู่กับผมไปตลอดชีวิตใช่มั้ย”
“ครับเควิน” ไรน์พึมพำออกมาแผ่วเบา เควินยิ้มออกมาอย่างยินดี ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกอ้อมแขนกระชับร่างบางแนบแน่นจนแทบจะเป็นร่างเดียวกัน

c c c c c c

นิ้วเรียวแข็งแรงของชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังผูกเน็คไทชะงักเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากร่างบอบบางที่กำลังนอนคว่ำหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง มีเพียงผ้าห่มสีขาวสะอาดพันตัวไว้รุ่ยร่าย เผยให้เห็นเรียวขางดงามและแผ่นหลังเปลือยเปล่า ใบหน้าถูกซ่อนอยู่ภายใต้เรือนผมยุ่งๆ เห็นเพียงสันจมูกโด่งเล็ก ดวงตาคมกริบที่เหลือบมองร่างงดงามนั้นทอประกายอ่อนโยน
เควินคุกเข่าลงข้างๆ ก้มลงจุมพิตต้นคอหอมกรุ่นไล่ริมฝีปากมายังแผ่นหลังเปลือย ริมฝีปากได้รูปอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงครางเบาๆ จากร่างที่ยังคงหลับสนิทอยู่ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างตัดใจคลี่ผ้าห่มที่พันรุ่ยร่ายอยู่ขึ้นคลุมตัวให้ ก่อนจะลุกขึ้นคว้าเสื้อนอกแล้วเดินออกจากห้องนอนไป

“กริ๊งงงงงง....”
ไรน์ขยับลืมตาอย่างงัวเงีย ร่างเปลือยพลิกตัวบนเตียงนุ่มกว้างใหญ่มองแสงสว่างที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานกว้างของห้องนอนเข้ามาอย่างง่วงงุน ก่อนจะมองหาต้นเสียงแล้วเอื้อมมือไปรับ
“ฮัลโหล..”
“อรุณสวัสดิ์ ไรน์ นี่พ่อเองนะลูก เป็นไงบ้าง” ไรน์คลี่ยิ้มเมื่อได้ยินเสียงคีธ แม้เขาจะมาอยู่กับเควินที่แมนชั่นของชายหนุ่มเดือนหนึ่งแล้ว แต่พ่อก็ยังเป็นฝ่ายโทรมาทักทายแทบจะทุกเช้า
“สบายดีครับพ่อ แล้วพ่อล่ะครับ”
“ไม่ค่อยสบายหรอก คงเพราะคิดถึงใครบางคนน่ะ วันนี้กลับบ้านมากินข้าวกับพ่อนะ ชวนเควินมาด้วยก็ได้”
“ครับพ่อ” ไรน์หัวเราะ ได้ยินน้ำเสียงสะบัดเล็กน้อยเมื่อพ่อของเขาเอ่ยถึงเควิน คีธยังคงตั้งแง่กับเควินอยู่บ้างที่พาไรน์ออกมาอยู่ที่แมนชั่นส่วนตัวของเขา คีธค่อยวางหูลงหลังจากคุยไปสักพักพร้อมกับยิ้มเมื่อได้ยินเสียงแจ่มใสอย่างมีความสุขของบุตรชาย

ไรน์มองไปรอบๆ ห้องนอนกว้างที่ตกแต่งอย่างงดงามแต่ก็ดูเรียบง่าย ด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่ทุกชิ้นถูกเลือกสรรด้วยฝีมือนักตกแต่งชั้นเลิศ
นี่ก็สายมากแล้ว เควินคงไปทำงานโดยไม่ได้ปลุกเขา ไรน์บิดตัวแล้วก็ครางเบาๆ เมื่อรู้ปวดเมื่อยและระบมไปหมด เมื่อคืนนี้เควินดูเร่าร้อนและรุนแรงจนไรน์แทบจะถูกเผาไหม้ด้วยอารมณ์พิศวาส ร่างนุ่มนิ่มถูกจับพลิกแพลงหลายลีลาตามความต้องการของชายหนุ่ม กว่าเควินจะสมปรารถนาไรน์ก็แทบจะช้ำไปทั้งตัว
ไรน์หย่อนเท้าลงจากเตียง ร่างเปลือยทรงตัวขึ้นก่อนจะเหลือบมองกระจกเงาบานใหญ่ติดผนังแล้วก็อุทานเมื่อเห็นผิวขาวนวลปรากฏรอยแดงช้ำไปทั่ว โดยเฉพาะหน้าท้องเรียบเนียนและต้นขาเรียว มือบางไล้เบาๆ ที่รอยช้ำแล้วให้รู้สึกวาบหวิวขึ้นมาเมื่อนึกถึงริมฝีปากร้อนผ่าวที่ทิ้งรอยเหล่านี้ไว้ ไรน์รีบสะบัดศีรษะแล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำทันที

c c c c c c

ไรน์ก้าวออกจากลิฟท์ที่ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด ซึ่งเป็นส่วนทำงานของคณะผู้บริหารของเดเวอโร ซีเคียวริตี้ โซนของห้องทำงานถูกแยกจากกันเป็นสัดส่วน ตกแต่งหรูหราและดูสง่าและงดงาม ร่างบางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างสนใจ เนื่องจากเขาพึ่งเคยมาที่ทำงานของเควินเป็นครั้งแรก

“ขอโทษครับ ผมชื่อไรน์ ดาร์ซีย์ ผมมาขอพบคุณเควิน” ชาร์ล เลขาหนุ่มร่างสูงเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะมองร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มอ่อนโยนและดวงตางดงามสีอำพันแจ่มใสของไรน์ทำให้ชาร์ลต้องยิ้มตอบอย่างลืมตัว
“ผู้อำนวยการกำลังมีแขก รอสักครู่ผมจะเข้าไปเรียนให้ท่านทราบนะครับ”
“ขอบคุณครับ”
ไรน์ยิ้มก่อนจะถอยไปนั่งรอในส่วนที่เป็นบริเวณรับรองแขก ซึ่งถูกกั้นแยกจากส่วนทำงานด้วยฉากฉลุงดงาม ยกมือดูนาฬิกาเกือบเที่ยงแล้วคงรออีกไม่นานนัก ร่างบางยิ้มน้อยๆ ขณะคว้าหนังสือพิมพ์บนโต๊ะขึ้นอ่าน
สักครู่ใหญ่ประตูห้องทำงานก็เปิดออก ไรน์เหลือบมองผ่านลวดลายละเอียดของฉาก ดวงตาสีทองทอประกายระยับขึ้นเมื่อเห็นร่างสูงพร้อมกับขยับจะลุกขึ้น แต่แล้วร่างบางก็ชะงักเมื่อชายหนุ่มเบี่ยงตัวให้หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา
“เจสซิกา..” ไรน์พึมพำออกมาเบาๆ เมื่อเห็นถนัดตา มองมือเรียวงามของหญิงสาวที่แตะปกเสื้อเควินแล้วก็จุมพิตแก้มก่อนจะกระซิบพูดอะไรเบาๆ กับชายหนุ่ม
“ชาร์ล ส่งคุณเจสซิกาด้วย” เควินหันไปสั่งเลขาเขาก่อนจะปิดประตูห้องทำงาน ชาร์ลยิ้มก่อนจะเดินนำหน้าหญิงสาวไปที่ลิฟท์พร้อมกับกดเรียกให้

ชาร์ลหันกลับเมื่อประตูลิฟท์ปิด แล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างบางลุกขึ้นแล้วเดินตรงมายังลิฟท์โดยไม่รอพบเจ้านายเขา
“อ้าว ไม่รอพบท่านแล้วหรือครับ ผมกำลังจะเข้าไปเรียนท่านทราบ” ชาร์ลยิ้มอย่างมีไมตรี โดยไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมอยากอำนวยความสะดวกให้หนุ่มน้อยตรงหน้านี้นัก
“เอ่อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วครับ พอดีผมนึกได้ว่ามีธุระเลยต้องรีบไปก่อน ขอบคุณมากครับ” ไรน์ฝืนยิ้มก่อนจะตอบอย่างสุภาพ
“ไม่เป็นไรครับ” ชาร์ลก้มศีรษะให้ก่อนจะหันไปกดลิฟท์ให้อีกครั้ง
ไรน์ยืนกอดอกพิงผนังลิฟต์ แม้จะรู้ตัวว่าเป็นที่รักมากมายแค่ไหนแต่ร่างบางก็อดคิดอย่างขุ่นข้องไม่ได้ จนทำให้ไม่อยากเข้าไปพบเควิน ‘ฮึ! ไหนว่าเควินไม่ได้ติดต่อเจสซิกา แล้วทำไมเจสซิกาถึงมาหาได้ แถมยังดูสนิทสนมกันเหมือนเดิมอีกต่างหาก’

c c c c c c

เควินวางปากกาลงเหลือบดูนาฬิกาเย็นมากแล้ว เขาพึ่งจะเสร็จจากประชุมตอนบ่าย พอดีอเล็กซ์กับแม็กซ์มาร่วมด้วยทำให้การประชุมยืดเยื้อจนถึงเย็น ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ใช้เท้าหมุนเก้าอี้หันหน้าไปทางหน้าต่าง
“นีนี่ หรือ ขอสายไรน์หน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยทันทีที่ได้ยินเสียงตอบของแม่บ้าน
“คุณไรน์ออกไปหาคุณนี่คะ บอกนีนี่ว่าไม่ต้องทำอาหารเที่ยงกับอาหารเย็นจะไปรับประทานกับคุณ” แม่บ้านตอบอย่างงงๆ
“แล้วออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เควินขมวดคิ้วทันที เหลือบตามองนาฬิกาอีกครั้ง
“ตั้งแต่ก่อนเที่ยงอีกนะค่ะ”
“อะไร ทำไมยังมาไม่ถึงอีก” เควินร้อนใจขึ้นมาเมื่อเห็นเวลาผ่านไปตั้งนานแล้ว ชายหนุ่มเงยหน้ามองชาร์ลซึ่งหอบเอกสารเข้ามาให้เซ็น เลขาหนุ่มวางเอกสารลงบนโต๊ะมองสีหน้ายุ่งๆ ของเจ้านาย
“ชาร์ล วันนี้มีใครมาหา แล้วไม่ได้พบผมหรือเปล่า” เลขาหนุ่มทบทวนความคิดอย่างรวดเร็ว
“ครับ ก่อนเที่ยง คุณไรน์ ดาร์ซีย์ มาขอพบท่านแต่รอสักครู่ก็กลับไปนะครับ”
“บ้าจริงชาร์ล ทำไมไม่เข้ามาบอกผม” เควินเงยหน้ามองชาร์ล เลขาของเขาอย่างโมโห
“ตอนนั้นท่านมีแขกครับ และพอคุณเจสซิกากลับ ผมกำลังจะเข้ามาเรียนท่าน คุณดาร์ซีย์กลับบอกไม่เป็นไรแล้วก็กลับเลยครับ” ชาร์ลรายงานเสียงเบาลงเมื่อเห็นสีหน้าเจ้านาย เควินทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้โบกมือให้ชาร์ลออกไปได้ ทำไมต้องประจวบเหมาะขนาดนี้นะไรน์คงเห็นเขาอยู่กับเจสซิกาล่ะสิ ชายหนุ่มเริ่มร้อนใจ
“บ้าจริง” เควินสบถในใจอีกครั้งเมื่อติดต่อไรน์ไม่ได้เลย โทรศัพท์มือถือก็ปิด
เควินตัดสินใจโทรไปที่บ้านอีกครั้ง คราวนี้วางหูลงอย่างขุ่นเคืองนิดๆ เมื่อแม่บ้านบอกว่าไรน์โทรเข้ามาแล้ว บอกว่าจะไม่กลับบ้านและจะไปค้างที่บ้านคีธ แต่พอเควินโทรไปที่บ้านคีธ ไรน์กลับไม่ยอมรับโทรศัพท์ สำเนียงหัวเราะๆ อย่างพอใจของคีธได้ยินทางโทรศัพท์ทำให้อารมณ์ของเควินถึงกับโมโหกรุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ชายหนุ่มคว้าเสื้อที่พาดอยู่กับเก้าอี้ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างกับพายุ

c c c c c c

เควินมาถึงบ้านคีธเมื่อค่ำมากแล้ว ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็วทำให้คีธเงยหน้ามองเขาอย่างยิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยทัก
“อ้าว! เควิน ไม่เห็นไรน์บอกเลยว่าคุณจะมาด้วย”
“งั้นหรือครับคีธ สงสัยไรน์จะลืมไป” เควินตอบเสียงเย็น พยายามควบคุมความหงุดหงิดไว้
“แล้วไรน์อยู่ที่ไหนครับ”
“อยู่ในห้อง คุณจะอยู่รับอาหารเย็นกับเราหรือเปล่า ผมจะให้แม่บ้านเตรียมเพิ่มให้” เควินหันกลับมาเมื่อเดินขึ้นบันไดไปได้ครึ่งทาง
“แน่นอนครับ”
เควินก้าวขึ้นบันไดเขาจะต้องคุยกับไรน์ให้รู้เรื่อง ‘นี่อะไร แค่ไม่พอใจก็หนีกลับบ้านเสียแล้วยังไม่ทันได้คุยกันเลย ไม่เชื่อใจเขาเลยหรือไงรักออกจนขนาดนี้แล้ว’ เควินคิดอย่างหงุดหงิด เมื่อรู้สึกว่าตนเองชักจะเกรงร่างบางเข้าไปทุกวัน
เควินพยายามปั้นหน้าเข้มเมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วก็ชะงักเมื่อเห็นห้องว่างเปล่า แต่แล้วก็หันขวับเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ร่างบางสวมเสื้อคลุมสีขาวตัวยาวเดินออกมา และกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกโชกอยู่ ขณะที่ใช้อีกมือรวบสาปเสื้อตรงหน้าอกไว้ หยดน้ำเกาะพราวและไหลมาตามลำคอระหง
“เควิน” ชายหนุ่มได้ยินไรน์อุทานแผ่วเบาแววตาสีอำพันคู่นั้นทอประกายวูบหนึ่ง
โทสะของเควินลดวูบลงทันทีเมื่อเห็นภาพงดงามเบื้องหน้า ไรน์ก้าวเดินมาข้างหน้าสาปเสื้อที่แยกออกทำให้เห็นต้นขาเรียวดึงดูดสายตาชายหนุ่มอย่างไม่รู้ตัว เควินสูดลมหายใจลึกอย่างระงับอารมณ์เมื่อเห็นริ้วรอยที่เขาฝากรักไว้เมื่อคืนยังปรากฏชัด

“ไรน์” อารมณ์ของชายหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มือเอื้อมจะไปคว้าตัวร่างบางตรงหน้า แต่ไรน์เบี่ยงตัวหลบแล้วขยับไปนั่งที่เก้าอี้เล็กหน้ากระจกเงาบานสูงแบบเต็มตัวที่ออกแบบติดตู้เสื้อผ้าแบบเลื่อนให้เป็นห้องแต่งตัวได้ ร่างบางลงมือเช็ดเรือนผมต่อ แล้วค่อยเงยหน้าสบตาชายหนุ่มในกระจก
“ทำไมจู่ๆก็กลับมาบ้านอย่างนี้ ไม่บอกผมก่อน” เควินถามก่อนที่จะไขว้เขวไปกับร่างงดงามตรงหน้า น้ำเสียงพยายามทำให้แข็งอย่างที่ตนเองก็รู้ว่าแทบจะไม่สัมฤทธิ์ผล ไรน์หรุบสายตาลงก่อนจะตอบ
“ผมจะไปบอกคุณแต่..... เอ่อ..ช่างเถอะ ผมโทรไปบอกนีนี่ แล้วนะครับ” ไรน์ไม่สบตาเควิน ชายหนุ่มถอนใจในเมื่อไรน์ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ชายหนุ่มก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง พูดไปก็จะเหมือนกับว่าร้อนตัวเสียอีก เควินดึงผ้าขนหนูจากมือเล็กแล้วค่อยเช็ดผมที่ยังเปียกชื้นให้ มือเขาจับปลายผมนุ่มที่ตอนนี้เริ่มยาวขึ้นจรดจมูกลงไปอย่างอ่อนโยน
ไรน์ทำท่าจะเบี่ยงศีรษะแล้วก็ชะงักไว้ แต่เควินก็รู้ตัวทันที เขาจับคางเล็กให้หันมาสบตา ไรน์แตะปลายมือนั้นออกก่อนจะเบือนหน้าหนี แววตาสงบเฉยและทำกริยาเหมือนจะห่างเหิน แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร ทำให้เควินเป็นฝ่ายทนไม่ได้
“ไรน์ อย่าทำอย่างนี้กับผม” เควินพูดเสียงต่ำ ไรน์เบือนหน้ากลับมาตอบเสียงเรียบ
“ผมไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ” เควินชะงัก ก็ใช่สิเพราะการวางเฉยไม่แสดงอะไรนี่ทำให้เขากังวล เขาเริ่มรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เควินทิ้งผ้าขนหนูลงกับพื้น เชยคางร่างบางให้หันมาสบตาเขาคราวนี้จับไว้แน่นไม่ยอมให้ไรน์เบือนหน้าหนี
เควินสบตาสีอำพันงดงามนั้นแล้วค่อยยิ้มออกมาเมื่อมองเห็นแววตาไรน์ชัด
“คุณหึงผม? เพราะว่าวันนี้คุณเห็นเจสซิกามาหาผม” ไรน์หน้าแดงวูบท่าทางเย็นชาหายไปทันที เมื่อได้ยินคำสรุป
“ไม่ได้หึง” ไรน์สะบัดหน้ากลับมามองกระจกพยายามไม่สนใจร่างสูงที่ซ้อนอยู่เบื้องหลัง มือเล็กรวบเสื้อคลุมเมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์ทำท่าจะพลิกผัน
“งั้นทำไมจู่ๆ หนีกลับมาหาพ่อล่ะ
“พ่อชวนผมมาทานข้าวด้วย แล้วคืนนี้ผมก็ตั้งใจจะพักกับพ่อด้วย” ร่างบางเชิดหน้ายกมือกอดอกอย่างไม่ยอมแพ้
“ผมไม่ยอมนะ” เควินขัดขึ้นทันที
“ทำไม ดีเสียอีกคุณจะได้มีอิสระขึ้นไง จะไปไหนกับใครก็ได้ไม่ต้องห่วงผม”
“เฮ้อ! ผมจะไปไหนกับใครได้” ไรน์เหลือบตามอง เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะหลุดคำถามที่ติดอยู่ที่ริมฝีปาก
“แล้วเจสซิกาล่ะ” เควินเงยหน้ามองเพดานห้องทำท่าถอนใจ พึมพำให้พอให้ร่างบางได้ยิน
“แล้วบอกว่าไม่หึง คนปากแข็ง”
“เควิน !” ไรน์เสียงเขียวขึ้นทันที แต่เควินยังยิ้ม เฮ้อ! ให้ต่อปากต่อคำอย่างนี้เสียยังดีกว่าวางท่าเรียบเฉย เย็นชาแบบเมื่อครู่ ซึ่งทำเอาเขาใจไม่ดีเลย
“วันนี้เธอมาเชิญผมไปงานแต่งงานของเธอซึ่งจะจัดในเดือนหน้า คราวนี้ว่ายังไงล่ะ” เควินทำเสียงยั่วเมื่อเห็นสีหน้าคาดไม่ถึงของไรน์
“งั้นหรือครับ” ร่างบางเริ่มอึกอักเมื่อรู้ว่าตัวเองคิดระแวงไปเอง ‘ก็ใครจะไปรู้ล่ะ’ ไรน์คิดในใจ เหลือบมองชายหนุ่มกลับพบว่าสายตานั้นเริ่มซุกซนเลื่อนลงมาตามรอยแยกเสื้อคลุม มือบางรวบอกเสื้อทันทีแล้วพึมพำ
“เอ่อ! เควิน ให้ผมแต่งตัวก่อน เดี๋ยวจะได้ลงไปทานอาหารเย็นกับพ่อ” ไรน์ขยับแต่ชายหนุ่มกดไหล่บางนั้นไว้จมูกโด่งก้มลงซุกไซ้ลำคอพร้อมกับเลื่อนเสื้อคลุมลง
“หึ! เรื่องอะไร อย่างนี้ต้องลงโทษที่ไม่เชื่อใจผม” เควินพึมพำ มือใหญ่เอื้อมมากอดร่างบางพร้อมกับลดมือลงต่ำมาที่ระหว่างต้นขางดงาม ไรน์คว้ามือแข็งแรงนั้นไว้ทันที
“เควิน อย่า..” ไรน์พยายามขัดขืนแต่เรี่ยวแรงก็น้อยลงจนในที่สุดก็ต้องยอมแยกต้นขาเรียวออก เควินขยับปลายนิ้วเร่งเร้าจนไรน์เลื่อนมือไปจับขอบเก้าอี้เล็กนั้น
“ไรน์ลืมตามองสิ” ไรน์เปิดเปลือกตาขึ้นสบตาพร่ามัวด้วยแรงพิศวาสของตนในกระจก ร่างของเขาเปลือยเกือบหมด เสื้อคลุมร่วงมากองที่เอว ด้านหน้าเปิดโล่ง ไรน์จ้องดูเงาสะท้อนมือใหญ่แข็งแรงที่กำลังเคล้าคลึงเขา แล้วก็ครางเบาๆเมื่อความเสียวซ่านเริ่มทวีตามจังหวะมือ ไรน์สะอื้นเมื่อชายหนุ่มปล่อยมือออก แล้วก็อุทานเมื่อเควินหันเก้าอี้มาตรงหน้าเขา ชายหนุ่มคุกเข่าลงทดแทนมือนั้นด้วยริมฝีปากที่เปียกชื้นร้อนผ่าวของตนเอง ปลายลิ้นขยับไล้เลียอย่างชำนาญ
“อ๊ะ..อ๊าา...ฮึก..เค..เควิน” นิ้วเรียวสอดเข้าไปในเรือนผมสีเงินจิกแน่น เมื่อปลายลิ้นดูดกลืนเขา เควินเร่งจังหวะขึ้นจนในที่สุดร่างบางก็เกร็งกระตุกหลั่งรินออกมา ศีรษะเล็กสะบัด ร่างแอ่นโค้งปลายเท้าจิกเท้าพื้นพรมแน่น พร้อมกับอุทาน
“เควิน..” ไรน์หอบหายใจ ร่างบางแทบจะร่วงลงจากเก้าอี้ถ้าเควินไม่คว้าเอาไว้ เควินโน้มศีรษะไรน์ลงมาจุมพิตอย่างดูดดื่มไรน์ตวัดปลายลิ้นรับ ได้ลิ้มรสชาดของตนเองที่ยังคงหลงเหลือในริมฝีปากเควิน ไรน์หอบหายใจเมื่อเควินถอนริมฝีปากออก
“ไรน์..” ร่างบางมองเควินแล้วก็หน้าแดง เมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วไม่นานร่างสูงแข็งแกร่งก็ยืนเปลือยเปล่าตรงหน้า เควินดึงร่างไรน์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างบอบบางเอนเข้าหาร่างสูง ไรน์ครางแผ่วเบาเมื่อริมฝีปากนั้นจุมพิตลงมาอีกครั้ง พร้อมกับมือใหญ่ที่เลื่อนสัมผัสไปทั่วร่าง
“ไรน์ ผมรักคุณ” เควินแนบร่างสูงเข้าหาทำให้ไรน์รู้สึกถึงส่วนที่แข็งแกร่งของชายหนุ่ม ไรน์ถอนใจลึกอย่างพอใจกับเสียงกระซิบนั้นก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
เควินหมุนร่างบางหันหน้าเข้าหากระจกเงาแล้วขยับไปยืนซ้อนหลัง ร่างบางหน้าแดงเมื่อมองเข้าไปในกระจกบานสูงที่ถูกออกแบบมาให้ดูได้เต็มตัว ดังนั้นภาพทั้งคู่จึงสะท้อนให้เห็นในกระจกอย่างชัดเจน มือของชายหนุ่มเลื่อนไปที่สะโพกนุ่มปลายนิ้วแข็งแรงขยับไปที่ช่องทางคับแคบ ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อนิ้วเรียวสอดแทรกเข้ามาในตัว ริมฝีปากชายหนุ่มกัดเม้มที่ต้นคอบางพร้อมกับปลายนิ้วขยับเข้าออกช้าๆ ไรน์ครางเมื่อนิ้วนั้นเริ่มขยับเร็วขึ้น
“อึ๊ก..เควิน” ไรน์สูดลมหายใจลึก สะโพกขยับเคลื่อนไหวกับมือของเควินอย่างลืมตัว
“อา ไรน์ แยกขาออกสิ” ชายหนุ่มดึงนิ้วออกมา จับเอวบางไว้พร้อมกับแทรกความแข็งแกร่งเข้าไปอย่างรุนแรงครั้งเดียว ไรน์อุทานเมื่อรู้สึกถึงความคับแน่นร้อนผ่าวเต็มแน่นไปหมด มือวางแนบไปบนกระจกเมื่อรู้สึกถึงแรงกระแทกหนักหน่วงเบื้องหลัง สะโพกของเควินขยับเข้าออกบดเบียดช่องทางนุ่มละมุนที่กระชับรอบความแข็งแกร่ง ความปวดร้าวต้องการการปลดปล่อยเพิ่มทวีเมื่อกล้ามเนื้อบีบรัดเป็นจังหวะ ขณะที่บั้นท้ายนุ่มขยับตอบสนองเขาตามอารมณ์ที่ตื่นเพริดขึ้น
“อ๊ะ อาา...อ๊า..” ไรน์สะอึกเมื่อจังหวะนั้นรุนแรงขึ้น ร่างบางลืมตามองภาพสะท้อนจากกระจก ผิวขาวนวลของตนตัดกับร่างสูงผิวสีเข้มแข็งแรงที่ซ้อนหลังอยู่ สีหน้าสุขสมของเควินและ สะโพกที่ยังขยับเข้าออกทำให้ไรน์จับจ้องอย่างลืมตัว ผิวกายทั้งคู่เริ่มชื้นด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมา การร่วมรักเร่าร้อนแผดเผาจนทั้งคู่ไขว่คว้าหาความสุขอย่างลืมตัว
ไรน์เม้มริมฝีปากแน่นเมื่อมือชายหนุ่มเอื้อมมาขยี้ยอดอก อีกข้างหนึ่งเลื่อนลงไปกุมความตื่นตัวของเขาพร้อมกับลูบไล้อย่างชำนาญ ภาพสะท้อนบนกระจกยิ่งกระตุ้นเร้าอารมณ์ของทั้งคู่ให้ทวีสูงขึ้น เควินสบตาไรน์ในกระจกสีหน้าของร่างบางทำให้เควินครางออกมาพร้อมกับถอนกายออกมาจนเกือบสุด แล้วกระแทกฝังความแข็งแกร่งเข้าไปบดขยี้ความนุ่มละมุนไว้แนบแน่น ฟันคมๆ กัดลงต้นคอบอบบางอย่างลืมตัวเมื่อความเสียวซ่านพุ่งปราดขึ้นมากระตุกหลั่งความขาวขุ่น ร้อนผ่าวจำนวนมาก จนเอ่อนองออกมาตามต้นขาเรียว
“เควิน..” ไรน์กรีดร้องกับแรงกระแทกครั้งสุดท้ายของสะโพกแกร่ง กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกฉีดพุ่งความปรารถนาออกมารุนแรงจนเปรอะเปื้อนกระจกด้านหน้า กล้ามเนื้อที่รัดรอบชายหนุ่มยังกระตุกเป็นจังหวะบีบรัดชายหนุ่ม จนหลั่งกระทั่งหยดสุดท้ายออกมา
ร่างบางฟุบร่างกับพื้นผิวเย็นเฉียบของกระจก สะอื้นกับการถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรง เข่าอ่อนรูดลงกับกระจก ขณะที่เควินก็คุกเข่าลงซ้อนเบื้องหลังไรน์อย่างอ่อนแรงเช่นกัน ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจลึกๆ เมื่อพอควบคุมตัวได้ เขาพึมพำปนหัวเราะ
“พระช่วย ไรน์ ผมอาจจะอายุสั้นเพราะเรื่องนี้ก็ได้”
ไรน์ครางเบาๆตอบ หมดแรงไม่สามารถขยับได้แม้สักนิ้วเดียว เควินขยับสะโพกบางออกจากร่างเขาแล้วช้อนร่างบางขึ้นวางลงบนเตียงแนบร่างสูงลงมา
ไรน์เอื้อมมือกอดร่างสูงน้ำหนักที่ทาบลงมาทำให้รู้สึกอบอุ่น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างสุขสม เควินพึมพำ
“....รักคุณไรน์ จำไว้เวลาโกรธหรือโมโหผมนะว่าผมรักคุณมากเหลือเกิน”
“ผมรักคุณครับ เควิน” ไรน์กระซิบตอบแผ่วเบา

c c c c c c

คีธนั่งมองโต๊ะอาหารแล้วก็ถอนใจ เมื่อนั่งรอจนอาหารจะเย็นแล้วทั้งคู่ก็ยังไม่ลงมาเสียทีเห็นทีวันนี้เขาจะต้องกินข้าวคนเดียวเหมือนเคย คีธพยักหน้าให้เริ่มเสริฟอาหาร แต่แล้วร่างสูงอายุก็ยิ้มออกมา เอาเถอะถึงยังไงวันนี้ไรน์ก็อยู่ที่นี่แล้วล่ะนะ

“อืมม์ เควินเราต้องลงไปแล้วนะครับเดี๋ยวพ่อจะรอ” ไรน์เหลือบตาดูนาฬิกา แล้วพึมพำขึ้นมาขณะที่เควินยังคงไม่เลิกรากับร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน
“ช่างสิ” เควินไม่สนใจริมฝีปากไล้ลงมา ชายหนุ่มเลียรอยแผลเล็กๆที่เกิดจากฟันของเขาเมื่อสักครู่ พรุ่งนี้ต้องเขียวช้ำแน่ๆ ชายหนุ่มพึมพำขอโทษ ไรน์สั่นศีรษะพร้อมกับจูบปลอบใจชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับ”
เควินถอนใจเมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ของตนเองที่เริ่มตื่นขึ้นมาอีก ชายหนุ่มเคล้าเคลียร่างบางตรงหน้าอย่างไม่สามารถห้ามใจได้ ไรน์ตาโตเมื่อรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่ต้นขาชายหนุ่มเริ่มขยายตัวขึ้นมาอีก ชายหนุ่มแยกต้นขาเรียวออกยกสะโพกบางสูงขึ้นจนเข่าแทบจะชิดอก
“เควิน ไม่ได้นะ พ่อกำลัง....อึ้ก...เควิน” ประโยคสุดท้ายขาดหายไปพร้อมกับอุทานชื่อชายหนุ่มออกมาเมื่อร่างสูงแทรกความร้อนผ่าวเข้ามาในร่างเขาอีกครั้งหนึ่ง
“บ้าจัง เควิน..อึ๊” ไรน์สะดุ้งอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มแกล้งขยับอีกครั้ง ไรน์หอบหายใจเมื่อจังหวะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เสียงหอบหายใจหนักหน่วง เสียงครางแผ่วหวานตามจังหวะรักของชายหนุ่มสลับกับเสียงทุ้มๆ ดังขึ้นแทนวาจาสนทนา จนกระทั่งไรน์กรีดร้องออกมาอีกครั้ง
แต่เควินยังไม่ยอมให้เขาได้พัก ร่างปวกเปียกของไรน์ถูกกระตุ้นอีกครั้ง ผิวกายไวต่อการสัมผัสไปทุกจุด ซึ่งแม้จะเหนื่อยขนาดไหนร่างสูงก็กระตุ้นเร้าจนร่างบางดิ้นเร่าไปด้วยความต้องการได้ทุกครั้งเสมอ
“อืมม์ ผมเหนื่อยเควิน ไม่ไหวแล้ว” ไรน์พึมพำออกมาหลังจากผ่านไปหลายครั้งหลายครา ต้นขาเรียวเต็มไปด้วยคราบเปรอะเปื้อนของทั้งคู่จนเหนอะหนะไปหมด เควินหัวเราะแผ่วๆ ถอนกายออกมาแล้วรวบร่างบางเข้ามากอด
“จำไว้นะ นี่เป็นการลงโทษว่าอย่าหนีผมมาบ้านคนเดียวอีก” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบ แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นร่างบางหลับไหลไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปาก
“คุณไม่มีทางหนีผมพ้นหรอก ไรน์ คุณเป็นของผม”
เควินยิ้มแววตานั้นมั่นคงเหมือนจะสาบานต่อหน้าร่างบางที่หลับไหลในอ้อมอกกว้างของเขา

END

crisis4

By SF

ไรน์ขยับตัวอย่างสงสัยหลังจากที่นั่งเงียบมาเป็นครู่ใหญ่ พวกเขามาถึงสนามฝึกหัดบินขนาดเล็กและเปลี่ยนเป็นใช้เฮลิคอปเตอร์เดินทางมาได้ชั่วครู่ โดยที่ร็อบลูกน้องคนหนึ่งของเควินเป็นคนขับเอง ไรน์มองทิวทัศน์เบื้องล่างผ่านกระจกหน้าต่างของเฮลิคอปเตอร์ แล้วก็พบว่าพวกเขาเริ่มเข้าสู่เขตเทือกเขาขนาดใหญ่ รอบข้างเริ่มเป็นป่าที่ทึบขึ้น ไรน์มองไปทางเควินเหมือนจะถามแต่ด้วยแรงทิษฐิทำให้ปิดปากเงียบอยู่
เควินสังเกตุเห็นอาการนั้นจึงพูดออกมา

“เรากำลังจะไปที่เคบินของผม ไรน์” ร่างบางพยักหน้ารับในที่สุดก็ถามออกมาค่อยๆ

“คุณมีที่พักอยู่ที่นี่ด้วยหรือครับ”

“อืมม์ ผมมีที่พักส่วนตัวอยู่ 2-3 ที่ ใช้เวลาต้องการพักผ่อนไม่อยากให้ใครรบกวน”

“อีกไกลหรือเปล่าครับ”

“อยู่ที่ร็อค ฮิล อีกไม่ไกลนัก แต่คงต้องเดินต่ออีกนิดหน่อยเพราะที่นั่นไม่มีที่จอด ฮ. เหมือนที่อื่นๆ” ไรน์เงียบไปอีกครั้ง แต่การเริ่มบทสนทนาทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ก็เริ่มดีขึ้น เควินมองท่าทางนั้นถอนใจเบาๆ เขาไม่ต้องการทนกับความอึดอัดเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามาใกล้โดยไม่สนใจอาการแข็งขืนนั้น ทำให้ไรน์กระซิบว่า

“ปล่อยนะ เควิน” แต่วงแขนนั้นยังรัดเขาไว้แน่น เควินเกยคางกับเรือนผมนุ่มสวยนั้นก่อนจะพึมพำ

“อย่าทำอย่างนี้เลยไรน์ ได้โปรด” ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อเรียกความไว้วางใจของไรน์กลับมา ไรน์ชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงว้าวุ่นจนใจอ่อนลง

“ผมอึดอัด” ร่างบางเอ่ยเบาๆ อย่างยอมแพ้ เควินยิ้มออกมาได้เมื่อได้ยินดังนั้นจึงคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อย

“อืมม์ พักสักครู่ก็ได้นะไรน์ เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอนเลยไม่ใช่หรือ”

ไรน์หน้าแดงวูบเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน เพราะหลังจากเควินมาที่ห้องของเขาในคืนนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ถืออภิสิทธิ์เชิญตัวเองเข้ามาทุกคืน โดยอ้างว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนและดูแลไม่ให้เขาฝันร้าย

แล้วเควินก็ทำได้อย่างที่พูด ร่างสูงช่วยปลอบโยนเขาให้หายหวาดกลัว แล้วหลังจากนั้นก็ต่อด้วยกิจกรรมที่ทำให้เขาหลับสนิททั้งคืนด้วยความอ่อนเพลีย

ไรน์จำได้ว่าร่างกายเขาตอบสนองกับทุกสัมผัสของเควินที่แตะต้องปลุกเร้าเขาอย่างเร่าร้อนเพียงใด จนกระทั่งเขาต้องเอ่ยคำพูดวอนขออย่างไม่อาย และแม้กระทั่งตอนนี้แค่เพียงแขนแข็งแรงที่โอบกอดเขา และเสียงกระซิบที่ริมหูก็เพียงพอที่จะทำให้อารมณ์หวั่นไหว

เควินเองก็ยิ้มเมื่อเห็นไรน์หน้าแดงทำตัวแข็ง เขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงอาการตื่นตัวของตนเอง เมื่อนึกถึงร่างนุ่มนวลและเสียงวอนขอยามที่อยู่ในอารมณ์ปรารถนา

“ไรน์ตื่นเถอะเราต้องเดินต่ออีกนิด”

ร่างบางเผลอหลับไปวูบหนึ่งจนเควินเขย่าตัวเบาๆ ไรน์กระพริบตาเมื่อได้เสียงกระซิบข้างหูก่อนจะถูกดึงลงจาก ฮ. อย่างนุ่มนวล เควินกดศีรษะเขาลงขณะพาก้มตัววิ่งออกมา ไรน์มองทิวทัศน์เงียบสงัด และภูเขารอบข้างอย่างงงๆ ร็อบกำลังหิ้วกระเป๋าของไรน์ขึ้นมา

“นายเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บก่อน ร็อบ เดี๋ยวฉันจะพาไรน์ตามขึ้นไป” ร็อบรับคำก่อนจะเดินล่วงหน้าขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เควินจึงหันมาคว้าข้อมือไรน์เดินตามไป

ทางเดินบางช่วงเป็นทางแคบและเป็นโขดหินขรุขระบ้าง ทำให้เควินต้องคอยระวังไม่ให้ไรน์เกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ผ่านมาชั่วครู่จนไรน์เริ่มหอบหายใจ เควินจึงหันมามองอย่างให้กำลังใจ

“พ้นทางลาดข้างหน้าก็ถึงแล้วนะ ไหวมั้ย” ไรน์พยักหน้าอย่างอดทน

ไรน์อุทานเบาๆ เมื่อเห็นเคบินไม้ซุงหลังเล็กซุกตัวอยู่ริมเชิงผา ด้านหน้าเป็นลานหินแคบมีโขดหินบังลม ร่างบางมองไปรอบๆ อย่างถูกใจ แววตาเป็นประกายระยับก่อนจะเดินสำรวจดูไปรอบๆ

เควินมองไปทางร็อบซึ่งกำลังยืนรออยู่หน้าเคบิน ร็อบพยักหน้าพร้อมกับชูนิ้วสัญญาณว่าทุกอย่างเรียบร้อย เควินจึงหันไปบอกไรน์

“ไรน์เข้าไปพักข้างในก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยดูรอบๆ ก็ได้” เมื่อไรน์หายเข้าไปในเคบินเรียบร้อยชายหนุ่มก็หันมาทางลูกน้องทันที

“เรียบร้อย”

“ครับ ทุกอย่างติดตั้งเรียบร้อยตามที่สั่งครับ ผมตรวจดูทุกแห่งแล้ว”

“อย่าให้พลาดนะร็อบ เช็ควิทยุรับส่งเรียบร้อยแล้วนะ”

“ครับผม สำหรับทางโน้นถ้าเป็นอย่างที่เจ้านายคาดไว้ ไม่เกินอาทิตย์ผมลากตัวมันออกมาได้แน่”

“ดี ให้ข่าวมันตามแผน เราจะล่อมันออกมาเอง วางหน่วยล่าของนายไว้อย่าให้ผิดสังเกตล่ะ เราจะจัดการมันทีเดียวให้หมดทั้งฝูงเลย”

“ครับผม เจ้านาย”

ไรน์เดินสำรวจรอบเคบิน ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่นที่เชื่อมต่อกับครัวเล็ก พื้นไม้ถูกขัดถูเป็นมันวับ ปูด้วยพรมทอมือเนื้อหยาบแต่สีสันสดใสเป็นส่วนๆ

“ชอบหรือเปล่า” ไรน์หันขวับกลับมาเมื่อได้ยินเสียงทัก เควินยืนพิงประตูมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ไรน์เมินหน้าหนีก่อนจะตอบ

“ครับ”

“งั้นก็ไปพักเถอะ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องอาหารเย็นให้” พูดจบเควินก็เดินเข้าห้องครัวเปิดตู้เย็นคอปเปอร์โทนติดผนัง และลำเลียงเอาของสดที่ให้คนมาเตรียมไว้ก่อนออกมา ไรน์มองท่าทางของชายหนุ่มที่เป็นปกติเหมือนไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกันในรถแล้ว ร่างบางก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด เล็กน้อย

ไรน์เดินเข้าในห้องแล้วก็ชะงักเมื่อรู้ตัวว่าเคบินนี้มีห้องนอนเพียงห้องเดียว ร่างบางเม้มริมฝีปาก ‘หึ อย่าคิดว่าเขาจะลืม แล้วเลยตามเลยนะ’ ไรน์คิดก่อนคว้าผ้าเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

เควินเอียงหูเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเปิดน้ำ เขาค่อยวางมือลงและตรวจสอบเคบินเพราะไม่อยากทำต่อหน้าไรน์ให้เป็นกังวล เมื่อเปิดตู้ดูอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณและวิทยุรับส่งจนพอใจว่าเรียบร้อยดีแล้ว จึงเดินตรวจสอบตามจุดต่างๆอย่างรอบคอบ

ไรน์เดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำอย่างสดชื่น หลังจากแช่น้ำเสียนานเพราะเคบินหลังนี้เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งน้ำและไฟฟ้า ถึงแม้จะอยู่ในหุบเขาห่างไกลชุมชนก็ตาม คงมีเครื่องปั่นไฟอยู่ด้านหลังไรน์คิด เมื่อแต่งตัวเสร็จรก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

“ไรน์ เสร็จหรือยัง” ไรน์ไม่ตอบแต่เดินออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ

“อาหารอยู่ในเตาอบ ขอผมอาบน้ำเปลี่ยนชุดเดี๋ยว หิวหรือยัง” ไรน์สั่นหน้าปฏิเสธ ร่างสูงจึงเดินผ่านเข้าห้องนอน

ไรน์มองออกไปข้างนอกอาจจะเป็นเพราะอยู่บนเขาหรือไงถึงได้มืดเร็วขนาดนี้ แล้วหันมามองเตาอบเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนว่าครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ร่างบางดึงเอาอาหารออกมาและลงมือจัดโต๊ะพร้อมกับหันไปมองข้างนอกอย่างไม่สบายใจ เมื่อได้ยินเสียงลมพัดแรงขึ้น และไม่นานฝนเริ่มโปรยปรายลงมา ไรน์เดินไปที่หน้าต่างออกแรงดึงอย่างลำบาก แล้วก็ต้องเสียหลักเมื่อมือใหญ่เอื้อมมือมาช่วยดึงจากด้านหลัง ร่างบางถอยมาปะทะอกกว้างที่ยืนซ้อนอยู่จึงหันขวับกลับมา แล้วก็ชะงักกึกเมื่อจมูกชนกับอกกว้างของชายหนุ่มจนได้กลิ่นสบู่จางๆ เควินเองก็ชะงักมือค้างอยู่หน้าต่าง

บรรยากาศหยุดชะงักไปชั่วครู่ ไรน์เงยหน้าขึ้นสบตาสีน้ำเงินเข้มแฝงแววง้องอน ดวงตาสีอำพันค่อยอ่อนแสงลงเควินก้มหน้าลงช้าๆ แต่แล้วทั้งคู่ก็สะดุ้งเมื่อมีเสียงฟ้าผ่าดังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ก็เพียงพอให้ไรน์รู้ตัว ร่างบางก้มหน้างุดลงทันทีทำให้เควินถอนใจก่อนจะยอมถอยออกมา และค่อยหลีกทางให้ไรน์ขยับเดินไปที่โต๊ะอาหาร

เควินสบถในใจขณะพึมพำด่าฟ้าฝนและเทวดาไปตามเรื่อง ชนิดที่ถ้าเทวดามีจริงอาจพิโรธขนาดสั่งให้ฟ้าผ่าลงมาที่ชายหนุ่มเลยก็ได้ ทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะอาหารก่อนที่ลงมือกินอาหารเงียบๆ

เกือบเที่ยงคืนแล้ว ไรน์นั่งมองสายฝนผ่านกระจกหน้าต่าง ความมืด เสียงลมเสียงฟ้า รวมถึงการต้องอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยทำให้ไรน์รู้สึกหวั่นกลัวเล็กน้อย ร่างบางซุกตัวบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่เอียงศีรษะพิงพนักเก้าอี้ บรรยากาศเริ่มหวนกลับไปเหมือนป่าแห่งนั้น สถานที่คุมขังอันเปรียบเหมือนนรกที่เขาไม่อาจลืมได้

“ไรน์ ไปนอนเถอะอย่าฝืนเลย” เควินเอ่ยเรียก ไรน์หันกลับมามองเขาช้าๆ แววตาหม่นมัวก่อนที่จะกระพริบอย่างรู้ตัว แล้วพึมพำออกมา

“เมื่อครู่ผมนึกว่าตัวเองกลับไปอยู่ที่เซดาน” แม้ท่าทางจะเรียบเฉย แต่ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ว่างเปล่ากลับทำให้เควินกังวล ไรน์ดูถดถอยไปจากปัจจุบันมากขึ้น เป็นเพราะสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเป็นเพราะอะไรกันแน่นะ

“ถึงที่นี่จะเป็นเซดาน แต่ผมก็อยู่กับคุณ เราอยู่ด้วยกันไม่ใช่หรือไรน์” ไรน์มองเควินอย่างไม่แน่ใจ ชายหนุ่มมองตางดงามคู่นั้นแล้วคุกเข่าลงโอบร่างบางไว้

“ผมจะอยู่กับคุณ ไรน์ ผมจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ” ไรน์ยังคงเงียบไม่โต้ตอบ แต่เมื่อเควินช้อนร่างบางขึ้น ไรน์ก็ซุกตัวเข้าหาอกกว้างโดยไม่ได้ขัดขืน ร่างสูงเดินตรงไปยังห้องนอน

ไรน์พลิกตัวหันหลังเมื่อเควินวางร่างเขาบนเตียงขณะที่ชายหนุ่มโอบแขนไปรอบร่างบางอย่างอย่างปกป้อง

“ผมยังไม่อยากหลับ ไม่อยากฝันถึงสิ่งน่ากลัวอีก” ไรน์พึมพำเบาๆ

“ไรน์ ที่คุณฝันร้ายเป็นเพราะคุณคิดไปเอง จิตใต้สำนึกของคุณไม่ยอมลืมมัน คุณต้องพยายามเอาชนะมันให้ได้” ไรน์เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างไม่แน่ใจ

“หมายความว่าผมเป็นโรคประสาทงั้นหรือ”

“ไม่! คุณแค่ผ่านเรื่องร้ายมา แล้วมันยังส่งผลกับคุณเท่านั้น”

“แต่มันอาจส่งผลกับผมตลอดไป เพราะผมคงไม่สามารถลืมมันได้”

“คงไม่มีใครสามารถลืมเหตุการณ์เช่นนั้นได้หรอกไรน์ แต่ที่สำคัญคือเรารู้ว่าสิ่งนั้นมันทำอันตรายเราไม่ได้แล้วต่างหาก” เควินแย้งออกมา
ไรน์คิดในใจ ‘ผิดแล้วล่ะเควิน ตอนนี้อันตรายกำลังคุกคามผมอยู่ไม่ใช่หรือ’ แต่ร่างบางก็ไม่ได้โต้เถียงออกมา พริ้มตาลงทั้งที่ความคิดยังว้าวุ่นอยู่

ใกล้เช้า ไรน์สะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นพร้อมกับครางเบาๆ พระช่วยเขาฝันถึงมันอีกแล้ว ร่างบางพยายามควบคุมลมหายใจให้ช้าลงก่อนเอียงหน้าหันมามองเควิน รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มยังหลับสนิท ไรน์ยกแขนของเควินที่พาดเอวเขาออกไป แล้วทรงตัวลุกขึ้นจากเตียง เมื่อนึกถึงความฝันนั้นไรน์ก็ไม่สามารถหลับต่อได้อีกแล้ว

ไรน์คว้าเสื้อคลุมก่อนจะเดินไปนั่งกอดเข่าอยู่ที่ริมหน้าต่าง ร่างบางซบหน้าลงพยายามกลั้นสะอื้น พระช่วย! เขากำลังจะเป็นโรคประสาท และมันคงไม่ยุติธรรมถ้าเขาจะเอาเรื่องนี้ไปเป็นภาระของเควินด้วย ชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบในเรื่องเช่นนี้

เควินนอนมองร่างบางที่นั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่าง เขารู้ตัวตั้งแต่ไรน์เริ่มกระสับกระส่ายแล้วผวาตื่นแล้ว แต่พยายามอดทนเพราะรู้ว่าไรน์กังวลและพยายามปิดบังเรื่องนี้ เควินกำหมัดแน่น ไรน์กำลังแยกตัวเองออกไปจากเขา ท่าทีโดดเดี่ยวทุกข์ทนนั้นทำเควินรู้สึกว่าตนเองช่างไร้ประโยชน์จริงๆ

‘เขาจะทำยังไงดีกับศัตรูที่มองไม่เห็นและไม่สามารถต่อสู้ได้ ให้ใครมาสักคนสิไรน์ คนที่มีตัวตนที่ผมจะจัดการมันได้’

ในที่สุดเวลาที่เหลือของคืนนั้นต่างไม่มีใครสามารถปิดตาลงได้อีก

เควินนั่งมองไรน์ที่เดินสำรวจ และทำโน่นทำนี่ตั้งแต่เช้าโดยไม่ยอมหยุดพัก จนรอบๆ เคบินนี่จะปรุไปหมดแล้ว ถอนใจกับกำแพงเล็กๆ ที่ร่างบางพยายามสร้างขึ้นมากั้นเขาไว้ด้วยความระแวง อย่าคิดนะว่ามันจะขวางเขาไว้ได้เพียงแต่เขาไม่อยากทลายมันลงอย่างหักโหมเท่านั้น

สำหรับไรน์เองหลังจากพยายามทำอะไรให้เหนื่อยมากไว้เพื่อคืนนี้จะได้หลับสนิท ไม่ถูกรบกวนจากฝันร้ายอีก ร่างบางเริ่มเดินออกมาไกลเคบินมากขึ้นแล้วหยุดนั่งลงใต้โคนต้นไม้ใหญ่พิงศีรษะพักเหนื่อย ไรน์ได้ยินเสียงแสกสากดังขึ้นก็ขมวดคิ้ว

“เควิน ขอผมอยู่คนเดียวนะครับ” ไรน์พูดขึ้นเบาๆโดยไม่ขยับตัว เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบก็ลืมตาขึ้นอย่างไม่พอใจ แล้วร่างบางก็ทำตัวแข็งทื่อเมื่อมองเห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเสียง

อสรพิษตัวยาวใหญ่สีดำ ลำตัวขนาดเท่าข้อมือของเขากำลังชูคอขึ้นช้าๆ ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตร

“เควิน” ไรน์รู้สึกหวาดกลัวจนตัวเย็นเฉียบราวเลือดเหือดหายหมดไปจากร่าง ร่างบางกระซิบเรียกชื่อชายหนุ่มแผ่วเบา

“เควิน”

“ไรน์ อย่าขยับ” เสียงแผ่วเบาของเควินดังขึ้นทำให้ไรน์ชะงักร่างไว้ ดวงตายังคงจับจ้องที่มัจจุราชตรงหน้าไม่สามารถเบือนสายตาออกมาได้
ไรน์เห็นมันลดหัวลงเล็กน้อยเป็นสัญญาณการเตรียมจู่โจม แต่ร่างบางไม่สามารถขยับได้ร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน และเห็นมันพุ่งวาบเข้ามา

“ไม่..เควิน” ร่างบางกรีดร้อง

ภาพที่ไรน์เห็นแม้จะรวดเร็วมาก แต่ในความรู้สึกของร่างบางกลับเหมือนกับภาพช้าที่ค่อยๆ เลื่อนผ่านไป เมื่อร่างสูงของเควินสะอึกเข้ามาขวางอย่างรวดเร็ว มือแข็งแรงคว้าปราดไปที่คออสรพิษบีบแน่น และกระชากมันขึ้นมาจนท่อนหางสะบัดบิดเป็นเกลียวแล้วขว้างมันออกไปยังชายป่า เมื่อตัวมันตกกระทบพื้นก็เลื้อยปราดเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเควินหันกลับมาก็ถึงกับเซ เมื่อไรน์โถมตัวเข้าใส่มือเล็กทุบรัวไปที่อกกว้าง ร่างบางสะอึกสะอื้นพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงพรูลงมา หลุดคำพูดแทบไม่เป็นภาษาออกมา

“คนบ้า.... คน...ไร้ความคิด..... ทำไมถึงทำอย่างนั้น”

“เดี๋ยว!..ไรน์! เดี๋ยว!.... ไม่เป็นไรแล้ว มันหนีไปแล้ว คุณปลอดภัยแล้ว” ไรน์เงยหน้ามองชายหนุ่มดวงตาสีอำพันทอประกายโกรธเกรี้ยว ทำให้เควินถึงกับงุนงงรวบร่างบางเข้ามากอดไว้เพื่อป้องกันการประทุษร้าย

ทำไมเควินถึงไม่เข้าใจ!!! ร่างบางที่ถูกรวบไว้แน่นในอ้อมอกแข็งแรงยังคงดิ้นรน น้ำตายังร่วงพรูดุจหยาดฝน

“คนโง่....ทำไมถึงทำอย่างนั้น ทำอะไรโง่ๆ... ถ้า..ถ้ามันทำอันตรายคุณล่ะ” ไรน์หลับตาภาพน่ากลัวนั้นยังคงชัดเจน ถ้าเกิดเจ้างูร้ายตัวนั้นหันกลับไปฉกเควินเข้า ไรน์ครางเบาๆ

เควินชะงักเมื่อเข้าใจความหมายนั้น รอยยิ้มปรากฏที่ริมฝีปาก เชยคางเล็กให้สบตาเขา

“คุณเป็นห่วงผมหรือ” ไรน์เงยหน้าสบตาสีน้ำเงินคู่ที่กำลังทอประกายระยับด้วยความยินดี แล้วนึกโมโหขึ้นมาอีกสะบัดหน้าไม่ยอมตอบ ยังจะมาทำหน้าดีใจอีกให้คิดจนตายไปเถอะ

เมื่อเห็นร่างบางยังคงนิ่งเงียบอย่างดื้อดึง เควินจึงกล่าวต่อเบาๆ

“คุณไม่ห่วงผมงั้นหรือ งูตัวนั้นพิษร้ายมากนะถ้ามันกัดแล้วผมคงทรมานกับพิษของมันก่อนจะตายเพราะที่นี่ห่างไกลคนมาก ผมคงไปหาหมอไม่ทันหรอก” เควินบรรยายภาพน่ากลัวให้ไรน์เห็น ร่างบางรีบปิดปากเควินทันที พูดปนสะอื้นออกมา

“ไม่ เควิน อย่าพูด...อีกเลย” แขนเรียวโอบรอบร่างสูงไว้แน่นเมื่อวาดภาพชายหนุ่มนอนแน่นิ่งด้วยพิษของสัตว์ร้าย

“บอกให้ผมรู้สักนิดสิไรน์ ว่าคุณเป็นห่วงผม” เควินต้องการความรู้สึกจากไรน์แม้เพียงสักนิด ไรน์เงยหน้าขึ้นมองเควิน ชายหนุ่มเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน จนร่างบางไม่สามารถเก็บความรู้สึกไว้ได้พึมพำแผ่วเบา ทั้งที่แววตายังมีแววโกรธอยู่เล็กน้อย

“ใช่ผมเป็นห่วง เควินอย่าเสี่ยงอันตรายอย่างนั้นอีกนะครับ” เควินยิ้มออกมา เขารวบไรน์แน่นจนแทบจะกลายเป็นคนเดียวกัน

“อย่ากลัวเลยผมถูกฝึกมาอย่างดีในเรื่องนี้ มันเป็นอาชีพของผมจำได้มั้ย แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคนดีผมยอมถูกทำร้ายยังดีกว่าที่จะเป็นคุณ”

“ทำไมล่ะครับ เควิน เพราะเป็นหน้าที่ของคุณหรือ?” ไรน์เงยหน้าขึ้นถาม ลูบแก้มชายหนุ่มแผ่วเบา แววตานั้นต้องการคำตอบเพื่อความมั่นใจ

“เพราะผมรักคุณน่ะสิไรน์ ถามอะไรโง่ๆอย่างนั้น” เสียงตอบดุๆ ค้านกับดวงตาอ่อนโยน ไรน์ยิ้มออกมาดวงตาสีอำพันนั้นบ่งบอกถึงสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการเห็น แม้ไรน์จะไม่พูดมันออกมาก็ตาม ชายหนุ่มก้มลงปิดริมฝีปากบางด้วยริมฝีปากร้อนชื้นของตนเอง ไรน์เผยอริมฝีปากยอมให้ชายหนุ่มแสวงหาความหวานชื่นอย่างยินยอมพร้อมใจ

ไรน์สูดลมหายใจลึกเมื่อเควินเงยหน้าขึ้นถอนปลายลิ้นออกมาขบเม้มมุมปากบางที่แดงระเรื่อนั้นเบาๆ ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นเดินกลับเคบิน

เควินเตะประตูให้เปิดอย่างรีบร้อน เขาวางร่างบางลงบนพรมกลางห้อง ใจร้อนจนไปถึงห้องนอนไม่ไหว มือใหญ่กระตุกเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว จนร่างงดงามเปลือยเปล่าอยู่บนพื้นพรม เควินจ้องมองอย่างหิวกระหาย แววปรารถนาลุกโพลงในดวงตา ทำให้ไรน์แดงระเรื่อไปทั้งตัวด้วยความอาย

ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อตนเอง แล้วไม่นานร่างสูงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อก็เปลือยเปล่าเช่นกัน ไรน์ไล่สายตาตามร่างแข็งแกร่งนั้น ความปรารถนาของร่างบางก็รุนแรงไม่แพ้เควิน ชายหนุ่มโน้มร่างลงจุมพิตดูดดื่มราวกับจะกระชากวิญญาณ ริมฝีปากเคล้าเคลียปากนุ่มแตะหลอกล่อปลายลิ้นเล็กให้ตวัดเกี่ยวพัน มือสัมผัสไปทั่วร่างเล็กขณะถอนริมฝีปากอุ่นชื้นลากลงมาตามลำคอ กัดเม้มจนเป็นรอยแดงระเรื่อเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ก่อนที่ลิ้นร้อนๆ จะตวัดเลียและดูดกลืนยอดอกอย่างรุนแรงจนไรน์ผวาเฮือก

“อ๊ะ..เค..เควิน” ไรน์หอบฮัก ร่างบางแอ่นอกขึ้นไปหาริมฝีปากนั้น ขณะมือบางลดลงไปลูบคลำส่วนสำคัญของชายหนุ่ม เควินกระตุกเมื่อรู้สึกมือเล็กที่ลูบคลำเขาอย่างกล้าหาญ อุทานในลำคออย่างพอใจ ไรน์หอบหายใจเมื่อรู้สึกถึงความแข็งแกร่งในมือเขาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ความตื่นเต้นที่ผ่านพ้นอันตรายมา ยิ่งช่วยกระตุ้นเพลิงปรารถนาให้รุมเร้าทั้งคู่จนโชติช่วง ต่างตอบสนองกันโดยไม่มีการเหนี่ยวรั้ง ลิ้นเปียกชื้นของเควินสัมผัสทั่วหน้าอกขาวนวลก่อนลดริมฝีปากลงมาที่หน้าท้องเรียบแล้วเลื่อนลงไปที่ส่วนสำคัญของไรน์ที่กำลังตื่นตัว เควินใช้ปลายลิ้นสัมผัสความนุ่มนวลราวกำมะหยี่ก่อนจะครอบครองด้วยริมฝีปากร้อนผ่าวดูดกลืนอย่างรุนแรง

“ฮึก..อึ๊....” ไรน์กระตุกครางด้วยความปรารถนา มือลดลงจับศีรษะชายหนุ่มกดแน่นสะโพกบางแอ่นอย่างลืมตัว การตอบสนองนั้นทำให้เควินยิ้มอย่างพอใจ ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกพลิกร่างบางให้นอนคว่ำ ก้มลงจุมพิตสะโพกมนปลายลิ้นเริ่มควานหาช่องทางที่ต้องการ

“เควิน...” ไรน์ครางเป็นจังหวะเมื่อลิ้นเริ่มขยับเข้าออก ร่างบางเกร็งสะโพกแอ่นโค้ง มือจิกพรมแน่น เควินเองก็หอบหายใจเมื่อไม่สามารถทนต่อไปได้ ชายหนุ่มดึงร่างบางให้คุกเข่า แล่วจ่อความแข็งแกร่งไปยังช่องทางที่ยังคงเปียกชื้นด้วยปลายลิ้นของเขา ก่อนจะสอดแทรกเข้าไปอย่างรวดเร็ว

“อ๊ะ...เควิน” ไรน์กรีดร้องเมื่อรู้สึกเต็มแน่นไปหมดด้วยความใหญ่โตของชายหนุ่ม ความสุขสมที่เกิดขึ้นทันทีนั้นรุนแรงยิ่งนัก กล้ามเนื้อกระชับแน่นรอบความแข็งแกร่งจนเควินครางหนักๆ สะโพกแกร่งเริ่มขยับเข้าออก และเริ่มรุนแรงมากขึ้น สะโพกบางก็ตอบสนองอย่างไม่ยอมแพ้ ความร้อนผ่าวจากช่องทางคับแคบ การเสียดสียิ่งทวีให้เกิดความเสียวซ่าน

แสงสว่างยามกลางวันสาดส่องให้เห็นร่างสองร่างที่พัวพันกันบนพื้นพรมกลางห้อง แม้อากาศบนเขาจะเย็นแต่ทั้งคู่กับเหงื่อซึม เสียงหอบหายใจที่หนักหน่วง ร่างกายขยับสอดประสานแสวงหาการปลดปล่อยอย่างไร้การเหนี่ยวรั้ง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งร่างบางกรีดร้องเรียกชื่อชายหนุ่ม ร่างเกร็งกระตุกฉีดพุ่งความปรารถนาออกมาอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อกระชับบีบรัดจนเควินครางหนักๆ กระแทกสะโพกเข้าหา บดขยี้สะโพกบางแนบแน่นหลั่งรินเข้าสู่ร่างบางเป็นจังหวะจนไรน์รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวในช่องท้อง ร่างบางฟุบตัวลงกับพื้นพรมอย่างหมดแรง

เควินหอบหายใจหนัก ก้มลงมองร่างที่อยู่ใต้ร่างเขา เห็นไรน์หอบหายใจถี่เร็วตาหลับพริ้มใบหน้าเปียกชื้นด้วยเหงื่อ ชายหนุ่มก้มลงใช้ปลายลิ้นแตะซับให้ ไรน์ปรือตาน้อยรอยยิ้มแฝงด้วยความสุขจนทำให้เควินรู้สึกเต็มตื้น นิ้วเรียวเล็กสอดประสานกับนิ้วแข็งแรงของชายหนุ่มอย่างไว้วางใจก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

“ผมรักคุณ ที่รัก” เควินพึมพำเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะเงียบไป ทั้งคู่ต่างดื่มด่ำกับความรู้สึกอ่อนหวานนี้

ไรน์ปรือตาขึ้นมาเมื่อรู้สึกถูกช้อนตัวขึ้น ไม่รู้ว่าเขาเผลอหลับไปนานแค่ไหน แต่แสงสว่างข้างนอกเริ่มน้อยลง เควินวางร่างบางบนเตียง ไรน์เผยอยิ้มน้อยๆ รู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝัน

เมื่อครู่เขากับเควินกำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้านุ่มที่เนินเขานี่นา ยังคงรู้สึกถึงดอกไม้ที่ขึ้นอยู่หนาแน่นจนกลิ่นนั้นหอมกรุ่นอวลไปทั่ว และยังร่างสูงที่เฝ้าเคล้าเคลียหยอกล้อเขา ด้วยจุมพิตที่บางเบาเหมือนปีกผีเสื้อโบยบิน

เควินสบตาสีอำพันพร่ามัว คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเคลิ้มฝันนั้น แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างอย่างพอใจเมื่อแขนเรียวคล้องคอเขาดึงลงไป ชายหนุ่มผ่อนร่างลงช้าๆ ตามแรงดึงของไรน์ ร่างบางถอนใจเมื่อรับเขาสู่ความอบอุ่นระหว่างเรียวขางดงามคู่นั้น ก่อนพริ้มตาลงนี่ยังคงเป็นฝันใช่มั้ย

ชายหนุ่มครางอย่างพอใจเมื่อได้รับการเสนอตัวอย่างอ่อนหวาน แม้จะรู้ว่าร่างบางยังตื่นไม่เต็มตาแต่ชายหนุ่มก็ฉวยโอกาสอย่างคนฉลาด ไม่นานเสียงครางแผ่วหวานสลับกับเสียงทุ้มก็ดังขึ้นเป็นระยะ และเวลาก็ผ่านไปอีกเนิ่นนานจนเสียงเงียบหายไป

ความมืดเริ่มเข้ามาเยือน แสงจากดวงจันทร์สาดส่องให้เห็นภาพร่างสูงแข็งแรงที่กอดร่างน้อยในอ้อมแขนอย่างปกป้อง

ไรน์วิ่งหนีเสียงฝีเท้าสับสนที่ไล่ตามมา เสียงสั่งตะโกนให้ค้นหาเขาดังลั่นจนทำให้ไรน์วิ่งหัวซุกหัวซุนแล้วร่างบางก็เซถลาเมื่อสะดุดรากไม้จนกลิ้งลงไปกับพื้น

ร่างบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมีเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าในมือมันถือมีดคมปลาบ ไรน์ขยับถอยหนีขณะที่มันส่งเสียงหัวเราะดั่งลั่นขึ้นเงื้อมือขึ้น ไรน์หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง แต่ก่อนมือนั้นจะทันได้ปักมีดมา ร่างของมันก็ค่อยทรุดตัวลงล้มไปที่แทบเท้าเขา ไรน์ลืมตาเงยหน้ามอง แล้วก็อุทาน

“เควิน” มือใหญ่รวบร่างเขาไว้อย่างอ่อนโยน

“ไม่เป็นไรแล้ว ไรน์ ผมมารับคุณกลับบ้าน”

ไรน์กอดคอร่างสูงอย่างยินดี ร่างบางสะอื้นพึมพำเรียกชื่อชายหนุ่ม เขาไม่เป็นไรแล้ว เขามีเควินอยู่กับเขา ไม่มีใครทำอันตรายเขาได้

เควินลืมตาเมื่อได้ยินเสียงสะอื้น และพึมพำเรียกชื่อเขา เขามองอย่างกังวลปลุกไรน์เบาๆ จนร่างบางลืมตาขึ้น แล้วเควินก็ต้องแปลกใจเมื่อครั้งนี้มองเห็นแววตาไว้วางใจ ไร้วี่แววหวาดกลัว พร้อมกับร่างบางที่เบียดแนบชิดเข้ามา

“ไรน์” เควินกระซิบถาม

“ผมฝันอีกแล้วเควิน แต่ครั้งนี้คุณเข้ามาช่วยผมได้ทัน คุณกำลังจะพาผมกลับบ้าน” ไรน์พูดเสียงแผ่ว เควินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างยินดี

“คุณชนะมันแล้ว”

“เพราะคุณ เควิน” ไรน์กระซิบเบาๆ เควินสูดลมหายใจลึกกระชับวงแขนให้แน่นจนไรน์อึดอัด แต่ความรู้สึกที่ได้รับการปกป้องช่างเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่งนัก

c c c c c c

ออดดดด!

เสียงออดดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับไฟแดงจากวิทยุรับส่งที่เควินย้ายเข้ามาไว้ในห้องนอนกระพริบถี่ๆ ทำให้เควินดึงตัวลุกขึ้นจากเตียงทันที ชายหนุ่มปิดสัญญาณเสียงเพื่อไม่ให้รบกวนร่างบางให้ตื่นขึ้นมา เขามองนาฬิกา 3.00น. เลือกเวลาได้เหมาะสำหรับการเข้าโจมตี เควินกดปุ่มรับฟังรายงาน ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมีบางอย่างผิดแผนไป

“อะไรนะ นายหาตัวยัสฟาร์ไม่เจอหรือ”

“-----------------“

“ไม่ต้อง ทำตามแผนเดิม นายเก็บพวกมันตั้งแต่รอบนอกให้หมดอย่าให้ผ่านเข้ามาได้ แต่สำหรับไอ้ยัสฟาร์ถ้ามันผ่านมาถึงที่นี่ได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง นายระวังตัวด้วยนะร็อบ นายเจอคู่มือที่ทัดเทียมแล้ว”

“-----------------“

เควินปิดวิทยุสื่อสารก่อนจะลุกขึ้นคว้ากางเกงขึ้นมาสวม ไรน์เริ่มขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ก่อนจะลืมตาขึ้นมา

“เควิน” เสียงไรน์กระซิบอย่างกังวล เควินหันมาคืนนี้มืดสนิทจนเขามองเห็นเพียงโครงร่างที่นุ่มนวลของร่างเปลือยที่กำลังลุกนั่งบนเตียง

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

“เรากำลังจะมีแขก แต่ไม่ต้องกลัวนะไรน์” เควินจุมพิตหนักๆ ที่หน้าผากมนก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้อง ชายหนุ่มแตะลูกบิดประตูแล้วชะงักหันกลับมามองร่างบอบบางที่นั่งนิ่งอย่างตกใจบนเตียงท่ามกลางกองผ้าห่มยุ่งเหยิง

“อยู่ในห้องนะไรน์ ห้ามออกไปข้างนอก”

ไรน์มองประตูที่ปิดตามหลังชายหนุ่มแล้วรู้สึกหวั่นกลัว ร่างบางค่อยลุกขึ้นก่อนจะควานหาเสื้อในความมืด เจอเสื้อคลุมจึงคว้ามาสวมกระชับสายผูกเอวด้วยมือสั่นระริก ไรน์เป็นห่วงเควินจนอยากจะตามออกไป แต่ก็ลังเลด้วยไม่อยากขัดคำสั่งของชายหนุ่ม

c c c c c c

เควินซุ่มรอ

ร่างหนึ่่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบมันมองไปรอบๆ ก่อนจะค่อยขยับอย่างย่ามใจเมื่อคิดว่าคนในบ้านไม่มีใครระแคะระคายถึงการมาถึงของมัน มือที่ถือปืนยกขึ้นขณะจะก้าวตรงไปยังห้องนอนห้องเดียวในบ้านก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อไฟสว่างวูบขึ้นจนตาพร่า

“หยุดแค่ตรงนั้น” เสียงเย็นชาดังขึ้นมาทำให้มันหันขวับไปทางต้นเสียง แล้วก็ตัวแข็งเมื่อเห็นวัตถุที่จ้องตรงมา

บัดซบ ! เควินสบถในใจเมื่อเห็นใบหน้าเสี้ยมนั่นชัด ไม่ใช่ยัสฟาร์ นี่แสดงว่าร็อบพลาดพวกมันถึงเข้ามาถึงที่นี่ได้

“พวกแกมาทั้งหมดกี่คน” ดวงตาและน้ำเสียงของเควินเย็นชา แต่ร่างนั้นกลับตวัดมือที่ถือปืนขึ้น

เปรี้ยง!

เควินลั่นกระสุนอย่างเยือกเย็นเจาะเข้าที่หน้าผากอย่างแม่นยำ เขาไม่ต้องการเสี่ยงกับอันตรายของไรน์ เนื่องจากไม่รู้ว่าร็อบจะพลาดปล่อยมันเข้ามาถึงเคบินกี่คน ชายหนุ่มขยับขณะจะเดินอ้อมไปที่ประตู แต่เงาคนที่วูบผ่านมาที่มุมห้องพร้อมกับเงาของกระบอกปืนทำให้ชายหนุ่มต้องทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

เปรี้ยง! เควินรู้สึกถึงแรงอัดอากาศพร้อมกับร้อนวูบที่ต้นคอ ร่างสูงพลิกตัวไปด้านหลังเก้าอี้ยาว นอนราบที่พื้นทันทีพร้อมกับตวัดปืนขึ้นเล็ง

เปรี้ยง! ปืนกระเด็นหลุดจากมือนั้นทันที ทำให้ร่างนั้นพลิกวูบไปที่มุมห้องพร้อมกับกระชากมีดคมปลาบออกมาแทน

ร่างนั้นยังไม่ขยับออกมาจากมุมห้อง และเสียงปืนเงียบลงไม่มีการยิงตอบโต้ แต่เควินเองก็ยังคงนอนราบอยู่ที่พื้นเพราะไม่แน่ใจว่ามันพกอาวุธอื่นอีกหรือไม่

ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงปืนดังติดกันหลายครั้ง ‘เควิน’ ไรน์กระซิบในใจ เขาเป็นอะไรหรือเปล่า ร่างบางกระสับกระส่ายถ้าเกิดชายหนุ่มบาดเจ็บ และต้องการความช่วยเหลืออยู่และในที่สุดไรน์ก็ตัดสินใจเปิดประตูออกไป

เควินได้ยินเสียงเปิดประตูพร้อมๆ กับใครคนนั้นที่แฝงตัวอยู่ก็ได้ยินเช่นกัน ชายหนุ่มหันขวับไปทันที

“ไรน์! อย่าออกมา” เควินอุทานออกมา หัวใจชายหนุ่มหล่นวูบลงเมื่อเห็นเงาร่างใหญ่โผล่ออกมาพร้อมกับกระชากร่างบางเข้าหาตัวมัน

“เควิน......” ไรน์กรีดร้องอย่างตกใจ แล้วเสียงก็ขาดหายไปเมื่อมือใหญ่สากระคายคว้าหมับและบีบเข้าที่ลำคอเล็ก

เควินถลันกายวูบเข้ามาแล้วก็ชะงัก เมื่อสายตากระทบเงาปลาบของคมมีดที่วูบขึ้นมา พร้อมกับตวัดจ่อไปที่คอของไรน์

“อย่านะ! เควิน ถ้าไม่อยากให้ไอ้เด็กนี่เป็นอะไรไป ทิ้งปืนลง” เสียงห้าวใหญ่ตวาดขึ้นทันที

“ยัสฟาร์” ใบหน้านั้นแสยะยิ้มรับ รอยแผลที่พาดผ่านลงมาที่แก้มรวมกับหนวดเคราที่รุงรังทำให้ใบหน้านั้นน่าเกลียดยิ่งขึ้น

“ใช่ฉันเอง ในที่สุดเราก็เผชิญหน้ากันจนได้ ฉันบอกทิ้งปืนไง” มันสำทับซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นชายหนุ่มขยับ พร้อมกับกดใบมีดลงไปที่ลำคอบอบบางของไรน์ ใบหน้านั้นบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง

“เควิน ผมขอโทษ...” ไรน์พึมพำเสียงสะท้าน เสียใจที่ไม่เชื่อฟังเควิน นอกจากเขาทำให้ตัวเองเป็นอันตรายแล้ว ยังทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในฐานะลำบากอีก

“ไม่เป็นไร ไรน์” เควินมองควงตาสีอำพันนั้นอย่างปลอบโยน

“เควิน อย่าทิ้งปืนนะครับ” ไรน์กระซิบอย่างเป็นห่วงเควิน แต่คมมีดของยัสฟาร์ขยับเข้าไปชิดลำคอจนกรีดเป็นรอยแผลบางๆ เลือดไหลซึมออกมาทันที

“อย่า” เควินห้ามอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆวางปืนลงที่พื้น

“แกคงคิดไม่ถึงล่ะสิว่าฉันจะรอดจากค่ายนั่นมาได้” เสียงแตกพร่านั้นดังขึ้น เควินสืบเท้าเข้าใกล้อีกก้าวหนึ่งขณะพูดเสียงต่ำ

“ไม่เลยฉันคิดว่าแกต้องรอดมาได้ คนอย่างแกไม่สมควรตายง่ายดายขนาดนั้น” น้ำเสียงเควินเย็นชา ต่างกับในใจที่ตอนนี้ร้อนรุ่มยิ่งนักเมื่อเห็นว่าไรน์ตกอยู่ในอันตราย

“ใช่ ฉันไม่ตายง่ายๆหรอกตอนนี้ถึงเวลาแก้แค้นแล้ว แกทำลายค่ายของฉัน ฉันก็จะทำกับของของแกบ้าง” เควินรู้สึกเย็นวูบเมื่อเข้าใจความหมายนั้น

“อืมม์! ฉันไม่เคยรู้เลยว่าแกมีรสนิยมอย่างนี้” ยัสฟาร์พูดต่อแล้วแสยะยิ้มเมื่อเห็นแววตาวูบไหวของเควินอย่างห้ามไม่อยู่ พร้อมกับที่มืออีกข้างของมันลดจากลำคอของไรน์ ร่างบางรีบสูดลมหายใจลึก แล้วก็ต้องไอออกมาเนื่องจากลำคอถูกบีบจนระบมไปหมด

แต่แล้วไรน์ก็ต้องกรีดร้องอย่างตกใจ เมื่อมือนั้นกระชากคอเสื้อคลุมจนเปิดให้เห็นไหล่ลาดและหน้าอกขาวนวล เควินสะอึกกายเข้าไปได้อีกก้าวหนึ่ง แล้วก็หยุดเมื่อคมมีดขยับ

“จุ๊ จุ๊” มันทำเสียงยั่วชายหนุ่ม เมื่อเห็นร่อยรอยที่เควินฝากไว้ที่ผิวกายนุ่มนวลนั้น

“สวยออกอย่างนี้มิน่าล่ะแกถึงได้หลงหัวปักหัวปำ จนฉันอยากจะลองดูบ้างซะแล้ว” เควินขบกรามแน่นเมื่อรู้สึกถึงอาการยั่วแหย่ให้เสียสมาธิของมัน

“ไม่” ไรน์อุทานออกมา เมื่อยัสฟาร์ก้มลงมาลิ้นสากระคายของมันเลียไปที่ใบหูบอบบางแล้วลากลิ้นไล่ลงมาที่ไหล่ หนวดเคราสากระคายบาดผิวเนื้ออ่อนบางจนเป็นรอย ไรน์รู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอาเจียน ร่างบางสะบัดดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้น

“อือม์ มีฤทธิ์เดชไม่เลว ฉันคงจะสนุกกับการทำให้แกเชื่องลง” พูดจบก็อ้าปากขบกัดที่บริเวณไหล่บางอย่างรุนแรง

“โอ๊ย...” ไรน์อุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างบางสะอื้นน้ำตาร่วงลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ เควินคำรามต่ำในลำคอ ยัสฟาร์เงยหน้าขึ้นมองเควินแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

“อา นุ่มนวลเหลือเกิน แล้วก็หวานอย่างนี้นี่เอง อีกเดี๋ยวดูซิว่าฉันจะทำให้มันดิ้นรนกรีดร้องยามฉันเข้าไปอยู่ในตัวได้หรือเปล่า ไม่แน่นะ ไอ้เด็กนี่อาจจะพอใจฉันยิ่งกว่าแกก็ได้”

เควินกัดริมฝีปากด้านในอย่างแรงจนได้รสเลือด โทสะพุ่งขึ้นจนตาลายไปหมด มันจะต้องชดเชยอย่าสาสม ที่มันทำกับไรน์เช่นนี้ ยัสฟาร์หัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของเควินมันเยาะเย้ยต่อ

“ฉันจะไม่ให้แกตายเร็วหรอก แกจะต้องได้เห็นคนรักของแกถูกสมสู่ ได้ยินเสียงมันร้องคราง ดิ้นเร่าอยู่ใต้ร่างฉันอย่างเร่าร้อน อาจจะร้องขออีกครั้ง และอีกครั้ง จนไม่แน่ว่าฉันอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงลูกน้องคนอื่นของฉันอีก น่าเสียดายที่ไม่ทันคิดตั้งแต่ครั้งนั้น แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายไม่ใช่รึ”

ยัสฟาร์สบตาเควินอย่างย่ามใจขณะมือของมันเริ่มลูบคลำไปทั่วร่างบาง มือสากระคายกระตุกเสื้อคลุมให้เปิดโล่งตลอดด้านหน้า มือลูบผ่านยอดอกแล้วขยี้ไปที่ปลายยอดอย่างรุนแรง

ไรน์งอตัวกัดริมฝีปากแน่นสะกดกลั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างบางแทบจะกลั้นใจตายเมื่อมือของมันเลื่อนลงต่ำลงไปที่หน้าท้องเรียบเนียนอย่างช้าๆ เพื่อยั่วเควิน

ไรน์เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีอำพันงดงามเอ่อคลอด้วยน้ำตา ร่างบอบบางสั่นระริก ไม่! เขายอมตายเสียดีกว่าที่จะให้มันทำร้ายเควิน หลังจากนั้นมันคงจะแตะต้องเขาและทำร้ายเขาอย่างโหดเหี้ยม เขาจะไม่ยอมถูกทำร้ายอีกแล้ว

ร่างบางมองชายหนุ่มผ่านม่านน้ำตาก่อนจะตัดสินใจ เควินใจหายวูบเมื่ออ่านสายตาไรน์ออก ไม่!! ชายหนุ่มอุทานในใจ มันอันตรายเกินไป ถ้าไรน์เป็นอะไรไปเขาจะทำยังไง เควินสั่นศีรษะน้อยๆ ขณะที่ยัสฟาร์กำลังมัวเมากับชัยชนะและไม่ทันระวังกับร่างบางในอ้อมแขน

ไรน์ยิ้มริมฝีปากสั่นระริก ร่างบางสบตากังวลร้อนรุ่มของเควิน แล้วก็ตัดสินใจทิ้งตัวลงที่พื้นโดยไม่สนใจคมมีดที่วางพาดคอ ยัสฟาร์คว้าร่างบางไว้ด้วยความเผลอตัวตามสัญชาติญาณ ทำให้มือขวาที่ถือมีดลดต่ำลงเล็กน้อยแต่ก็บาดลำคอระหงเป็นทางยาว และนั่นก็เพียงพอสำหรับเควินที่กำลังรอโอกาสอยู่

ร่างสูงขยับร่างอย่างรวดเร็วเข้าประชิดตัวมือแข็งแรงคว้าไปที่ข้อมือที่ถือมีดอยู่ บิดแล้วกระชากรุนแรง จนมีดร่วงลงมาชายหนุ่มตวัดสันมือไปที่ต้นคอหนาจนร่างนั้นทรุดลง แต่ยัสฟาร์ก็โถมเข้ารวบขาชายหนุ่มให้กลิ้งลงไปกับพื้นพร้อมกัน ขณะนั้นไรน์กลิ้งลงไปชนเก้าอี้แล้วก็ขยับกายถอยหนี มือเล็กควานได้ปืนที่เควินทิ้งไว้บนพื้นจึงคว้าขึ้นมาถือไว้ ร่างบางมองการต่อสู้ด้วยความหวั่นกลัวแทนเควินพยายามไม่ส่งเสียงเพื่อรบกวนสมาธิของชายหนุ่ม

แต่แล้วก็รู้สึกถึงเงาวูบผ่านมา ร่างบางกรีดร้องขึ้นมื่อเห็นปากกระบอกปืนในมือนั้นตวัดไปที่ร่างสูงที่กำลังพัวพันกันอยู่บนพื้น ไรน์ยกปืนขึ้นเหนี่ยวไกด้วยสัญชาติญาณที่จะปกป้องเควิน

“เควิน ระวัง!”

ร่างสูงชะงักบิดตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงปืนดังลั่น

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เควินครางหนักเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวที่ต้นขาซ้าย เขาชะงักด้วยความเจ็บปวดทำให้ยัสฟาร์ดิ้นหลุดไปได้ เควินเหลือบตาดูเล็กน้อยพบว่าคนที่ยิงเขาค่อยๆทรุดลงกับพื้น ขณะที่ร่างบางถือปืนค้าง

มันคงจะไม่เชื่อว่าต้องมาตายด้วยน้ำมือของไรน์ และผลจากการยิงของไรน์คงทำให้วิถีกระสุนมันเปลี่ยนไปจึงพลาดมาโดนแค่ขาเขา

ยัสฟาร์ถลันไปคว้ามีดที่หล่นอยู่แล้วโถมเข้าใส่ร่างสูงทันที ชายหนุ่มเอียงหลบแต่ขาข้างที่บาดเจ็บทำให้เสียหลักทรุดลง ยัสฟาร์แสยะยิ้มขณะเงื้อมีด แต่เควินก็ตวัดเท้าขวาเตะไปที่ข้อพับเข่าทำให้มันล้มลงไปอีกครั้ง เควินพลิกตัวทันทีมือแข็งแรงคว้าข้อมือของยัสฟาร์ที่กำมีดไว้รวบซ้อนไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างล็อคคอหนาไว้ เควินยิ้มเยือกเย็นขณะที่กดมือยัสฟาร์ข้างที่ถือมีดลงไปช้าๆ

ยัสฟาร์พยายามออกแรงต้านแต่ก็ไม่สามารถทานแรงกดจากเควินได้ จนปลายมีดลดลงมาแตะหน้าอก สายตายัสฟาร์เริ่มเหลือกลานด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก เมื่อสบตาเยือกเย็นและแน่วแน่ของเควิน

เป็นแววตาที่เขาเคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ร่วมรบด้วยกันที่เซดาน

“สำหรับรอยแส้ที่แกทำกับไรน์” เควินกระซิบขณะที่คมมีดค่อยจมลึกเข้าไป ยัสฟาร์รับรู้ถึงความเจ็บปวดทรมานที่ค่อยแผ่ซ่านขึ้น และเริ่มร้องตะโกนขอชีวิตอย่างหวาดกลัว

“ไม่..ไม่ เควิน ฉันขอโทษ ได้โปรดปล่อย...”

“สำหรับกระสุนปืนที่แกยิงไรน์นัดนั้น” ชายหนุ่มกดมีดอย่างใจเย็นไม่สนใจกับเสียงร้องขอชีวิต จนกระทั่งมือยัสฟาร์ที่พยายามออกแรงต้านคมมีดเริ่มอ่อนแรง ความเจ็บปวดทวีขึ้นจนยัสฟาร์รู้สึกทรมานจากคมมีดที่ค่อยแทรกลงไปช้าๆ เพราะแทนที่เควินจะทำให้มันจบไปในคราเดียว ชายหนุ่มกับยืดเวลาความทรมานและความเจ็บปวดให้เพิ่มขึ้นอย่างคนที่ชำนาญกับการใช้มีดและรู้ว่าจุดตายอยู่ตำแหน่งใด จนกระทั่ง

“และนี่สำหรับความคิดสกปรกที่แกจะทำกับไรน์” ปลายมีดค่อยจมหายลงไปจนมิดด้าม เสียงแผดร้องโหยหวนร้องออกมาเมื่อทนกับความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ได้ แล้วร่างของยัสฟาร์กระตุกรุนแรงก่อนจะอ่อนแรงลงและนิ่งสนิทพร้อมกับเสียงที่ขาดหายไป

เควินค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นมองหาไรน์ พบว่าร่างบางกำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างหวาดกลัวเหมือนไม่เคยรู้จักเขามาก่อน เควินใจหายเมื่อเห็นสายตานั้น ไรน์กลัวเขาหรือ เขาพึมพำอย่างไม่มั่นคงนัก

“ไรน์!..” แล้วก็ถอนใจเมื่อร่างบางอุทานทิ้งปืนในมือแล้วโถมร่างเข้ามากอดเขาไว้แน่น เควินโอบไรน์ไว้กระซิบปลอบโยน เขาเช็ดเลือดจากบาดแผลที่ต้นคอของไรน์แล้วก็โล่งอกเมื่อเห็นว่าแผลไม่ลึกมากและเลือดหยุดไหลแล้ว

“ไม่เป็นไรแล้วไรน์ ไม่ต้องกลัว” เขาก้มลงจุมพิตหน้าผากบางอย่างอ่อนโยน แล้วคว้าปืนที่ร่างบางโยนทิ้งมาเหน็บไว้ที่เอว

“เควิน แต่ผม..ยิงคน..ตาย” ไรน์พึมพำเสียงพร่า ร่างบางสั่นระริกเมื่อผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาได้

“คุณยิงเพราะจำเป็น ถ้าไม่มีคุณมันอาจยิงผมตายไปแล้ว และหลังจากนั้นมันก็จะทำร้ายคุณ ผมรู้ว่าคุณเสียใจแต่อย่ารู้สึกผิดเลยไรน์” เควินปลอบโยนถึงแม้รู้ว่าร่างบางคงจะจดจำนาทีนั้นไปอีกนาน

ไรน์ถอนสะอื้น ก่อนจะนึกขึ้นมาได้

“คุณถูกยิงนี่นา” ไรน์เหลือบตาลงมองต้นขาของเควิน อุทานออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นเลือดออกมากเหลือเกิน ไรน์รีบประคองเควินไปที่เก้าอี้ยาวกดร่างสูงลงนอน

“ไรน์ ไม่เป็นไรไม่ต้องตกใจ แค่นี้ยังไกลหัวใจ” เควินกลับเป็นฝ่ายใจเย็น

“แต่ก็ต้องห้ามเลือดก่อนนะครับ” ไรน์ค้นหาของวุ่นวาย จนได้ผ้ามาสองชิ้นใช้ผ้าผืนเล็กกดไปที่ปากแผลแล้วใช้อีกผืนรัดจนแน่น

“เควินเราต้องไปโรงพยาบาลนะ” ไรน์กังวลจนแทบจะร้องไห้เมื่อเห็นเลือดยังซึมเปื้อนผ้าออกมา พวกเขาจะไปได้ยังไงในเมื่ออยู่กลางป่าอย่างนี้ เควินเห็นดังนั้นจึงไม่อยากไห้ไรน์กังวลอีก ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามากอด

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวลูกน้องผมก็มา ตอนนี้คงอยู่แถวนี้แล้ว” ไรน์พยักหน้าอย่างไม่แน่ใจ เควินดึงเสื้อคลุมออกพิจารณารอยแผลที่ไหล่ของไรน์ แล้วคำรามออกมาเมื่อเห็นรอยกัดเขียวช้ำที่ไหล่บางจนอยากให้ไอ้ยัสฟาร์ฟื้นขึ้นมาเขาจะได้ฆ่ามันอีกรอบ ชายหนุ่มไล้เบาๆ ที่รอยแผลทำให้ไรน์จับมือที่สั่นด้วยแรงโทสะแล้วยิ้มก่อนจะพึมพำ

“ผมไม่เป็นไรแล้วครับ” เควินถอนใจก่อนจะโน้มต้นคอเล็กลงมาจุมพิตอย่างหนักหน่วงเหมือนจะปลอบใจร่างบาง ไรน์ตอบสนองจุมพิตปลอบใจนั้นอย่างนุ่มนวลแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เควินกระชับร่างบางไว้พร้อมกับดึงปืนจากเอวขึ้นมาจ้องอย่างมั่นคงไปทางต้นเสียง

“เจ้านายครับ” ร็อบโผล่เข้ามาอย่างกังวลแล้วก็ถอนหายใจเมื่อมองเห็นไรน์กับเควิน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็มองเจ้านายอย่างขอโทษก่อนจะพยักหน้าให้คนที่ตามเข้ามาจัดการกับศพที่อยู่ในบ้าน

“เจ้านายบาดเจ็บนี่ครับ” ร็อบมองต้นขาของเควิน ชายหนุ่มวางปืนลงด้านข้างส่งเสียงรับในคออย่างไม่สนใจนัก ขณะที่ไรน์อุทานอย่างดีใจเมื่อเห็นลูกน้องของเควิน

“ใช่ครับร็อบ เราต้องพาเควินไปหาหมอเดี๋ยวนี้เลย”

“ครับคุณไรน์ ผมจะรีบจัดการ” ร็อบรับคำแล้วหันไปสั่งลูกน้องให้เตรียมการอย่างรวดเร็ว แต่ก็อดเหลือบตามองเจ้านายที่ยังนอนอิงในอ้อมแขนร่างบางอย่างสบาย ท่าทางไม่เหมือนคนเจ็บสักนิดเดียว

ร็อบหันมามองไรน์ที่ยังอยู่ในเสื้อคลุม แต่สาบเสื้อมีรอยถูกฉีกกระชากขาดทำให้เห็นผิวนวลละออตา ขณะแขนเรียวคู่นั้นยังโอบรอบเจ้านายเขาอย่างปกป้องโดยไม่รู้ตัว

เควินมองตามสายตาร็อบแล้วเขม้นมองลูกน้องอย่างเตือนๆ ทำให้ร็อบเมินหน้าหนีพร้อมกับอมยิ้ม เควินเอ่ยเบาๆ

“ไรน์ เดี๋ยวเราต้องออกไปจากที่นี่คุณไปแต่งตัวเถอะ”

ไรน์พยักหน้ารับก่อนจะขยับลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอน ทันทีที่พ้นสายตาไรน์เควินทรงตัวลุกนั่งทันที ดวงตามีแววเย็นชา

“นายทำพลาดนะร็อบ อย่าพลาดอย่างนี้เป็นครั้งที่สองนะ”

“ครับผม” แววตักเตือนในน้ำเสียงทำให้ร็อบสีหน้าขรึมลงอย่างยอมรับผิด

“มันนัดคนอีกกลุ่มนึงมาเจอกันที่นี่ก่อนลงมือครับ เราเช็คจำนวนพลาดไป ผมพยายามเก็บมันตั้งแต่รอบนอกตามแผนเดิม แต่มันก็ยังหลุดมาได้”

“แล้วข้างนอกเรียบร้อยหรือเปล่า”

“ครับผมทั้งหมด13 คน รวม ที่นี่อีก 3 เป็น 16 ครับผม”

“อืมม์ มันรวบรวมคนได้ไม่เลว ไม่คิดว่ามันจะเหลือคนขายชีวิตให้มันอีก แล้วตกลงในบ้านนั้นมีคนส่งข่าวแค่คนเดียวแน่ใช่มั้ย”

“ครับ เป็นคนสวน เข้ามาทำงานได้ 1 ปีแล้ว แต่มีปัญหาทางด้านเงินจึงขายข่าวให้ไอ้ยัสฟาร์ ตอนที่ผมแกล้งทำข่าวรั่วเพื่อล่อมันให้มาที่นี่ มันเป็นคนส่งข่าวให้”

“จัดการแล้ว”

“ครับผม แต่ถ้าคุณไรน์ กับคุณคีธรู้ว่านี่เป็นแผนล่อคงไม่พอใจมากนะครับ”

“ฉันรู้ ไม่จำเป็นฉันไม่อยากให้ไรน์ต้องเสี่ยงอะไร แต่ไอ้ยัสฟาร์มันหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ถ้าไม่ล่อมันออกมาเองเห็นจะได้ตัวมันยาก และความจริงถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนไรน์ก็ไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย” เควินพูดสั้นๆ แล้วทั้งคู่หยุดสนทนากันทันทีที่ได้ยินเสียงไรน์เดินออกมา ร็อบแจ้งกับไรน์ทันที

“ได้เวลาเดินทางแล้วล่ะครับ” ร็อบหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องให้เข้ามาประคองเควินไปที่เปลสนาม

มันจบลงแล้วสินะ

ไรน์คิดอย่างโปรดโปร่งเมื่อหันกลับมามองตัวเคบินเล็กน้อยก่อนจะหมุนร่างเดินออกไป

TBC

crisis3

By SF

หึ หึ เพียงแค่นัดเดียวก็ยั่วให้พวกมันเต้นได้แล้ว พวกมันไม่รู้หรือว่าฝีมืออย่างเขาถ้าต้องการให้ไอ้เด็กนั่นตาย ป่านนี้ก็ได้ฝังมันไปแล้ว เขาคงไม่ยิงมันแค่ไหล่หรอก แต่เขาต้องการให้พวกมันทรมานกับความกลัวที่จะสูญเสียคนที่พวกมันรัก การตามล่ามันช่างหอมหวาน โดยเฉพาะกับเหยื่อที่ได้รับการปกป้องอย่างดี เขาเห็นคน เห็นการคุ้มกัน แต่พวกมันไม่รู้ว่ายังมีจุดอ่อนอยู่ รอก่อน เขารอได้ เขาจะรอจนพวกมันล้า เบื่อหน่าย พอคิดว่าปลอดภัยแล้วเขาจึงจะลงมือ แล้วพวกมันจะรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้แค่นี้

*******************

“แซค” ไรน์ร้องทักเมื่อร่างเพื่อนสนิทกระโดดข้ามประตูรถสปอร์ตลงมา แซคเดินเข้ามาใกล้มองร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกคิดถึงตลอดเวลาหลายเดือนที่ไม่ได้เจอกัน พร้อมกับเอื้อมมือมาจับไหล่ไรน์ไว้แน่นจนร่างบางเผลอขมวดคิ้ว เมื่อรู้สึกเจ็บแผลที่เพิ่งจะตัดไหมไปได้ไม่นาน แต่รีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้แซคผิดสังเกต
“ไรน์ ไม่เจอกันหลายเดือน นายนี่ไม่โตขึ้นเลยนะ” สายตาลึกซึ้งกวาดทั่วร่างบางอย่างคิดถึง
“ใครจะเหมือนนายโตได้โตเอา อ้อ!…สุขสันต์วันเกิดนะแซค” ไรน์ตอบ
“ขอบใจมาก นายด้วยนะถึงวันเกิดของนายจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ ขอโทษที่มาร่วมฉลองด้วยไม่ได้”
“ไม่เป็นไร เราฉลองพร้อมกันวันนี้เลยก็ได้” ไรน์หัวเราะ อารมณ์ค่อยสดใสขึ้นมาบ้างเมื่อได้เจอแซค เพราะนับรวมๆแล้วเขาไม่เจอกับแซคมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งพอดีกับเป็นช่วงที่แซคเข้าค่ายคัดตัวนักกีฬาอาชีพ เขาจึงไม่ต้องอธิบายกับแซคว่าเขาเองก็หายไปไหนมาตั้งหลายเดือนเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นออกไปกินข้าวข้างนอกนะ ฉันจะล้มทับนายให้แบนเลย”
“ก็ได้ แต่พักนี้ฉันไปข้างนอกตามลำพังไม่ได้ เดี๋ยวลองถามพ่อก่อน”
“ทำไมล่ะ พ่อนายไม่เคยเข้มงวดขนาดนี้นี่นา”
“เป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยน่ะ เรื่องยาวยังไม่อธิบายตอนนี้ได้หรือเปล่า?”
แซคก้มหน้ามองร่างเล็กตรงหน้าเขาแล้วก็พยักหน้า ด้วยฐานะของลูกชายของเจ้าพ่อบ่อน้ำมันอาจจะต้องระวังตัวไว้บ้าง เขาเข้าใจ เพียงแต่สงสัยว่าเมื่อก่อนไม่เห็นระวังเท่านี้เลย แซคคิดในใจแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป สำหรับเขาขอเพียงได้เจอไรน์ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
ไรน์ยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นอาการพยักหน้า เขาชอบแซคมากก็ตรงนี้ล่ะ เข้าใจอะไรง่าย ไม่ถามให้ลำบากใจ
“มาทางนี้เถอะ” ไรน์หมุนตัวเดินนำหน้า แต่แซคดึงมือบางไว้
“เดี๋ยวซิ ฉันมีของขวัญวันเกิดย้อนหลังมาให้ด้วยไม่เอาหรือไง” ไรน์หันกลับมาทันที
“เอาสิ ไม่เอาได้ไง ของขวัญจากนักกีฬาชื่อดังของมหาวิทยาลัยนี่นะ” ไรน์ยิ้ม
“ใครบอก นักบาสอาชีพของทีมฟีนิกซ์ ซัน ต่างหาก” แซคขัดขึ้นทันทีแววตาเป็นประกาย
“จริงเหรอ! นายได้รับคัดเลือกแล้วจริงเหรอ ดีใจด้วยนะแซค”
ไรน์มองร่างสูงของเพื่อนสนิทด้วยแววตายินดีและชื่นชม เขารู้ว่าแซครักกีฬาบาสมากพยายามฝึกซ้อมตั้งแต่ไฮสคูลจนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วในที่สุดก็ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาอาชีพจนได้ แซคยิ้มก่อนล้วงกระเป๋าส่งของในมือให้ ไรน์หัวเราะเมื่อเห็นห่อกระดาษทิชชูยับๆนั่น เขาค่อยแกะดูแล้วก็เงยหน้ามองแซคอย่างขำๆ เมื่อพิจารณาของในมือ
“นี่ถ้านายอยู่ทีม ชิคาโก บูล ฉันคงจะได้รูปอะไรที่เกี่ยวกับเขาควายหรือเปล่า” แซคกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งมองร่างบางตรงหน้าอย่างเข่นเขี้ยว
“บ้าน่ะสิ! รู้มั้ยนกฟินิกซ์น่ะสวยมาก แล้วอีกข้อหนึ่งนะมันเป็นอมตะด้วย” ไรน์หน้าแดงเมื่อเห็นเพื่อนจ้องหน้า แซคจึงอดหัวเราะไม่ได้เพราะรู้ว่าไรน์จะเขินทุกครั้งที่มีคนชมว่าสวย
“ใส่เลยสิ ไรน์” แซคบอก ไรน์ไม่อยากขัดใจจึงยกสร้อยคอมีจี้เป็นรูปนกฟีนิกซ์ขึ้นมา แต่พอยกแขนไขว้ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ขวาวูบขึ้นมา ไรน์เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนส่งสร้อยให้แซค
“นายใส่ให้ฉันหน่อย ใส่เองไม่ถนัดเลย” แซคเอื้อมมือไปด้านหลังใส่ตะขอสร้อยให้ เขาก้มลงมองศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มสลวย ก้มลงเพียงนิดริมฝีปากก็แตะเรือนผม จมูกได้กลิ่นหอมกรุ่นจากร่างบางในอ้อมแขน จนแทบไม่อยากปล่อยมือ ไรน์เงยหน้าขึ้น
“ยังไม่เสร็จอีกหรือ”
“เสร็จแล้ว” แซคถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง มองสร้อยที่ทาบบนลำคอระหงอย่างพอใจ จับมือเล็กไว้ก่อนพูดต่อ
“เอาละทีนี้นายจะเลี้ยงอะไรในวันเกิดฉัน” ไรน์หัวเราะพึมพำล้อเบาๆ
“เห็นแก่กิน” แซคจับจมูกเชิดของไรน์เป็นเชิงเตือน แล้วกลับเป็นฝ่ายลากไรน์เข้าบ้านแทน

c c c c c c

กึก! เสียงวางแก้วกาแฟลงอย่างแรง คนในห้องสะดุ้งเงยหน้าจากการควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เหลือบตามองหน้าของเจ้านายที่ตอนนี้ทำยังกับพายุกำลังจะเข้า ทำให้ลูกน้องต่างต้องระวังตัวแจเพราะไม่มีใครอยากเจอเจ้านายตอนอารมณ์เสียเท่าไหร่
โดยเฉพาะไม่รู้ว่าเสียด้วยเรื่องอะไรนี่สิ ระวังตัวไม่ถูกเลย
เควินมองดูจอภาพที่ถ่ายมาจากกล้องบริเวณประตูหน้า แล้วทรุดตัวลงนั่งตาจ้องเขม็งกำหมัดแน่น เมื่อรู้สึกถึงความสนิทสนมของคนในภาพมอนิเตอร์ ชายหนุ่มตกใจเมื่อความรู้สึกหวงแหนพุ่งวูบขึ้นมาราวกับปรอทถูกจุ่มลงไปในน้ำเดือด เขาเคยคิดได้อย่างไรว่าจะปล่อยมือจากไรน์ไป เพราะวันนี้แค่มองเห็นภาพไรน์สนิทสนมกับคนอื่นแค่นี้เขายังแทบทนไม่ได้ แล้วเมื่อนึกภาพที่คนอื่นจะเข้ามาแทนที่เขา สัมผัสไรน์อย่างที่เขาเคยสัมผัส โทสะก็ลุกโพลงขึ้นทันที
หลังจากที่พบกัน ชายหนุ่มยังไม่มีโอกาสได้คุยกับไรน์เป็นการส่วนตัวเลย ร่างบางเมินเฉยและถอยห่างจากเขาอย่างเห็นได้ชัด เขาจะทำอย่างไรดีถึงจะอธิบายให้ไรน์เข้าใจได้ เควินถอนใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะเดินออกไป
“เจ้านายเป็นอะไร? ร็อบ” บอดี้การ์ดร่างใหญ่คนหนึ่ง หันมาถามเพื่อน
“ไม่รู้เหมือนกัน” ร็อบตอบเหมือนไม่สนใจแต่แววตาเป็นประกายยิ้มๆ ในกลุ่มนี้มีเขาคนเดียวที่เคยทำงานร่วมกับเควินตั้งแต่ชายหนุ่มออกจากกองทัพใหม่ๆ ร็อบจึงพอคาดเดาอารมณ์ของเจ้านายได้ ถ้าไม่เห็นกับตาเขาไม่มีวันเชื่อว่าเควินจะแสดงอารมณ์เช่นนี้ได้ เพราะถ้าเป็นงานแล้วเควินจะเยือกเย็นมาก เขาไม่เพียงจะเชี่ยวชาญในภาคสนามเท่านั้น แต่ยังรอบคอบและจับจุดสถานการณ์ต่างๆ ได้เร็ว ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเข้ามารับตำแหน่งในเดเวอโร ซีเคียวริตี้แทนคุณอเล็กซิสได้
ร็อบเหลือบมองภาพในมอนิเตอร์อีกครั้งแล้วคิดในใจ นี่แสดงว่าลูกค้าคนนี้ต้องสำคัญต่อเควินมากทีเดียว
“เรื่องของเจ้านาย อย่าสนใจเลย รีบๆ ทำงานเข้าเถอะ”

c c c c c c

แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูเข้ามาเบาๆ ทำให้คนนี่นั่งสนทนาอยู่หันมาทั้งคู่ ไรน์นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเควิน ขณะที่แซ็คมองชายแปลกหน้าอย่างงงๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามายืนข้างหน้า สายตาคมดุมองท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ด้วยสีหน้าที่ควบคุมให้เรียบเฉย
“ไรน์ คีธบอกกับผมว่าคุณจะออกไปข้างนอก?”
“ใช่ครับ ผมจะออกไปกับแซ็ค มีปัญหาอะไรหรือ?” ไรน์ถามแบบไม่มองหน้า ทำให้เควินข่มความต้องการที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ร่างบางหันมาสนใจเขาลงไปอย่างยากเย็น
“ผมยังจัดระบบรักษาความปลอดภัยไม่เรียบร้อย คุณคงยังออกไปตอนนี้ไม่ได้” ไรน์หันมามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ก็ได้ครับ ผมจะยังไม่ออกไปถ้ามันทำให้คุณยุ่งยากเพิ่มขึ้น”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ไรน์” เควินค้านน้ำเสียงอ่อนลงเมื่อมองเห็นแววตาเย็นชาและหมางเมิน แต่ไรน์เบือนหน้าหนีไม่สบตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น
“ไม่เป็นไรหรอกครับเควิน แค่ที่ผ่านมาผมคงสร้างความลำบากและรำคาญให้คุณมากพออยู่แล้ว” ไรน์ตัดบทก่อนจะหันไปบอกแซ็ค
“ขอโทษนะแซ็ค ไว้วันหลังเราค่อยออกไปข้างนอกกัน วันนี้ฉันเลี้ยงนายที่บ้านนะ”
“ไม่มีปัญหา แม่บ้านนายทำอาหารอร่อยจะตาย” แซ็คพูดแกมหัวเราะเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ ที่ตนเองรู้สึกว่าเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่
เควินมองไรน์ที่ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน แล้วต้องพยายามระงับอารมณ์โทสะที่กรุ่นขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มเหลือบมองสร้อยคอรูปนกฟีนิกซ์ที่ทาบบนคอระหงแล้วหมุนตัวออกไปเงียบๆ

c c c c c c

แซ็คมองกระจกรถซึ่งสะท้อนภาพของไรน์ที่กำลังยืนโบกมือส่งเขา วันนี้เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของไรน์ ร่างบางแม้จะคุยสนุกสนาน และยิ้มร่าเริงแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงแววตา แซ็คกำพวงมาลัยรถแน่น เกิดอะไรขึ้นในระหว่างหลายเดือนที่ผ่านมานี่หรือ แล้วไหนจะบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างไรน์กับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยคนนั้น
สายตาคมกริบของเควินที่มองตรงมายังเขา ทำให้แซ็ครู้สึกเย็นสันหลังวูบตามสัญชาติญาณของนักกีฬาชั้นดี แววตาที่ประเมินและพิจารณานั้นนิ่งจนเขาอ่านไม่ออก ขณะเดียวกันกลับทอประกายประหลาดเมื่อมองไปที่ไรน์อย่างระแวดระวัง เหมือนกับหวงแหนและเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างเปิดเผย
ไรน์กับเควินต้องมีอะไรที่มากกว่าเรื่องรักษาความปลอดภัยแน่ แซ็คคิดแล้วรู้สึกใจหายเมื่อหวาดระแวงว่าตนเองกำลังจะสูญเสียไรน์ไปให้กับผู้ชายร่างสูงและอันตรายคนนั้น
ตลอดเวลาเขาคอยระวังดูแลและกันไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่งกับไรน์ แต่เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ชายด้วยกันและไรน์เองก็ไม่เคยแสดงท่าทีอะไร ทำให้เขาลังเลที่จะเปิดเผยความรู้สึกเพราะกลัวไรน์จะรังเกียจและสูญเสียแม้กระทั่งความเป็นเพื่อน แซ็คคิดอย่างเสียใจเมื่อคิดว่าเพราะความลังเลนี้เองกำลังจะทำให้เขาเสียไรน์ไป เขารู้ว่าเขาไม่สามารถเทียบกับเควินได้เลยทั้งในเรื่องวัยและประสบการณ์

ไรน์มองตามรถของแซ็คก่อนจะหันกลับมา แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นร่างสูงยืนกอดอกมองอยู่ด้านหลัง ร่างบางถอนใจขณะจะเดินอ้อม แต่มือเล็กกลับถูกเควินคว้าไว้แน่น
“เควิน ปล่อยนะครับ” ไรน์พูดเสียงเย็นแล้วพยายามบิดข้อมือ
“ไม่ปล่อย เรามีเรื่องต้องคุยกันนะไรน์”
“แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้ว” ไรน์สะบัดข้อมือแรงอย่างลืมตัว แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบวูบขึ้นมาที่ไหล่จนหลุดปากอุทาน เควินเห็นดังนั้นจึงรีบคลายมือที่ยึดแน่นไว้ เปลี่ยนเป็นโอบแขนรอบร่างเล็กนั้นแทน
“ไรน์! เป็นไงบ้าง” เควินถามอย่างกังวล ไรน์เงยหน้ามองน้ำตาคลอวูบหนึ่งแล้วรีบกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้
“ปล่อยผมเควิน อย่าแตะต้องตัวผมอีก” ไรน์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเหินห่าง
“ไรน์ เลือกเอาจะคุยกัน หรือจะให้ผมจูบคุณตรงนี้ให้คนอื่นๆ ดู ให้พวกเขารู้ความสัมพันธ์ของเราเลยดีมั้ย” เควินพูดเสียงแข็งขึ้นมาบ้างเพราะยังโมโหกับท่าทางสนิทสนมของไรน์กับแซ็ค แล้วก็เหลือบตามองไปยังกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่หน้าประตูเป็นนัยๆ ไรน์มองตามแล้วรีบยกมือดันใบหน้าที่ก้มลงมาทันที
“ก็ได้” ไรน์เบือนหน้าหนีด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นมาเพราะถูกบังคับ แต่ก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ เควินจึงจับมือนั้นจูง
“งั้นก็มาทางนี้เถอะ” เควินลากร่างบางที่เดินตามมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ไรน์ขืนตัวเหมือนแมวเมื่อมาถึงหน้าห้องเควินซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ห้องในบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งกล้องไว้ แต่เมื่อสบตาๆ ดุ คู่นั้นจึงเดินเข้าไปอย่างอิดเอื้อน

แกร๊ก!!
เสียงปิดประตูตามหลังเบาๆ ทำให้ไรน์หันขวับกลับมา ดวงตาสีทองงดงามสบตาคมกริบของเควินอย่างเฉยเมย
“ไรน์ ผมต้องการพูดเรื่องของเรา.......” เควินเริ่มแต่ยังไม่ทันพูดต่อ ไรน์ก็ตัดบทขึ้นมาทันที
“ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้วครับ มันจบไปแล้ว คุณพูดถูกช่วงนั้นผมอ่อนแอต้องการพึ่งพาจึงทำให้สับสนไปบ้าง คุณไม่ต้องลำบากใจกับงานนี้ คุณทำหน้าที่ส่วนของคุณไปผมเองก็จะไม่รบกวนคุณให้มากกว่านี้”
ไรน์พูดเสียงเรียบแม้ในใจจะเจ็บปวด แต่เขาก็หยิ่งพอในเมื่อไม่สามารถได้หัวใจมา เขาก็ไม่ต้องการอะไรจากเควินอีก
“หมายความว่ายังไง? ไรน์” เควินถามเสียงเบาลง มองร่างของไรน์ด้วยแววตาอันตราย แต่ไรน์กลับยิ้มเย็นชา
“ผมหมายความตามที่พูดทุกคำ ผมให้ในสิ่งที่คุณต้องการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คุณไม่ต้องกลัวว่าผมจะคอยพัวพันคุณอีกแล้ว ผมจะคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นตามที่คุณต้องการ” ประโยคสุดท้ายเท้าความถึงสิ่งที่เควินเคยพูด ร่างสูงชะงักแต่แรงโทสะที่พุ่งขึ้นทำให้มือใหญ่กระชากร่างบางเข้ามาจนชิดอกกว้าง เควินก้มศีรษะลงกระซิบเสียงต่ำ
“ไรน์ จริงๆแล้วสิ่งที่ผมต้องการคืออะไร คุณไม่เคยรู้หรอก” พูดจบเควินก็กดจุมพิตที่ริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วง ไม่สนกับอาการดิ้นรนของไรน์ ปลายนิ้วกดคางเล็กลงให้เผยอริมฝีปาก ไรน์ครางเบาๆ ด้วยความเจ็บ ทำให้ปลายลิ้นอุ่นร้อนฉวยโอกาสแทรกปลายลิ้นเข้าไปซอกซอนในโพรงปากนุ่มอย่างดุดัน
“นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ไรน์” เควินกระซิบชิดริมฝีปากบางก่อนจะย้ำจุมพิตลงมาอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มลดความรุนแรงลง ปลายลิ้นอุ่นร้อนเชยชิมความหวานอย่างดูดดื่ม
“อื้อ....” ไรน์พยายามขัดขืนด้วยอารมณ์โกรธ เควินเห็นเขาเป็นอะไร ที่ระบายอารมณ์อย่างนั้นหรือ?
ร่างเล็กพยายามดิ้นรนกำหมัดทุบไปที่อกกว้างแต่ร่างสูงไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือสอดไปใต้ชายเสื้อ และลูบไล้หน้าท้องก่อนจะวกมาที่แผ่นอกเรียบเนียน ปลายนิ้วขยี้ยอดอกจนเริ่มแข็งชัน
“อย่า!...ไม่นะ!” ครั้งนี้ไรน์รวบรวมกำลังผลักร่างสูงออกไปเต็มแรง แต่ก็เพียงทำให้เควินเซไปเล็กน้อย ใบหน้าของไรน์แดงก่ำ ริมฝีปากเผยอหอบหายใจน้อยๆ ชายเสื้อหลุดลุ่ยจากแรงทึ้ง
ไรน์ขยับถอยหมุนตัวหันหลัง แต่วิ่งออกไปได้เพียงก้าวเดียวมือแข็งแรงของเควินก็คว้าเอวเล็กไว้แน่น พร้อมแนบแผ่นอกกว้างเข้ากับแผ่นหลังบอบบาง ริมฝีปากฝังจุมพิตไปที่ต้นคอหนักๆ แล้ววกปลายลิ้นไปที่ใบหูเล็กไล้เลียขบกัดเบาๆ แล้วแหย่ปลายลิ้นเข้าไปจนไรน์รู้สึกวาบหวิวเข่าอ่อนวูบ
“อา..ไรน์” เควินพึมพำ ร่างอบอุ่นในอ้อมแขนและกลิ่นหอมจากเรือนผม กระตุ้นให้อารมณ์ทวีสูงขึ้น ความเป็นชายของเขาตึงแน่นด้วยความต้องการที่จะปลดปล่อย เควินขยับหน้าขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม มือกระตุกเสื้อเชิ้ตออกจากร่างบางอย่างใจร้อนจนกระดุมขาดกระเด็น แล้วลดปลายนิ้วเรียวลงไปรูดซิปดึงกางเกงของไรน์ลง
ไรน์สะท้านเฮือกครางเสียงแผ่ว แม้จะต่อต้านโดยพยายามนึกถึงความเสียใจในช่วงที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์อันจำกัดทำให้ไรน์ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ร่างบอบบางถูกกระตุ้นอารมณ์จนตื่นเพริดเมื่อมือแข็งแรงขยับเล้าโลมเขาอย่างชำนาญ ความเสียวซ่านพุ่งขึ้นจนตาพร่าพรายสะโพกกระตุกร่างแอ่นโค้ง ศีรษะเล็กแหงนไปด้านหลังอิงไหล่กว้างไว้ ปลายนิ้วเรียวเล็กเลื่อนมาจิกมือของเควินที่กำลังลูบไล้เขาไว้แน่น
เควินยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้สึกถึงการตอบสนอง มือขยับเร่งจังหวะขึ้นขณะที่ริมฝีปากขบย้ำไปทั่วต้นคอเล็กและไหล่ลาด ไรน์ถึงกับครางสะอื้นเป็นพักๆ ดวงตาหลับพริ้มหางตาปรากฏหยดน้ำใสกลิ้งตัวลงมาบนแก้มนวล จนในที่สุดก็ทนกับความเสียวซ่านที่ทวีขึ้นไว้ไม่ไหว
“อ๊ะ...เค....เควิน...” ไรน์กรีดร้องออกมาเมื่อความสุขระเบิดพร่างพรูหลั่งรินความร้อนผ่าวสู้อุ้งมือของชายหนุ่ม ร่างบางเข่าอ่อนทรุดลง หอบหายใจถี่เร็ว เควินจึงช้อนตัวขึ้นวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดึงเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ออกอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มยืนมองร่างเปลือยของไรน์ที่ขณะนี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพราย ร่างนี้งดงามอย่างที่เขาเคยสัมผัส ผิวกายเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ เควินค่อยๆ โน้มตัวลงจนลมหายใจร้อนผ่าวปะทะผิวหน้าของไรน์ สายตาชายหนุ่มเลื่อนลงมามองสร้อยคอเส้นบางรูปนกฟีนิกซ์ที่วางทาบกับลำคอระหง นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมมือไปปลดตะขอก่อนจะโยนไปไว้ที่หัวเตียงอย่างไม่สนใจนัก
“อย่าใส่มันให้ผมเห็นอีกเลยนะ ไรน์” เควินกระซิบชิดใบหูเล็ก ไรน์ปรือตาขึ้นมอง สายตานั้นเจ็บปวดและมีแววตัดพ้อต่อว่า แล้วก็ชะงักเมื่อเควินคล้องสร้อยอีกเส้นลงมาแทน ไรน์เอื้อมมือสัมผัสจี้รูปกางเขนอันเล็กแล้วสะอื้นออกมาเมื่อจำได้
“ผมเอามันมาคืนให้ตามสัญญาแล้วนะ”
ขณะร่างบางจะเอ่ยปากริมฝีปากนุ่มก็ถูกปิดอีกครั้ง จุมพิตคราวนี้แผ่วเบาอ่อนหวาน แล้วริมฝีปากนั้นก็เลื่อนลงมาที่ปลายคาง ลำคอ หน้าอก ทิ้งรอยร้อนผ่าวไว้ทั่ว ไรน์ถอนใจ ไร้ความสามารถในการต่อต้าน แขนขาไร้เรี่ยวแรง ในสมองว่างเปล่าไปหมดปล่อยให้ร่างสูงแนบตัวลงมาคลุกเคล้าความนุ่มละมุนราวกับผึ้งดูดชิมน้ำหวาน
เควินเองก็หายใจหนักๆ เมื่อความอดทนกำลังจะขาดสะบั้น มึนเมากับความอ่อนหวานจนแทบควบคุมไม่อยู่ ชายหนุ่มจับร่างบางพลิกคว่ำยกสะโพกบางให้อยู่ในท่าคุกเข่า แยกต้นขาขาวให้กางออก รูดซิปปลดปล่อยตนเองอย่างรีบร้อนแล้วจรดจ่อความแข็งแกร่งร้อนผ่าวไปยังช่องทางเล็กก่อนจะสอดแทรกอย่างช้าๆ ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงการสอดแทรกเข้ามาในตัว
“อื้อ...ไม่...เจ็บ...เควินได้โปรด...อย่า” ไรน์อุทานออกมาพยายามขยับหนีแต่เอวเล็กถูกจับไว้แน่น
“อึ๊...ไรน์ อย่าเกร็ง” เควินครางเสียงหอบๆ เมื่อกล้ามเนื้อนั้นรัดรึงรอบความแข็งแกร่งไว้ ร่างสูงสั่นสะท้านเมื่อความสุขสมพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเริ่มขยับเข้าออกช้าๆ
“อ๊ะ...เค..เควิน” ไรน์จิกผ้าปูแน่น พยายามแยกต้นขากว้างเพื่อบรรเทาความตึงแน่นจากสิ่งแปลกปลอมที่กำลังผ่านเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ สะโพกงดงามถูกเสียดสีจนร้อนผ่าว เควินเร่งจังหวะขึ้นเมื่อเสียงครางจากร่างบางเริ่มแปรเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นสุขสม สะโพกเล็กขยับตอบสนองเขาตามธรรมชาติอย่างลืมตัว
“อา...ไรน์...ไปกับผมนะ...ไรน์” เควินโน้มร่างลงมือลูบไล้ระหว่างต้นขาเรียวเป็นจังหวะพร้อมกับสะโพกแกร่งที่ขยับถี่เร็ว และเร็วขึ้น
ไรน์ถูกกระตุ้นจนเร่าร้อน ในที่สุดร่างบางกรีดร้องร่างแอ่นเกร็งสะท้านรุนแรงปลดปล่อยความปราถนาออกมาอีกครั้ง กล้ามเนื้อนุ่มละมุนบีบรัดความแข็งแกร่งอย่างรุนแรงเป็นจังหวะ จนร่างสูงที่แนบอยู่เบื้องหลังถึงกับครางออกมา สะโพกแข็งแรงสอดแทรกหนัก อีกสองสามครั้งก็ทนต่อไปไม่ไหว ชายหนุ่มฝังกายแน่นร่างเกร็งสะท้านขณะหลั่งความปราถนาออกมาจนเอ่อนองมาตามต้นขาเรียว
“อืมม์...ไรน์” เควินทรุดกายลงทาบแผ่นหลังขาวนวล สูดลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะที่ไรน์พริ้มตาลงซ่อนหยาดน้ำใส แม้จะเจ็บใจและโกรธเคืองตนเองที่ตอบสนองเควินมากแค่ไหน แต่ไรน์ก็ไม่สามารถปฏิเสธว่าชายหนุ่มได้มอบความสุขให้อย่างเต็มตื้น
ถ้าเพียงมันจะมีความรักอยู่ด้วย มันจะวิเศษเพียงใด?

c c c c c c

ไรน์กระแทกนิ้วลงบนเปียโนหลังใหญ่ในห้องซ้อมดนตรี จังหวะที่รุนแรงนั้นทำให้คีธที่เดินผ่านมาถึงกับขมวดคิ้ว เขาแง้มประตูเข้าไปพอดีกับจังหวะสุดท้ายของเพลงขาดหายไป
“ไรน์ มีอะไรไม่สบายใจหรือลูก?” ร่างที่นั่งก้มหน้าอยู่ช้อนสายตาขึ้นมองก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ไม่พูดอะไร วางมือจากคีย์บอร์ดแล้วเดินไปที่หน้าต่างบานกว้างแบบสตูดิโอ ปลายนิ้วเรียวรวบผ้าม่านแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบอดี้การ์ดที่เดินไปเดินมาข้างล่าง ร่างบางหมุนตัวกลับอย่างหงุดหงิด คีธมองตามสายตาของไรน์แล้วโอบร่างของบุตรชายไว้ในอ้อมแขนอย่างเข้าใจความรู้สึก
“อีกไม่นานหรอกไรน์ เดี๋ยวมันก็จะจบลง”
“แล้วเมื่อไหร่ล่ะครับ ผมอยากมีอิสระที่จะทำอะไร หรือไปไหนมาไหนบ้าง ผมไม่อยากถูกเฝ้ามองอย่างนี้อีกแล้ว” ไรน์พึมพำดวงตาสีอำพันหม่นหมอง คีธมองลูกชายอย่างสงสารท่าทางของไรน์มองดูราวกับนกที่ถูกคุมขัง ที่ผ่านมาไรน์ไม่เคยต้องถูกจำกัดอะไร เรื่องนี้คงทำให้อึดอัดมากทีเดียว
“วันนี้พ่อมีประชุมที่บริษัท ไรน์ออกไปกับพ่อไหมล่ะ บางทีอาจจะได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ที่บริษัทมีคนคิดถึง แล้วก็ถามหาหลายคนนะ”
“ได้หรือครับ พ่อ”
“คงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวให้พ่อบอกกับเควินก่อน”
ไรน์สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น เพราะตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์นั้นเขาก็หลบหน้าเควินและพยายามไม่อยู่กับชายหนุ่มสองต่อสอง ถึงแม้ไรน์จะรู้ว่าถ้าเควินตั้งใจจริงเขาคงไม่สามารถหลบพ้น เพียงแต่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะยอมรับการตัดสินใจของไรน์ และยอมอยู่ห่างๆ อย่างที่ไรน์ต้องการ
แต่เขาเองสิกลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เมื่อร่างสูงไม่เข้าวุ่นวายตามที่ตนสั่ง ร่างบางถอนใจอย่างอึดอัดก่อนจะรับคำเสียงเบา
“ครับพ่อ”

“ผมเสียใจครับคุณคีธ ผมไม่สามารถตัดสินใจได้ ” ร็อบหนึ่งในบอดี้การ์ดตอบ เมื่อคีธถาม เขาเองก็ลำบากใจเมื่อต้องดูแลสถานการณ์แทนเควิน ทำไมไรน์ต้องเฉพาะอยากออกไปข้างนอกวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เควินไม่อยู่เสียด้วย ร็อบคิดขณะยังยืนขวางประตูรถไว้
“แล้วเควินล่ะ?”
“ออกไปข้างนอกครับ” ไรน์มองบิดาอย่างผิดหวังเมื่อฟังคำตอบ คีธจึงบอกร็อบ
“งั้นก็จัดคนไปกับพวกเราก็แล้วกัน จะเอาไปกี่คนก็ได้จะได้คอยดูแลไรน์” คีธตัดสินใจ เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของร็อบ
“ขอผมถามเจ้านายก่อนนะครับ หากเกิดอะไรขึ้นผมไม่สามารถรับผิดชอบได้” ร็อบยังยืนยัน แต่ไรน์ตัดบทอย่างอย่างยอมแพ้
“งั้นก็ไม่ต้องแล้ว ผมไม่ไปก็ได้ ถ้ามันต้องทำให้ทุกคนยุ่งอย่างนี้” ไรน์หันหลังเดินกลับเข้าบ้านอย่างเงียบๆ คีธได้แต่มองตามแล้วก็ถอนใจพยักหน้าให้ร็อบก่อนจะก้าวขึ้นรถไป

เควินมองร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องกระจก ท่าทางเงียบเหงาและดวงตาสีอำพันซึ่งเคยสดใสกลับทอแววอ้างว้างเมื่อเหม่อมองออกไปยังข้างนอก ชายหนุ่มกำหมัดแน่น พร้อมกับถอยหลังออกมาเงียบๆ ก่อนจะตรงไปที่ห้องควบคุมมอนิเตอร์
เควินรับฟังรายงานจากร็อบ คิ้วเข้มขมวดอย่างครุ่นคิดวันนี้เขาไปพบตำรวจเจ้าของคดีมามีรายงานแปลกๆ และน่าสนใจ จากการที่คุ้นเคยกับนิสัยยัสฟาร์มานาน เควินกำลังสงสัยในสถานการณ์นี้ และถ้ามันเป็นอย่างที่คิด ไรน์ก็ตกอยู่ในอันตรายมากกว่าที่เขาคาดไว้
เควินนั่งฟังร็อบเล่าเรื่องโดยละเอียด แล้วก็ฉุกใจคิด พระช่วย! ถ้าอย่างนั้น..........
ชายหนุ่มดูนาฬิกาแล้วคว้าโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าคีธยังประชุมไม่เสร็จเขาถอนใจอย่างโล่งอกพร้อมกับสั่งลูกน้องให้ตรวจสอบตามจุดที่เขาสงสัย เควินสั่งงานอย่างรอบคอบก่อนจะวางหูลง
ดูกันซิว่าคราวนี้สัญชาติญาณของเขาจะถูกหรือไม่!

c c c c c c

“คีธ ผมมีเรื่องจะคุยด้วยครับ” เควินกล่าวหลังอาหารมื้อเย็นเสร็จสิ้น ไรน์เหลือบตามองก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นแต่เควินพูดขัดเสียก่อน
“ไรน์คุณอยู่ด้วย เรื่องนี้มันเกี่ยวกับคุณโดยตรง”
“มีอะไรหรือเควิน?” คีธถามเมื่อเห็นไรน์ทรุดนั่งลงตามเดิม

“วันนี้รถคุณถูกลอบวางระเบิดตอนจอดอยู่ที่บริษัท คนของผมตรวจสอบพบก่อนที่คุณจะประชุมเสร็จ”
คีธนิ่งงันไปอย่างคาดไม่ถึง ขณะที่ไรน์ตาเบิกกว้างหันไปมองบิดาอย่างตกใจก่อนที่จะลุกขึ้นตรงเข้าไปกอดคีธไว้แน่น คีธลูบไหล่บุตรชายอย่างปลอบประโลม
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง?” คีธถามเสียงเครียด
“ที่บริษัทการรักษาความปลอดภัยของยามยังไม่เข้มงวดพอ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปถึงตัวคุณได้ง่าย” เควินสรุป
“ทำไมล่ะ? ไหนคุณคิดว่ามันต้องการฆ่าผมไงล่ะทำไมมันถึงจะทำร้ายพ่อด้วย” ไรน์พึมพำแววตาหวาดหวั่นเมื่อหันไปมองคีธ หากเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ.....ไม่! ไรน์สั่นศีรษะอย่างไม่ยอมรับ
“นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะพูด กรณีนี้มีทางเป็นได้สองอย่าง กรณีแรกมันอาจต้องการลงมือกับพ่อของคุณเพื่อแก้แค้น แต่อีกกรณีหนึ่งคือมันต้องรู้ว่าวันนี้คุณจะไปกับพ่อของคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณเปลี่ยนใจไม่ไปในนาทีสุดท้าย”
“มีแต่คนที่นี่ที่รู้ว่าผมจะไปกับพ่อ” ไรน์พูดอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีอำพันทอแววไม่แน่ใจ
“หมายความว่า...” คีธอุทาน
“ใช่ครับ ถ้าเป็นกรณีที่สองอาจมีคนส่งข่าวให้พวกมันรู้ในตอนแรก แต่พอไรน์เปลี่ยนใจคนส่งข่าวอาจไม่รู้หรือส่งข่าวอีกไม่ทัน ทำให้คนวางระเบิดไม่รู้ว่าไรน์เปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว”
“แต่ใครเป็นคนส่งข่าวล่ะ” คีธกังวลโอบไรน์ไว้แน่น ก้มมองร่างบางที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ คนใกล้ตัวเขาหรือ? ร่างบางรู้สึกเย็นยะเยือก ที่บ้านไม่มีคนงานใหม่เลยและทุกคนก็คุ้นเคยจนเขาไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนร้ายที่ปองร้ายเขา
“นี่เป็นเพียงข้อสงสัยนะครับ”
“แต่ที่คุณพูดออกมานี่แสดงว่าคุณค่อนข้างแน่ใจในข้อสันนิษฐานของคุณ ไม่ใช่หรือ? ” คีธกังวล
“ข้อสันนิษฐานก็คือข้อสันนิษฐานครับ แต่ผมก็ต้องป้องกันไว้ก่อน งานนี้ผมไม่ต้องการให้มีจุดอ่อนที่ไหน เพราะถ้าเป็นอย่างผมคาดไว้มันคงรู้เหตุการณ์ต่างๆในบ้านไปไม่น้อยแล้ว และข้อสำคัญถ้ายัสฟาร์รู้ว่าเป็นผมที่เข้าไปช่วยไรน์มันคงจะทำงานรอบคอบและรุนแรงขึ้น” ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังใบหน้างดงามซีดเผือดของไรน์
“คุณจะทำยังไง”
“ผมต้องการพาไรน์หลบไปพักที่อื่น ในระหว่างที่ผมตรวจสอบคนของที่นี่ เพราะที่บ้านนี้คนรับใช้มากเกินไปอาจต้องใช้เวลา” คีธนิ่งคิดนานก่อนจะตัดสินใจ
“ตกลง แต่ผมอยากถามความเห็นของโรเจอร์ก่อน”
“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัว” เควินลุกขึ้นก่อนจะเหลือบตามองไปที่ไรน์ ซึ่งนั่งซุกตัวอยู่ข้างบิดา มือที่ประสานกันอยู่เกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ไรน์เงยหน้าสบตาเขาดวงตาสีทองทอแววหวั่นไหวเหมือนจะพูดอะไรแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
เควินหันกายเดินออกไปเงียบๆ

c c c c c c

เควินขมวดคิ้วเมื่อเหลือบไปดูห้องตรงข้ามที่อยู่คนละปีกตึก แล้วยังเห็นว่าเปิดไฟสว่างอยู่ ไรน์เป็นอะไรไป ทำไมยังไม่หลับอีกเลยเวลาปกติมาตั้งนานแล้วนี่นา เควินรู้เพราะเขาจะคอยนั่งมองห้องที่ปีกตึกฝั่งตรงข้ามมาตลอด
เควินเคาะประตูเบาๆ เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องของไรน์ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา ด้วยความใจร้อนชายหนุ่มจึงตัดสินใจใช้มาสเตอร์คีย์ซึ่งมีอยู่เปิดเข้าไปทันที เมื่อกวาดสายตาไปรอบห้องก็ถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นไรน์นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง ร่างสูงยืนมองด้วยสายตาอาวรณ์ชั่วครู่ ขณะจะหมุนตัวกลับออกไปก็ชะงักได้ยินเสียงครางเบาๆ เควินขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างบางเริ่มกระสับกระส่าย เสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอเหมือนกำลังฝันร้าย ชายหนุ่มคุกเข่าลงบนเตียงอย่างกังวล
นี่ไรน์ยังไม่เลิกฝันร้ายอีกหรือ?

หัวใจไรน์เต้นระรัวด้วยความกลัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน เสียงสั่งตะโกนให้ค้นหาเขาดังลั่นจนทำให้ไรน์ซุกตัวลงไปใต้พุ่มไม้มากกว่าเดิน แล้วร่างบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมีเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าไรน์ขยับถอนหนีแต่แล้วเสียงหัวเราะก็ดั่งลั่นขึ้นก่อนมือหนาหนักจะเอื้อมมาคว้าจิกผมเขากระชากขึ้น
“ไม่!! อย่า..... ช่วยด้วย อย่า….”

“ไรน์ตื่น! ตื่น! คุณแค่ฝันร้ายเท่านั้น” เควินเขย่าตัวเบาๆ
“ไรน์ ตื่น!”
“ไม่! ปล่อยผม ปล่อยยย!!...” ไรน์กรีดร้องลั่นผวาลืมตาทันที เควินโอบกอดไรน์ไว้แน่นก่อนกระซิบปลอบโยน ตอนแรกไรน์ยังแยกไม่ออกร่างบางยังพยายามดิ้นหนีอ้อมแขนแข็งแรงนั่น
“ไรน์! ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร มันแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
คำพูดนุ่มนวล ปลอบโยนค่อยแทรกผ่านหูเข้าไป ไรน์เงยหน้ามองพอเห็นว่าเป็นเควิน ไรน์ก็สะอื้นมือเล็กกำปกเสื้อชายหนุ่มไว้แน่น
“เควิน! เควิน! เควิน!” ไรน์พึมพำเหมือนชื่อชายหนุ่มจะเป็นมนต์วิเศษที่คอยขับไล่สิ่งน่ากลัว เควินเลื่อนตัวไปนั่งพิงหัวเตียง แล้วกอดไรน์ไว้แนบอก
“ไม่เป็นไร ไรน์” ชายหนุ่มกระซิบปลอบโยน เควินรู้สึกเจ็บปวดกับแววตาที่เหมือนกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บของไรน์ ร่างนี้บอบบางจนเกินจะรับอะไรที่รุนแรงกว่านี้ได้อีกแล้ว ไรน์พยายามสูดลมหายใจระงับอาการสั่นสะท้าน เควินมองอาการนั้นก่อนจะถาม
“คุณฝันร้ายอย่างนี้บ่อยหรือ” ไรน์เมินหน้าไม่สบตาก่อนส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ไม่”
“ไม่น่ะแค่ไหน?” เควินคาดคั้นมองตาสวยคู่นั้นอย่างพิจารณา ไรน์จึงถอนใจก่อนตอบ
“ถึงยังไงก็ไม่เกี่ยวกับคุณนะครับ เควิน แล้วนี่คุณเข้ามาที่ห้องผมได้ยังไง?” เควินยังมองไรน์อย่างกังวล แต่ก็ยอมรับการเปลี่ยนเรื่อง
“ผมเห็นไฟเปิดแล้วเรียกไม่มีเสียงตอบ ก็เลยใช้กุญแจเปิดเข้ามาดู”
“ถึงคุณจะเป็นบอดี้การ์ด แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์เข้าห้องผมตามใจชอบนะ” ไรน์หน้าบึ้ง แต่เควินยิ้มแล้วยักไหล่
“ก็เข้ามาแล้ว คุณนอนต่อดีกว่าผมจะอยู่เป็นเพื่อน” ชายหนุ่มเลื่อนตัวลงนอนแล้วรั้งตัวไรน์ลงมา ไรน์ขยับตัวหนีแต่มือของเควินก็รั้งไว้แน่น ในที่สุดเมื่อเห็นว่าค้านไปก็ไม่มีประโยชน์จึงยอมนอนนิ่งวางศีรษะลงกับอกกว้างนั้น ทั้งคู่เงียบไปเนิ่นนาน
“ผมไม่อยากหลับ ผมไม่อยากฝันร้ายอีก” ในที่สุดไรน์ก็พึมพำ เมื่อความง่วงเริ่มจู่โจมอีกครั้ง
“ผมจะอยู่กับคุณไรน์” เควินลูบเรือนผมนุ่มสวยอย่างปลอบโยน พร้อมกระซิบต่อเบาๆ
“ผมจะดูแลไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ เหมือนตอนที่เราอยู่ที่เซดาน”
“ใช่ ก็นี่มันเป็นงานของคุณนี่ครับ” ไรน์เอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา
แต่พอเสร็จงานคุณก็จะจากไปเช่นเดียวกับครั้งก่อน ผมเป็นแค่งานและภาระชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไรน์คิดต่อในใจอย่างเศร้าหมอง เควินเงียบไปเมื่อได้ยินความหมายที่แฝงอยู่ในข้อความนั้น ชายหนุ่มถอนใจ ถึงอย่างไรเขาไม่อาจแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วได้
แต่ตอนนี้เขาจะทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อไรน์เท่านั้นแต่เพื่อตนเองด้วย เพราะชีวิตของเขาคงเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นหากปราศจากไรน์ เพียงแต่เขาจะทำให้ไรน์ไว้ใจเขาอีกครั้งได้อย่างไร
“ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่งานหรอกไรน์ ผมจะอยู่เท่าที่คุณต้องการแม้งานจะเสร็จสิ้นลง ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
เควินก้มหน้าลงมองเมื่อไม่มีการโต้ตอบ แต่กลับพบว่าร่างบางพริ้มตาลงอย่างง่วงงุน เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ และหลับสนิทอย่างวางใจในอ้อมแขนของเขา

c c c c c c

ไรน์ลืมตาขึ้นแล้วก็กระพริบตาเมื่อจำเหตุการณ์ของเมื่อคืนได้ ร่างบางค่อยๆเอียงศีรษะเล็กน้อยมองร่างใหญ่ที่นอนเบียดแถมแขนหนักๆของชายหนุ่มยังพาดมาบนตัว แสงโคมไฟสีเหลืองนวลที่หัวเตียง ทำให้มองเห็นใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้จนเห็นแพขนตาหนาปิดสนิท
ไรน์กำลังนึกถึงประโยคสุดท้ายที่กระซิบเบาริมหูเขาก่อนจะเข้าสู่นิทรา แววตาของไรน์สับสนและไม่แน่ใจ เขาคงไม่ฝันไปหรอกนะ เควินบอกจะไม่ไปไหนอีกแล้วจริงหรือ แต่ถึงอย่างไรคำพูดนั้นก็ทำให้เขาหลับสนิทได้ตลอดคืนเป็นครั้งแรก นับจากพ้นนรกแห่งเซดานนั้นมา
เพราะอะไร? ทำไมเควินถึงพูดอย่างนั้น?
ไรน์สูดลมหายใจลึกรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อรู้ตัวว่าเขาอยากจะเชื่อคำพูดนั้นเหลือเกิน

เควินลืมตาทันทีที่ไรน์ขยับ ชายหนุ่มเหลือบดูนาฬิกาพรายน้ำที่หัวเตียงพึ่งจะ 5.00 น.เท่านั้น เควินจึงก้มลงสบตาสีอำพันที่กำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง มือใหญ่แตะต้องใบหน้าเรียวอย่างแผ่วเบา ไล้มาที่ริมฝีปากเล็กบางก่อนจะค่อยโน้มศีรษะเข้ามาใกล้
ไรน์ถอนใจอย่างแผ่วเบาเมื่อเผยอริมฝีปากรับจุมพิตของเควิน ร่างสูงครางอย่างแปลกใจระคนพอใจเมื่อไม่มีอาการต่อต้านจากไรน์ ร่างบางสบตาสีน้ำเงินเข้มมั่นคงคู่นั้น คิดถึงสัญญาเมื่อคืนแล้วก็คลี่ยิ้มอย่างลังเล แขนเรียวค่อยยกโอบรอบคอชายหนุ่มปลายนิ้วแทรกไปที่เรือนผมสีเงิน ปลายลิ้นนุ่มโต้ตอบอย่างอ่อนหวานทำให้เควินถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความรู้สึกปิติ หัวใจชายหนุ่มล้นปรี่ด้วยความรัก พลิกตัวทาบทับร่างบางทันที
“ไรน์....” เควินเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แต่ไรน์ยกนิ้วเรียวขึ้นปิดริมฝีปาก

‘ไม่ ตอนนี้เขายังไม่อยากคิดอะไร เขาจะรับในสิ่งที่เควินให้ได้ในตอนนี้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา อย่างน้อยช่วงเวลาที่เหลืออยู่เขาก็ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้’

เควินขบกัดปลายนิ้วนั้นเบาๆ ไล้ปลายลิ้นเลีย ไรน์กระตุกนิ้วกลับทันทีใบหน้าแดงเรื่อเมื่อสบสายตาปรารถนาของชายหนุ่ม เควินดึงร่างบางลุกนั่ง ริมฝีปากยังจุมพิตแลกปลายลิ้นกับไรน์ ขณะที่ลงมือถอดเสื้อผ้าของตนเองและร่างบางอย่างชำนาญ
เมื่อทั้งคู่ต่างเปลือยเปล่า เควินยกร่างบางขึ้นนั่งตัก ไรน์หน้าแดงก่ำเมื่อแยกต้นขาเรียวออกพันรอบเอวชายหนุ่ม ร่างบางเงยหน้าเมื่อเควินพรมจุมพิตที่ลำคอระหง มือเล็กวางบนบ่าของเควิน ร่างบอบบางนุ่มละมุนแนบชิดกับอกกว้าง มือใหญ่โลมไล้ทั่วร่างกระตุ้นจนอารมณ์ตื่นเพริด
“อื้อ...” ไรน์คราง เมื่อเควินขบย้ำลงไหล่ลาดอย่างมันเขี้ยวเบาๆ นิ้วแข็งแรงไล้แผ่นหลังนวลก่อนจะเลื่อนมาที่สะโพกบางค่อยแทรกนิ้วเข้าไปช่องทางคับแคบนุ่มนวล กล้ามเนื้อส่วนนั้นกระชับรอบนิ้วเขาทันที
“อา..เค..วิน....” ไรน์ครางเมื่อนิ้วเรียวยาวนั้นเริ่มขยับเข้าออก และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสองนิ้ว ร่างบางขยับตัวเสียดสีกับแผ่นอกกว้าง มือเล็กไล้บางเบาที่ต้นคอแข็งแรงก่อนจะเสยไปที่เรือนผม พร้อมกับเงยหน้ารับจุมพิตที่หนักหน่วงและเรียกร้องจากชายหนุ่มจนไรน์แทบจะขาดใจ
เควินครางเมื่อส่วนสำคัญของเขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม ชายหนุ่มถอนนิ้วออกแล้วยกเอวไรน์ขึ้น ไรน์สูดลมหายใจลึกเมื่อค่อยๆ รับเอาความแข็งแกร่งของชายหนุ่มเข้าไปในตัวจนตึงแน่นไปหมด ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบระคนเสียวซ่านที่ต้นขา ดวงตาทั้งคู่สบกันขณะที่ร่างกายท่อนล่างเริ่มสอดประสานตามจังหวะรักที่ร้อนแรง ร่างกายชื้นเหงื่อเสียดสีกัน กลิ่นไอรักผสมกับกลิ่นหอมละมุนจากร่างบาง ยิ่งทำให้เควินไร้ซึ่งการควบคุม เร่งจังหวะหนักหน่วงขึ้น
“อ๊ะ...อ๊าา....” ไรน์จิกมือแน่นและซบหน้ากับไหล่กว้าง จังหวะรุนแรงทำให้ความอดทนสิ้นสุดลง ฟันซี่เล็กขบกัดลงที่บ่าของชายหนุ่มอย่างรุนแรงเมื่อร่างกายแอ่นกระตุกหลั่งรินของเหลวร้อนผ่าวออกมาจนเปรอะเปื้อนหน้าอกของทั้งคู่
เควินเจ็บแปลบที่ไหล่เล็กน้อย แต่การบีบรัดของไรน์ทำให้ความสุขสมระเบิดรุนแรง เขากดเอวบางลงฝังตัวแน่นหลั่งรินออกมามากมายเช่นกัน ไรน์หอบหายใจซบร่างกับร่างแกร่งอย่างหมดแรง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจุมพิตและไล้ปลายลิ้นไปที่รอยฟันของตนที่ฝากไว้บนไหล่ของเควินอย่างเขินอายกับอารมณ์ที่รุนแรงของตน
จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เควินค่อยยกร่างอ่อนปวกเปียกของไรน์ขึ้นวางลงลงบนเตียง คลี่ผ้าห่มให้อย่างนุ่มนวล ร่างสูงก้มลงจุมพิตริมฝีปากบางเบาๆ ก่อนจะตัดใจอย่างยากเย็น แล้วลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
“เควิน” ไรน์ปรือตามองแล้วพึมพำเรียกเบาๆ เมื่อรู้สึกว่างเปล่าขึ้นวูบ
“ผมต้องออกไปดูความเรียบร้อยก่อน ไม่งั้นลูกน้องตามหาแน่เลย” เควินก้มลงแตะริมฝีปากที่หน้าผากก่อนออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไรน์ยิ้มก่อนจะหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย

c c c c c c

ไรน์อิงตัวแนบร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ มือแข็งแรงโอบรอบร่างละมุนนั้นให้เข้ามาใกล้ขณะทอดสายตามองออกไปยังสนามหญ้าด้านนอก ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็นแม้จะเป็นเวลาสายมากจนดวงตะวันเริ่มทอแสงจ้าแล้ว ไรน์ถอนใจบางเบายกมือกอดอกเมื่อรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา จนเควินต้องก้มลงมองร่างในอ้อมแขนเมื่อรู้สึกปฏิกิริยานั้น
“หนาวหรือไรน์ ปิดหน้าต่างดีไหม”
“ไม่ แค่กอดผมไว้ก็พอเควิน” ไรน์ตอบเบาๆ เควินจึงกระชับร่างนั้นแน่นเข้า เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างอาทร
“เป็นอะไรไป ไรน์” ไรน์สั่นหน้าไม่ตอบ แต่ปลายนิ้วแข็งแรงเชยหน้าที่อิงอยู่กับไหล่ขึ้น ดวงตาคมมองสบตาสีอำพันที่มีแววหวั่นไหวนั้นอย่างเข้าใจ
เมื่อมีเวลาคิดร่างบางจึงเกิดไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตนเอง การที่เขาตัดสินใจเมื่อคืนนี้ เป็นเพราะอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวหรือเป็นเพราะความต้องการที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจของตนเองกันแน่นะ ไรน์ไม่กล้าหาคำตอบ
“ไรน์ ผมจะไม่ทำให้คุณเสียใจอีกเป็นครั้งที่สอง ผมสัญญา”
ดวงตางดงามคู่นั้นรื้นน้ำตาวูบหนึ่งก่อนจะกระพริบถี่ๆ ริมฝีปากแดงเรื่อสั่นระริกขณะพยายามคลี่ยิ้ม ซุกร่างเข้าหาอ้อมอกกว้างปัดความคิดลังเลทิ้งไป

c c c c c c

เควินตรวจสอบรอบบริเวณบ้านอย่างรอบคอบก่อนที่จะออกเดินทาง แต่ก็พบว่าไม่จำเป็นต้องสั่งการอะไรเพิ่มเติมอีก ร็อบทำงานกับเขามานานพอที่จะรู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป และหากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้ เรื่องนี้คงจะจบในอีกไม่นาน
“ระวังตัวนะไรน์” คีธกอดบุตรชายไว้แน่นอย่างกังวล ก่อนหันมามองเควิน
“ฝากด้วยนะเควินดูแลไรน์ให้ดี ในเมื่อโรเจอร์เห็นชอบและไว้ใจแผนนี้มากผมก็ไม่มีอะไรจะขัด” คีธกังวลมากที่จะปล่อยให้ไรน์ไปกับเควินโดยไม่มีเขาไปด้วย
“แน่นอนครับ และผมจะดูแลไรน์ด้วยชีวิต” เควินสบตาของคีธอย่างเปิดเผย ชายหนุ่มมั่นใจในความรู้สึกของตนเองอย่างยิ่ง
“ผมคงไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ ผมเป็นห่วงพ่อมากกว่าถ้าเป็นอย่างที่เควินคิด พ่ออยู่ใกล้พวกมันมากกว่าผมอีก”
“ไม่ต้องห่วงไรน์ ผมทิ้งคนไว้ที่นี่มากพอ คิดว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก” เควินปลอบร่างเล็กที่ยังมีท่าทางพะว้าพะวงด้วยความห่วงบิดา คีธถอนใจเมื่อเห็นแววตาบุตรชายที่มองเควินอย่างไว้วางใจ ช่วงหลายวันมานี้ไรน์ดูสดชื่นและแจ่มใสขึ้น บรรยากาศขัดแย้งระหว่างไรน์กับเควินก็หายไป
ใจหนึ่งของคีธก็ดีใจที่ไรน์ดูมีความสุขขึ้นแต่อีกใจหนึ่งก็เป็นกังวล ในฐานะที่เป็นพ่อทำให้คีธออกจะทำใจให้ยอมรับยากอยู่สักหน่อย คีธถอนใจอีกครั้งเมื่อก้มลงจุมพิตหน้าผากไรน์
“เอาล่ะ เดินทางได้แล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวจะสายไป”
“ครับ”

กริ๊งงงง!!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังจะออกจากห้อง
“คุณเควินคะ มีโทรศัพท์ของคุณค่ะ” เสียงแม่บ้านที่เดินไปรับโทรศัพท์ ขัดจังหวะขึ้น เควินหันมาส่ายหน้าเหมือนจะไม่รับแต่ก็เปลี่ยนใจถามกลับ
“ใคร?”
“คุณเจสซิกาค่ะ” เควินชะงักหันไปมองไรน์อย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอย่างกังวลเมื่อเห็นไรน์เมินหน้าไปอีกทาง
“ไรน์.......” มือแข็งแรงรั้งต้นแขนเล็กไว้เมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะปลีกตัวออกไป
“ผมจะไปรอที่รถ คุณคุยตามสบายเถอะครับ” ไรน์เอ่ยเบาๆ โดยไม่มองหน้า เควินมองตามเงาหลังของร่างบางที่เดินลับหายไป แล้วก็สบถในใจเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปรับโทรศัพท์
“เควินพูด มีอะไรด่วนหรือเปล่าเจสซิกา....”

ไรน์เดินออกมาที่ระเบียงหน้าบ้าน เกลียดความรู้สึกของตนเองเหลือเกิน ความหวั่นกลัวปนหวาดระแวง ช่างเป็นความรู้สึกที่เจ็บแปลบและร้อนรนอย่างยากที่จะอธิบาย ร่างบางมัวแต่ครุ่นคิดจนไม่ทันสังเกตอะไร ทำให้สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก
“ไรน์! ไรน์! เป็นอะไร?” ไรน์เงยหน้าขึ้นกระพริบตาอย่างงงๆ เมื่อมองไปที่รถของแซคที่เลี้ยวปราดเข้ามาจอดเทียบจนแทบจะถึงตัวอยู่แล้ว
“แซค”
“ใช่ เรียกหลายครั้งแล้ว เหม่อจนจะเดินชนรถ”
“ไม่..ไม่มีอะไร นายมาทำอะไร”
“อ้าว! ก็เมื่อวานตอนที่คุยกันนายบอกว่าจะไม่อยู่หลายวัน ฉันก็เลยมาส่งทำไมไปกะทันหันอย่างนี้ล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
ไรน์นิ่งไปชั่วครู่ มือเล็กก็ลากมือแซคออกไปที่สวน ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดเพราะไม่สามารถปิดบังเพื่อนสนิทต่อไปได้ แซคอึ้งเมื่อฟังจบร่างสูงหันมาจับไหล่ไรน์ไว้ดวงตามีแววเป็นห่วง
“เรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกแต่แรก”
“พ่อกับโรเจอร์ไม่อยากให้เป็นข่าว ฉันเองก็ไม่อยากให้นายพลอยยุ่งไปด้วย”
“แล้วนี่เขาจะพานายไปที่ไหน”
“เควินยังไม่ได้บอกเลย”
“แล้วไม่มีใครรู้เลยหรือ ฉันเป็นห่วงนายนะไรน์” แซคกอดร่างบางตรงหน้าไว้ ไรน์รู้ดีถึงความเป็นห่วงของเพื่อนจึงเอียงศีรษะกับไหล่กว้างก่อนจะพูด
“ขอบคุณนะแซค นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน” ไรน์เงยหน้าขึ้นแล้วก็เห็นแววสลดวูบในดวงตาของแซค
“แค่เพื่อนเท่านั้นหรือไรน์ นายไม่เคยรู้ความรู้สึกแท้จริงของฉันเลยหรือไรน์” แซคถามอย่างเจ็บปวด ด้วยคำพูดที่ทำให้ไรน์นิ่งขึงอย่างตกใจเมื่อรู้ถึงความหมายที่แฝงอยู่นั้น
“แซค...” ไรน์ครางออกมาอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นสีหน้าแซค ร่างบางนิ่งตะลึงอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร แซคเป็นเพื่อนสนิทของเขามานาน จนเขาไม่เคยคิดอะไรเกินกว่านี้เลย แซคเห็นสีหน้าลำบากใจของไรน์จึงลดมือลงอย่างผิดหวังก่อนจะฝืนยิ้ม
“ไม่เป็นไร ไรน์อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ถึงอย่างไงฉันก็ยังดีใจที่ได้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนาย”
“แซค..ขอโทษ” ไรน์โอบแขนรอบร่างสูงแน่น
“ขอโทษ ที่ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของนายเลย” แซคจุมพิตที่เรือนผมนุ่มสวย ก่อนจะดันร่างบางออกช้าๆ กลัวเหลือเกินว่าตนเองจะอดใจไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเขาที่ใครๆก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ นั่นก็อาจจะเพียงพอ แซคคิดอย่างเศร้าหมอง
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดนายสักหน่อย” ทำให้ไรน์ยิ้มออกมาได้

แซคโอบแขนรอบไหล่เล็กเดินกลับไปที่รถช้าๆ แล้วก็ชะงักเมื่อสบตาร่างสูงที่ยืนกอดอกอยู่ข้างรถ แม้หน้าตาของชายหนุ่มจะเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ แต่ดวงตาที่มองมายังเขากลับทอแววโกรธเกรี้ยวราวกับภูเขาไฟรอเวลาระเบิด แซคคิดในใจขณะทักเควิน
“สวัสดีครับ” เควินก้มศีรษะรับอย่างเย็นชาแล้วหันมาบอกไรน์
“ใกล้ถึงเวลาเดินทางแล้วไรน์” ไรน์จึงหันไปลาแซค
“ไปก่อนนะแซค ขอบคุณที่มาส่ง”
“โชคดีนะไรน์”

เควินก้าวขึ้นรถพร้อมกับปิดกระจกที่กั้นระหว่างผู้โดยสารกับคนขับขึ้น ชายหนุ่มเอนพิงเบาะรถหันไปมองไรน์ที่ยังคงเงียบกริบอยู่แม้จะออกเดินทางไปได้สักพัก ถอนใจอย่างหงุดหงิดเมื่อไรน์ทำเหมือนไม่สนใจเขา เมื่อครู่นี้เขามองเห็นภาพคนทั้งคู่ยืนคุยกันในสวน ตอนที่แซคกอดร่างบางในสวน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออยากเข้าไปกระชากเจ้าหนุ่มนั่นออกแล้วโยนไปให้พ้นจากไรน์ ให้ไปไกลๆ เลยยิ่งดี
แต่สำหรับไรน์เองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเควิน ไรน์แอบมองหน้าเคร่งขรึมนั้นแล้วก็น้อยใจ ‘หึ พอรับโทรศัพท์จากเจสซิกา เควินก็มานั่งทำหน้าเคร่งใส่เขา’
ไรน์นิ่งเงียบยกมือกอดอกพิงศีรษะกับพนักพิงแล้วหลับตาลง แต่แล้วก็สะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมือแข็งแรงกระชากเข้าไปชิดอกกว้างนั้น
“เมื่อครู่ร่ำลาอะไรกับเจ้านั่น” เสียงถามแผ่วต่ำอย่างระงับอารมณ์ ทำให้ไรน์มองอย่างงุนงง ทำไมเขากลับเป็นฝ่ายถูกถามไปได้
“ไม่มีอะไรนี่ แค่ลากับธรรมดาเท่านั้น”
“แต่ผมเห็นคุณกับเขากอดกัน เพื่อนกันเขาทำกันอย่างนั้นด้วยหรือไง” ไรน์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินสำเนียงไม่เชื่อถือนั้น ทำไมเควินถึงใช้สำเนียงนั้นกับเขา ร่างบางคิดอย่างโกรธแกมน้อยใจ ทีเขายังไม่ถามอะไรเรื่องเจสซิกาเลย
“แล้วคุณล่ะคุยอะไรกับเจสซิกา” ไรน์ถามกลับเสียงเย็นชา ดวงตาสีอำพันจับจ้องที่ชายหนุ่ม เควินอึ้งไปนิดหนึ่งแต่นั่นก็เพียงพอที่ทำให้ไรน์เข้าใจผิด ร่างบางสะบัดตัวออกอย่างน้อยใจ
“เธอแค่โทรมาถามข่าวเหตุการณ์หลังจากงานวันเกิดคุณ”
“งั้นหรือ” สำเนียงนั้นมีแววไม่เชื่อถือก่อนจะพูดต่อ
“แต่ผมจำได้นะว่าคุณสนิทสนมกับเธอแค่ไหนในงานวันนั้น” เควินใจหายเมื่อเห็นแววตาของไรน์ จนกลับเป็นฝ่ายร้อนรนขึ้นมา
“ไรน์ ไปกันใหญ่แล้ว เรื่องระหว่างผมกับเจสซิกามันจบไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงโทรมาหาคุณ แล้วเธอยังรู้ด้วยว่าจะติดต่อคุณได้ที่ไหน” แววตาที่มองมาแฝงแววคลางแคลง
“ไรน์...” เควินพยายามประคองใบหน้างดงามให้หันมามองเขา แต่ก็ชะงักเมื่อไรน์เมินหน้าออกไปทางหน้าต่างรถเหม่อดูภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ในคืนวันนั้นผ่านวูบเข้ามา ร่างบางกำมือแน่นหายใจสะท้อนเมื่อตระหนักว่า ในตอนนั้นถ้าเขาไม่บาดเจ็บเควินคงจะไม่หันกลับมา และเรื่องทั้งหมดคงจะจบลงไปแล้ว
“เควิน ขอเวลาผมสักพักเถอะครับ ตอนนี้ผมสับสนเหลือเกินผมอยากมีเวลาคิดอีกสักพัก” ไรน์หลับตาลง ร่างบางขยับไปซุกตัวชิดประตูรถอีกด้านหนึ่ง การไปอยู่กับเควินเพียงลำพังตามแผนการเริ่มยากลำบากสำหรับไรน์

เควินกำมือแน่นเมื่อร่างบางถอยห่างออกไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นอีกครั้งบนความหวาดระแวงและยังเปราะบางเหลือเกิน ไรน์รักเขาเควินแน่ใจ แต่ไรน์ก็ยังระแวงเขา ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเมื่อรู้ว่าเขาต้องการทั้งหมดจากไรน์ เพียงแค่ความรักมันยังไม่เพียงพอ เควินต้องการความไว้วางใจเช่นเดียวกับวันแรกที่ไรน์มอบตัวให้เขาที่โรงแรม
ความไว้วางใจที่เขาได้ทำลายมันลงไป

TBC