crisis

Thursday, January 13, 2005

crisis5 (end)

By SF

ไรน์เปิดประตูห้องผู้ป่วยอย่างระวัง เมื่อมองตรงไปที่เตียงก็เห็นร่างสูงนอนยังคงหลับสนิทอยู่ ร่างบางค่อยจรดปลายเท้าเข้าไปพิจารณา ใบหน้าคมสันดูซีดเผือดไปเล็กน้อย ปอยผมหล่นลงมาปิดหน้าผากทำให้ใบหน้าเข้มนั้นดูอ่อนเยาว์ลง ไรน์เสยผมให้อย่างอ่อนโยน มองดูแพขนตาหนาแล้วก็อดใช้ปลายนิ้วกรีดเล่นไม่ได้
“ขอโทษนะครับ ถ้าไม่เป็นเพราะผม คุณคงไม่ต้องบาดเจ็บขนาดนี้” ไรน์กระซิบ มือไล้ใบหน้าคมสันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะก้มลงแตะริมฝีปากไปที่ปลายคางเบาๆ แต่ยังไม่ทันเงยหน้า ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ทำท่าหลับสนิทอยู่เมื่อครู่ก็กระพริบวูบ พร้อมกับเหนี่ยวต้นคอเล็กโน้มริมฝีปากบางลงมาจุมพิตอย่างอ่อนหวาน
“อื๊อ!” ไรน์อุทานออกมา ทำให้เควินฉวยโอกาสแทรกปลายลิ้นขโมยจุมพิตจากริมฝีปากอ่อนบางทันที ไรน์วางมือลงบนอกกว้างเมื่อถูกรั้งให้เอนร่างลงไป ร่างบางจุมพิตตอบอย่างอ่อนโยน ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมา เมื่อมือใหญ่เริ่มลูบคลำเปะปะไปทั่วร่างบอบบาง
“เควิน จะทำอะไรน่ะ” ไรน์ปรามเบาๆ หน้าแดงเมื่อเห็นแววตาของชายหนุ่มทอประกายระยับขึ้น
“ก็จะทำอย่างนี้ไง” เควินพูดพร้อมกับเลื่อนมือลงไปที่สะโพกนุ่มของไรน์
“เควิน คุณยังเป็นคนเจ็บอยู่นะ” ไรน์อุทานออกมาอย่างอ่อนใจ
“แค่ถูกยิงที่ขาเท่านั้น ส่วนอื่นยังใช้ได้อยู่นะ” เควินตอบ แววตาส่อความหมายลึกซึ้งที่ทำให้ไรน์ถึงกับหน้าแดง
“บ้า! ทะลึ่ง! ลามก!” ไรน์หลุดปากออกมา เควินหัวเราะรั้งร่างที่กำลังจะขยับหนีไว้แน่น จนไรน์ไม่กล้าขยับเพราะกลัวว่าจะไปกระเทือนแผลที่ต้นขาของชายหนุ่ม
“ก็ใครมายั่วกันก่อนล่ะ”
“ไม่ได้ยั่วซักหน่อย”
“ไม่รู้ล่ะ คุณต้องรับผิดชอบด้วย” เควินกระซิบริมหูเบาๆ แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนร้อนแรง พร้อมกับจับมือไรน์ลูบลงไปที่ส่วนล่างของเขา ไรน์หน้าแดงกระตุกมือกลับทันทีเมื่อสัมผัสความแข็งแกร่งภายใต้กางเกงผ้าเนื้อบางของชุดผู้ป่วย แต่เควินไม่ให้โอกาสไรน์ได้ปฏิเสธ คว้าร่างบางนั้นลากขึ้นมาทาบบนร่างเขาจนได้
“เควิน” ไรน์ปรามอย่างอ่อนแรง เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวจุมพิตที่ใบหูเล็ก ฟันแข็งแรงขบเม้มจนทำให้ร่างบางถึงกับสะดุ้ง ไรน์แว่วเสียงหัวเราะเบาเมื่อจมูกโด่งนั้นเลื่อนลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่น มือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อออกอย่างชำนาญแล้วเลื่อนมือเข้าไปใต้เสื้อเชิ้ตของไรน์ เสียงปรามเริ่มขาดหายไปเมื่อปลายนิ้วบีบขยี้ยอดอกเขาอย่างนุ่มนวล
“อื๊อ...อย่านะ เค..วิน” ไรน์ขยับตัวทำให้สะโพกเสียดสีกับบาดแผลของเควิน ชายหนุ่มนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเจ็บแต่มือยังไม่ยอมหยุด แต่ไรน์รีบขยับถอยห่างทันทีเมื่อเห็นดังนั้น
“เควิน เจ็บแผลหรือครับ” ไรน์ถามอย่างกังวลแต่มือใหญ่คว้าชายเสื้อร่างบางไว้ทันที
“ไม่! ไรน์ ผมต้องการคุณ” เควินไม่ยอมให้ร่างบางถอยหนี เพราะตอนนี้ความเป็นชายของเขากำลังปวดร้าวและต้องการการปลดปล่อยยิ่งกว่าบาดแผลที่ต้นขาเสียอีก เขานอนอยู่ตั้งหลายวันแล้ว คิดถึงไรน์อยากรักให้สมกับความต้องการเหลือเกิน ไรน์มองแววตาดื้อดึงเปี่ยมแววปรารถนาแล้วก็ต้องยอมแพ้โน้มศีรษะไปกระซิบข้างหูเบาๆ
“ก็ได้ครับเควิน แต่ปล่อยผมก่อนนะครับ” เมื่อเควินยอมปล่อยมือ ไรน์จึงลุกขึ้นไปล็อคประตูห้องแล้วเดินกลับมาที่เตียง เควินเอื้อมมือไปแต่ไรน์ขยับถอย
“ไม่ ! เควิน อย่าขยับเดี๋ยวจะกระเทือนแผล” ไรน์กระซิบใบหน้าแดงเรื่อ ทำให้เควินมองอย่างแสนรัก
ไรน์ค่อยขยับขึ้นเตียงมานั่งระหว่างต้นขาแข็งแรง เควินยกแขนขึ้นไปรองศีรษะแล้วมองร่างบางที่หน้าแดงระเรื่อเหมือนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สายตาคมกริบคู่นั้นจึงทอประกายยั่วเย้าเหมือนท้าทาย ทำให้ไรน์นึกอยากเอาชนะขึ้นมาทันที
ร่างบางยืดตัวขึ้นจุมพิตที่ปลายคางแข็งแรงได้รูป ปลายลิ้นอ่อนนุ่มไล้เลียลงมาตามลำคอแข็งแรงเลียนแบบการกระทำของชายหนุ่มเมื่อครู่ มือเล็กค่อยๆ ปลดเชือกที่ผูกเสื้อผู้ป่วยออก ไล้ปลายนิ้วแผ่วเบาไปทั่วแผ่นอกกว้างแข็งแรง แล้วฟันซี่เล็กก็ขบย้ำลงมาตามหน้าอก ลมหายใจผะแผ่วแตะต้องผิวหนังทำให้เควินพึมพำเสียงพร่า นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมมาที่ศีรษะเล็กเสยผมนุ่มแล้วดันให้เลื่อนลงข้างล่าง ไรน์ค่อยลดริมฝีปากลงขณะมือเลื่อนลงไปปลดปล่อยความแข็งแกร่งของเควินให้เป็นอิสระ
เควินถอนใจลึก เมื่อริมฝีปากเปียกชื้นสัมผัสความเป็นชายของเขาอย่างขลาดอายในตอนแรก นิ้วเรียวบางสัมผัสเคล้าคลึงขณะที่ริมฝีปากบางก็ตวัดไล้เลียเขา เสียงครางของเควินทำให้ไรน์มั่นใจยิ่งขึ้น เควินสอดนิ้วไปใต้เรือนผมนุ่มกำแน่นเมื่ออารมณ์เริ่มทวีสูงขึ้น
“อืมม์ ไรน์” เควินครางออกมา ร่างเครียดเกร็ง พระช่วย! ริมฝีปากนุ่มนวลอบอุ่นกระตุ้นเร้าเขาจนแทบจะเลยผ่านขอบเขตการควบคุมตัว ชายหนุ่มมองศีรษะที่เล็กขยับเข้าออกเป็นจังหวะ ในที่สุดสะโพกแกร่งกระตุกอย่างยอมแพ้พร้อมกับฉีดพุ่งน้ำสีขาวขุ่นร้อนผ่าวออกมา
“อึ๊..” ไรน์อุทานพร้อมกับจะถอนริมฝีปากออก แต่มือใหญ่กลับประคองศีรษะเล็กไว้แน่น ร่างบางจึงลิ้มรสความปราถนาของชายหนุ่มเข้าไปก่อนจะเงยหน้าขึ้น
เควินหอบหายใจพร้อมกับยิ้มที่มุมปากเมื่อดึงร่างบางขึ้น แววตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มอิ่มเอมทำให้ไรน์หน้าแดงเรื่อด้วยความอาย มือใหญ่ของชายหนุ่มเช็ดใบหน้าเรียวและมุมปากที่ยังเปรอะเปื้อนคราบของเหลวของเขาอยู่ พร้อมกับโน้มศีรษะเล็กลงมาจุมพิตไล้เลียมุมปากบางเบา เคล้าเคลียก่อนจะแทรกปลายลิ้นเข้าไป ไรน์อ้าปากรับลิ้นอุ่นร้อนเข้ามาอารมณ์ทำท่าจะตื่นเพริดก่อนจะนึกขึ้นได้ ไรน์หน้าแดงหายใจถี่เร็ว ขณะถอยหนีพร้อมกับเตือนเบาๆ
“พอ...พอได้แล้ว เควิน” ร่างบางขยับลุกแล้วเดินเข้าห้องน้ำทันที ได้ยินเสียงเควินหัวเราะตามหลังเข้าไป
ไรน์เช็ดหน้าที่แดงระเรื่อ แล้วก็ยืนหน้ากระจกในห้องน้ำเนิ่นนานถึงจะกล้าเดินออกมา พอสบตาที่แสดงความพึงพอใจ และอิ่มเอมจากร่างสูงก็หน้าแดงอีกรอบแล้วรีบขมวดคิ้วทำหน้าบึ้งใส่อย่างโกรธแกมอาย ก่อนจะเดินไปปลดล็อคประตูแล้วก็หมุนตัวไปนั่งที่ริมหน้าต่างห่างจากเตียงออกเป็นวา ไม่สนใจเสียงประท้วงจากร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียง

เสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้ไรน์หันขวับ เมื่อเห็นบิดาและโรเจอร์เดินเข้ามาร่างบางก็ยิ้มรับก่อนจะตวัดสายตาไปยังชายหนุ่มอย่างเตือนๆ ทำให้เควินยิ้มเล็กน้อย
“เป็นไงบ้างเควิน” นายพลเรืออาวุโสยิ้มอย่างอารมณืดีเมื่อทักชายหนุ่ม
“ดีขึ้นแล้วครับท่าน อีกไม่นานคงกลับไปทำงานได้” โรเจอร์พยักหน้า ขณะที่คีธยิ้มเมื่อเห็นบุตรชายนั่งอยู่ร่างสูงเดินเข้าจุมพิตแก้มนวลใสที่เอียงให้ พร้อมกับบ่นเล็กน้อย
“เดี๋ยวพ่อกับโรเจอร์ก็มาเยี่ยมเควิน บอกให้รอพ่อก่อนแล้วมาพร้อมกันก็ไม่ฟัง ไม่รู้จะรีบมาทำอะไรแต่เช้า” ไรน์หน้าแดงหลบตาบิดาเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งทำผ่านไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ทำให้คีธมองท่าทางของไรน์อย่างสงสัย แล้วเหลือบตาไปดูเควินที่นั่งวางสีหน้าเรียบเฉยอยู่บนเตียง
“งานเสร็จสิ้นเรียบร้อย ผมคงจะถอนทีมปฏิบัติการออกจากบ้านคุณภายในสองสามวันนี้นะครับ คีธ ผมแน่ใจว่าคงไม่มีปัญหาอะไรอีก”
“อืมม์! พวกคุณทำงานได้ดีมาก ขอบคุณอีกครั้งนะเควิน แล้วนี่หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่”
“อีกอาทิตย์นึงครับ ช่วงนี้ผมจะให้ร็อบรับผิดชอบงานแทน ก่อนที่จะถอนทีมออกมา” ไรน์เหลือบตามองเควินเมื่อได้ยินคำตอบ ดวงตางดงามหม่นลงด้วยความไม่มั่นใจปนหวาดระแวง
‘งานจบแล้ว เควินกำลังจะจากไปเหมือนครั้งที่แล้วอีกหรือเปล่า’
เควินสบตาไรน์แล้วก็ชะงัก ชายหนุ่มเข้าใจความหวาดระแวงนั้นเขาอยากจะยืนยันความรู้สึกให้ร่างบางมั่นใจในตัวเขา แต่ก็ติดขัดที่คีธกับโรเจอร์ยังยืนอยู่

ทางฝ่ายคีธเองก็มองแววตาหวั่นไหวของไรน์แล้วก็ต้องถอนใจ กระชับไหล่บางของบุตรชายให้แน่นก่อนจะหันมามองเพื่อนสนิท โรเจอร์สบตาคีธ เห็นเพื่อนพยักหน้าให้สัญญาณ จึงเรียกไรน์
“มานี่เถอะไรน์ ไปหาหมอกับลุงนะ ลุงอยากจะคุยกับหมอให้ละเอียดเรื่องอาการของเควินเสียหน่อย”
“ครับ” ไรน์ลังเลก่อนจะรับคำเบาๆ เหลือบตามองเควินแล้วหมุนกายเดินตามโรเจอร์ไป

เมื่อไรน์พ้นห้องไปแล้ว คีธจึงหันกลับมามองร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียง ร่างสูงอายุถอนใจก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างไม่อ้อมค้อม
“ไรน์เป็นดวงใจของผมนะเควิน ผมจะไม่ยอมให้ใครทำให้ไรน์เป็นทุกข์หรือเสียใจเป็นอันขาด” คีธเดินไปที่หน้าต่างแล้วหันกลับมามองร่างสูงที่ยังนอนบนเตียง เควินสบตาคีธอย่างมั่นคง
“ผมก็เช่นกันครับ คีธ ผมรักไรน์” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างมั่นใจ คีธอึ้งเมื่อได้ยินการยอมรับของชายหนุ่มแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว ร่างสูงอายุพึมพำค้านออกมา
“แต่ไรน์ยังเด็กนักนะเควิน คุณแน่ใจแล้วหรือ” คีธถามทั้งที่รู้ว่าความรู้สึกของไรน์ที่มีให้กับชายหนุ่มตรงหน้าเขานั้นลึกซึ้งแค่ไหน
ดวงตาเควินอ่อนโยนลง เมื่อได้ยินคำถามนั้น คำถามที่เขาเคยถามตนเองและยึดมันไว้เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธไรน์มาตลอด จนกระทั่งวันที่ไรน์ถูกยิง วันนั้นเขาเกือบจะสูญเสียไรน์ไป เขาจึงได้รู้ตัว
“ผมแน่ใจในตัวไรน์เช่นเดียวกับที่แน่ใจในตัวเอง”
“แต่ถ้ามันมีอะไรที่เปลี่ยนไปล่ะ คุณจะยอมปล่อยไรน์ไป ใช่มั้ย?” เควินเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น
“หมายความว่าอะไรครับ”
“ผมหมายถึงถ้าไรน์ต้องการที่จะไปจากคุณ หรือเมื่อเขารู้ตัวว่าเขาต้องการคนอื่นมากกว่าคุณ” เควินนิ่งไปนานเมื่อได้ยินประโยคนั้น ชายหนุ่มสบตาคีธ
“ไม่! คีธ ผมจะไม่ปล่อยไรน์ไป เพราะผมแน่ใจว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น และผมก็แน่ใจว่าผมดีที่สุดสำหรับไรน์ จะไม่มีใครรักเขามากไปกว่าผม”
คีธนิ่งงันไปเมื่อได้ฟังคำตอบที่เชื่อมั่นในตัวเองเช่นนั้น ร่างสูงอายุถอยกายไปทรุดตัวนั่งที่เก้าอี้อย่างอ่อนใจ ‘นี่เขาคงจะขัดขวางไม่ไหวแล้วล่ะมั้ง’ แม้เขาจะพยายามปกป้องไรน์แต่ไรน์ก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง และถ้าไรน์เลือกคนตรงหน้านี้เขาคงพอจะวางใจได้
“แล้วหลังจากนี้ไป คุณจะทำอย่างไร” คีธถามเหมือนจะยอมรับ
“ผมต้องกลับไปดูแลเดเวอโร ซีเคียวริตี้ ให้กับอเล็กซ์ต่อ ซึ่งจะเป็นงานบริหารอย่างเดียวเท่านั้น ผมไม่อยากให้ไรน์เป็นกังวลเวลาผมต้องออกไปทำงานเสี่ยงอันตรายอีก สำหรับทีมปฏิบัติการและฝ่ายรักษาความปลอดภัยนั้นก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ผมคงจะวางมือทางนั้นได้”
ในที่สุดคีธก็ยื่นมือให้ชายหนุ่ม
“ถ้าเช่นนั้นรับปากกับผม ดูแลไรน์ให้ดีที่สุดนะเควิน” เควินยิ้มขณะสัมผัสมือของคีธอย่างหนักแน่น
“ผมสัญญา”

ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ โรเจอร์ก็เคาะประตูห้องก่อนเดินเข้ามา เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถามคีธ
“ไง คุยกันเรียบร้อยแล้วรึ”
“อืมม์ กลับกับเถอะโรเจอร์ ฉันต้องเข้าประชุมตอนบ่ายนี้” แล้วคีธก็หันไปมองไรน์ที่กำลังเหลือบตาดูพวกเขาด้วยแววตาสงสัย โอบแขนรอบไหล่บาง
“ไรน์จะกลับพร้อมพ่อเลยหรือเปล่า ลูก” ไรน์หันมามองเควินอย่างลังเล ชายหนุ่มรีบเอ่ยทักท้วง
“ไรน์อยู่ก่อนนะ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
“งั้นพ่อกลับก่อนนะ ไรน์”
“ครับ” ไรน์รับคำเบาๆ เควินรอให้คีธกับโรเจอร์ออกไปพ้นห้องก่อน ชายหนุ่มมองร่างบางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แต่ไรน์กลับมองเมินไปที่ช่อดอกไม้หัวเตียง
“ไรน์ เข้ามาอีกนิดซิ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเรียกเบาๆ ไรน์เหลือบตามองนิดหนึ่ง
“อยู่ที่นี่ก็ได้ยินนี่ครับ มีอะไรก็พูดมาเถอะไม่มีใครเข้ามาสักหน่อย” เควินถอนใจก่อนจะสะบัดผ้าห่มแล้วขยับก้าวลงจากเตียงทันที
“เควิน!!” ไรน์อุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างสูงเซเล็กน้อย แล้วรีบก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วอ้อมแขนเรียวกอดประคองเควินไว้ ชายหนุ่มรีบฝืนร่างไว้ไม่ให้ล้มทับไรน์ได้ทันพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
“เควิน คุณทำอะไรน่ะ เดี๋ยวปากแผลก็เปิดหรอก” ไรน์อุทานอย่างโกรธๆ แต่กิริยาประคับประคองชายหนุ่มไปนั่งที่เก้าอี้มุมห้องกลับอ่อนโยนยิ่งนัก เควินทรุดนั่งลงพร้อมกับมือแข็งแรงที่คว้าร่างบางลงมานั่งซ้อนตัก ไรน์ขยับจะดิ้นแต่เมื่อนึกถึงแผลของชายหนุ่มจึงชะงัก แต่ร่างบางยังคงเมินไม่สบตาเควิน
“อย่าพึ่งโกรธสิไรน์ ฟังผมก่อนนะ” เควินง้อเบาๆ
“ผมรู้ คุณกำลังจะไปอีกแล้ว คุณจะบอกผมอย่างนั้นใช่ไหม” ไรน์พึมพำเสียงพร่า ดวงตาสีทองเริ่มพร่ามัว ร่างบางรีบซุกหน้าเข้าหาอกกว้างเพื่อซ่อนใบหน้า เควินเชยคางเล็กขึ้นพอสบตาฉ่ำด้วยหยาดน้ำคู่นั้นแล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกเสียใจที่ทำให้ร่างบางเจ็บปวดด้วยความเข้าใจผิด
“ไม่ ผมจะไม่ไปไหน” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงอ่อนโยน ก้มหน้าลงจุมพิตแก้มนวลใส ร่างบางเบือนหน้าหนีพยายามกล้ำกลืนน้ำตา
“แต่คุณบอกว่างานเสร็จแล้ว คุณกำลังจะไป”
“ใช่งานผมเสร็จแล้ว ผมบอกว่าจะถอนทีมปฏิบัติการออก ไม่ได้บอกว่าจะไปไหนเสียหน่อย” ไรน์เงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อสบตาคมกริบที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนคู่นั้นร่างบางหน้าแดงระเรื่อขึ้น เควินกระซิบเบาๆ
“ผมรักคุณ ไรน์ หลังจากนี้ไปผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ผมสัญญาคุณจะมีผมเป็นบอดี้การ์ดไปตลอดชีวิต” ไรน์ครางแผ่วเบาอย่างยินดีพร้อมกับกอดร่างสูงแนบแน่น เควินลูบแผ่นหลังบอบบางนั้น
“ตอบผมสิ ไรน์ ว่าคุณยินดีที่จะอยู่กับผมไปตลอดชีวิตใช่มั้ย”
“ครับเควิน” ไรน์พึมพำออกมาแผ่วเบา เควินยิ้มออกมาอย่างยินดี ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกอ้อมแขนกระชับร่างบางแนบแน่นจนแทบจะเป็นร่างเดียวกัน

c c c c c c

นิ้วเรียวแข็งแรงของชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังผูกเน็คไทชะงักเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากร่างบอบบางที่กำลังนอนคว่ำหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง มีเพียงผ้าห่มสีขาวสะอาดพันตัวไว้รุ่ยร่าย เผยให้เห็นเรียวขางดงามและแผ่นหลังเปลือยเปล่า ใบหน้าถูกซ่อนอยู่ภายใต้เรือนผมยุ่งๆ เห็นเพียงสันจมูกโด่งเล็ก ดวงตาคมกริบที่เหลือบมองร่างงดงามนั้นทอประกายอ่อนโยน
เควินคุกเข่าลงข้างๆ ก้มลงจุมพิตต้นคอหอมกรุ่นไล่ริมฝีปากมายังแผ่นหลังเปลือย ริมฝีปากได้รูปอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงครางเบาๆ จากร่างที่ยังคงหลับสนิทอยู่ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างตัดใจคลี่ผ้าห่มที่พันรุ่ยร่ายอยู่ขึ้นคลุมตัวให้ ก่อนจะลุกขึ้นคว้าเสื้อนอกแล้วเดินออกจากห้องนอนไป

“กริ๊งงงงงง....”
ไรน์ขยับลืมตาอย่างงัวเงีย ร่างเปลือยพลิกตัวบนเตียงนุ่มกว้างใหญ่มองแสงสว่างที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานกว้างของห้องนอนเข้ามาอย่างง่วงงุน ก่อนจะมองหาต้นเสียงแล้วเอื้อมมือไปรับ
“ฮัลโหล..”
“อรุณสวัสดิ์ ไรน์ นี่พ่อเองนะลูก เป็นไงบ้าง” ไรน์คลี่ยิ้มเมื่อได้ยินเสียงคีธ แม้เขาจะมาอยู่กับเควินที่แมนชั่นของชายหนุ่มเดือนหนึ่งแล้ว แต่พ่อก็ยังเป็นฝ่ายโทรมาทักทายแทบจะทุกเช้า
“สบายดีครับพ่อ แล้วพ่อล่ะครับ”
“ไม่ค่อยสบายหรอก คงเพราะคิดถึงใครบางคนน่ะ วันนี้กลับบ้านมากินข้าวกับพ่อนะ ชวนเควินมาด้วยก็ได้”
“ครับพ่อ” ไรน์หัวเราะ ได้ยินน้ำเสียงสะบัดเล็กน้อยเมื่อพ่อของเขาเอ่ยถึงเควิน คีธยังคงตั้งแง่กับเควินอยู่บ้างที่พาไรน์ออกมาอยู่ที่แมนชั่นส่วนตัวของเขา คีธค่อยวางหูลงหลังจากคุยไปสักพักพร้อมกับยิ้มเมื่อได้ยินเสียงแจ่มใสอย่างมีความสุขของบุตรชาย

ไรน์มองไปรอบๆ ห้องนอนกว้างที่ตกแต่งอย่างงดงามแต่ก็ดูเรียบง่าย ด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่ทุกชิ้นถูกเลือกสรรด้วยฝีมือนักตกแต่งชั้นเลิศ
นี่ก็สายมากแล้ว เควินคงไปทำงานโดยไม่ได้ปลุกเขา ไรน์บิดตัวแล้วก็ครางเบาๆ เมื่อรู้ปวดเมื่อยและระบมไปหมด เมื่อคืนนี้เควินดูเร่าร้อนและรุนแรงจนไรน์แทบจะถูกเผาไหม้ด้วยอารมณ์พิศวาส ร่างนุ่มนิ่มถูกจับพลิกแพลงหลายลีลาตามความต้องการของชายหนุ่ม กว่าเควินจะสมปรารถนาไรน์ก็แทบจะช้ำไปทั้งตัว
ไรน์หย่อนเท้าลงจากเตียง ร่างเปลือยทรงตัวขึ้นก่อนจะเหลือบมองกระจกเงาบานใหญ่ติดผนังแล้วก็อุทานเมื่อเห็นผิวขาวนวลปรากฏรอยแดงช้ำไปทั่ว โดยเฉพาะหน้าท้องเรียบเนียนและต้นขาเรียว มือบางไล้เบาๆ ที่รอยช้ำแล้วให้รู้สึกวาบหวิวขึ้นมาเมื่อนึกถึงริมฝีปากร้อนผ่าวที่ทิ้งรอยเหล่านี้ไว้ ไรน์รีบสะบัดศีรษะแล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำทันที

c c c c c c

ไรน์ก้าวออกจากลิฟท์ที่ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด ซึ่งเป็นส่วนทำงานของคณะผู้บริหารของเดเวอโร ซีเคียวริตี้ โซนของห้องทำงานถูกแยกจากกันเป็นสัดส่วน ตกแต่งหรูหราและดูสง่าและงดงาม ร่างบางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างสนใจ เนื่องจากเขาพึ่งเคยมาที่ทำงานของเควินเป็นครั้งแรก

“ขอโทษครับ ผมชื่อไรน์ ดาร์ซีย์ ผมมาขอพบคุณเควิน” ชาร์ล เลขาหนุ่มร่างสูงเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะมองร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มอ่อนโยนและดวงตางดงามสีอำพันแจ่มใสของไรน์ทำให้ชาร์ลต้องยิ้มตอบอย่างลืมตัว
“ผู้อำนวยการกำลังมีแขก รอสักครู่ผมจะเข้าไปเรียนให้ท่านทราบนะครับ”
“ขอบคุณครับ”
ไรน์ยิ้มก่อนจะถอยไปนั่งรอในส่วนที่เป็นบริเวณรับรองแขก ซึ่งถูกกั้นแยกจากส่วนทำงานด้วยฉากฉลุงดงาม ยกมือดูนาฬิกาเกือบเที่ยงแล้วคงรออีกไม่นานนัก ร่างบางยิ้มน้อยๆ ขณะคว้าหนังสือพิมพ์บนโต๊ะขึ้นอ่าน
สักครู่ใหญ่ประตูห้องทำงานก็เปิดออก ไรน์เหลือบมองผ่านลวดลายละเอียดของฉาก ดวงตาสีทองทอประกายระยับขึ้นเมื่อเห็นร่างสูงพร้อมกับขยับจะลุกขึ้น แต่แล้วร่างบางก็ชะงักเมื่อชายหนุ่มเบี่ยงตัวให้หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา
“เจสซิกา..” ไรน์พึมพำออกมาเบาๆ เมื่อเห็นถนัดตา มองมือเรียวงามของหญิงสาวที่แตะปกเสื้อเควินแล้วก็จุมพิตแก้มก่อนจะกระซิบพูดอะไรเบาๆ กับชายหนุ่ม
“ชาร์ล ส่งคุณเจสซิกาด้วย” เควินหันไปสั่งเลขาเขาก่อนจะปิดประตูห้องทำงาน ชาร์ลยิ้มก่อนจะเดินนำหน้าหญิงสาวไปที่ลิฟท์พร้อมกับกดเรียกให้

ชาร์ลหันกลับเมื่อประตูลิฟท์ปิด แล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างบางลุกขึ้นแล้วเดินตรงมายังลิฟท์โดยไม่รอพบเจ้านายเขา
“อ้าว ไม่รอพบท่านแล้วหรือครับ ผมกำลังจะเข้าไปเรียนท่านทราบ” ชาร์ลยิ้มอย่างมีไมตรี โดยไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมอยากอำนวยความสะดวกให้หนุ่มน้อยตรงหน้านี้นัก
“เอ่อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วครับ พอดีผมนึกได้ว่ามีธุระเลยต้องรีบไปก่อน ขอบคุณมากครับ” ไรน์ฝืนยิ้มก่อนจะตอบอย่างสุภาพ
“ไม่เป็นไรครับ” ชาร์ลก้มศีรษะให้ก่อนจะหันไปกดลิฟท์ให้อีกครั้ง
ไรน์ยืนกอดอกพิงผนังลิฟต์ แม้จะรู้ตัวว่าเป็นที่รักมากมายแค่ไหนแต่ร่างบางก็อดคิดอย่างขุ่นข้องไม่ได้ จนทำให้ไม่อยากเข้าไปพบเควิน ‘ฮึ! ไหนว่าเควินไม่ได้ติดต่อเจสซิกา แล้วทำไมเจสซิกาถึงมาหาได้ แถมยังดูสนิทสนมกันเหมือนเดิมอีกต่างหาก’

c c c c c c

เควินวางปากกาลงเหลือบดูนาฬิกาเย็นมากแล้ว เขาพึ่งจะเสร็จจากประชุมตอนบ่าย พอดีอเล็กซ์กับแม็กซ์มาร่วมด้วยทำให้การประชุมยืดเยื้อจนถึงเย็น ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ใช้เท้าหมุนเก้าอี้หันหน้าไปทางหน้าต่าง
“นีนี่ หรือ ขอสายไรน์หน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยทันทีที่ได้ยินเสียงตอบของแม่บ้าน
“คุณไรน์ออกไปหาคุณนี่คะ บอกนีนี่ว่าไม่ต้องทำอาหารเที่ยงกับอาหารเย็นจะไปรับประทานกับคุณ” แม่บ้านตอบอย่างงงๆ
“แล้วออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เควินขมวดคิ้วทันที เหลือบตามองนาฬิกาอีกครั้ง
“ตั้งแต่ก่อนเที่ยงอีกนะค่ะ”
“อะไร ทำไมยังมาไม่ถึงอีก” เควินร้อนใจขึ้นมาเมื่อเห็นเวลาผ่านไปตั้งนานแล้ว ชายหนุ่มเงยหน้ามองชาร์ลซึ่งหอบเอกสารเข้ามาให้เซ็น เลขาหนุ่มวางเอกสารลงบนโต๊ะมองสีหน้ายุ่งๆ ของเจ้านาย
“ชาร์ล วันนี้มีใครมาหา แล้วไม่ได้พบผมหรือเปล่า” เลขาหนุ่มทบทวนความคิดอย่างรวดเร็ว
“ครับ ก่อนเที่ยง คุณไรน์ ดาร์ซีย์ มาขอพบท่านแต่รอสักครู่ก็กลับไปนะครับ”
“บ้าจริงชาร์ล ทำไมไม่เข้ามาบอกผม” เควินเงยหน้ามองชาร์ล เลขาของเขาอย่างโมโห
“ตอนนั้นท่านมีแขกครับ และพอคุณเจสซิกากลับ ผมกำลังจะเข้ามาเรียนท่าน คุณดาร์ซีย์กลับบอกไม่เป็นไรแล้วก็กลับเลยครับ” ชาร์ลรายงานเสียงเบาลงเมื่อเห็นสีหน้าเจ้านาย เควินทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้โบกมือให้ชาร์ลออกไปได้ ทำไมต้องประจวบเหมาะขนาดนี้นะไรน์คงเห็นเขาอยู่กับเจสซิกาล่ะสิ ชายหนุ่มเริ่มร้อนใจ
“บ้าจริง” เควินสบถในใจอีกครั้งเมื่อติดต่อไรน์ไม่ได้เลย โทรศัพท์มือถือก็ปิด
เควินตัดสินใจโทรไปที่บ้านอีกครั้ง คราวนี้วางหูลงอย่างขุ่นเคืองนิดๆ เมื่อแม่บ้านบอกว่าไรน์โทรเข้ามาแล้ว บอกว่าจะไม่กลับบ้านและจะไปค้างที่บ้านคีธ แต่พอเควินโทรไปที่บ้านคีธ ไรน์กลับไม่ยอมรับโทรศัพท์ สำเนียงหัวเราะๆ อย่างพอใจของคีธได้ยินทางโทรศัพท์ทำให้อารมณ์ของเควินถึงกับโมโหกรุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ชายหนุ่มคว้าเสื้อที่พาดอยู่กับเก้าอี้ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างกับพายุ

c c c c c c

เควินมาถึงบ้านคีธเมื่อค่ำมากแล้ว ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็วทำให้คีธเงยหน้ามองเขาอย่างยิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยทัก
“อ้าว! เควิน ไม่เห็นไรน์บอกเลยว่าคุณจะมาด้วย”
“งั้นหรือครับคีธ สงสัยไรน์จะลืมไป” เควินตอบเสียงเย็น พยายามควบคุมความหงุดหงิดไว้
“แล้วไรน์อยู่ที่ไหนครับ”
“อยู่ในห้อง คุณจะอยู่รับอาหารเย็นกับเราหรือเปล่า ผมจะให้แม่บ้านเตรียมเพิ่มให้” เควินหันกลับมาเมื่อเดินขึ้นบันไดไปได้ครึ่งทาง
“แน่นอนครับ”
เควินก้าวขึ้นบันไดเขาจะต้องคุยกับไรน์ให้รู้เรื่อง ‘นี่อะไร แค่ไม่พอใจก็หนีกลับบ้านเสียแล้วยังไม่ทันได้คุยกันเลย ไม่เชื่อใจเขาเลยหรือไงรักออกจนขนาดนี้แล้ว’ เควินคิดอย่างหงุดหงิด เมื่อรู้สึกว่าตนเองชักจะเกรงร่างบางเข้าไปทุกวัน
เควินพยายามปั้นหน้าเข้มเมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วก็ชะงักเมื่อเห็นห้องว่างเปล่า แต่แล้วก็หันขวับเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ร่างบางสวมเสื้อคลุมสีขาวตัวยาวเดินออกมา และกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกโชกอยู่ ขณะที่ใช้อีกมือรวบสาปเสื้อตรงหน้าอกไว้ หยดน้ำเกาะพราวและไหลมาตามลำคอระหง
“เควิน” ชายหนุ่มได้ยินไรน์อุทานแผ่วเบาแววตาสีอำพันคู่นั้นทอประกายวูบหนึ่ง
โทสะของเควินลดวูบลงทันทีเมื่อเห็นภาพงดงามเบื้องหน้า ไรน์ก้าวเดินมาข้างหน้าสาปเสื้อที่แยกออกทำให้เห็นต้นขาเรียวดึงดูดสายตาชายหนุ่มอย่างไม่รู้ตัว เควินสูดลมหายใจลึกอย่างระงับอารมณ์เมื่อเห็นริ้วรอยที่เขาฝากรักไว้เมื่อคืนยังปรากฏชัด

“ไรน์” อารมณ์ของชายหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มือเอื้อมจะไปคว้าตัวร่างบางตรงหน้า แต่ไรน์เบี่ยงตัวหลบแล้วขยับไปนั่งที่เก้าอี้เล็กหน้ากระจกเงาบานสูงแบบเต็มตัวที่ออกแบบติดตู้เสื้อผ้าแบบเลื่อนให้เป็นห้องแต่งตัวได้ ร่างบางลงมือเช็ดเรือนผมต่อ แล้วค่อยเงยหน้าสบตาชายหนุ่มในกระจก
“ทำไมจู่ๆก็กลับมาบ้านอย่างนี้ ไม่บอกผมก่อน” เควินถามก่อนที่จะไขว้เขวไปกับร่างงดงามตรงหน้า น้ำเสียงพยายามทำให้แข็งอย่างที่ตนเองก็รู้ว่าแทบจะไม่สัมฤทธิ์ผล ไรน์หรุบสายตาลงก่อนจะตอบ
“ผมจะไปบอกคุณแต่..... เอ่อ..ช่างเถอะ ผมโทรไปบอกนีนี่ แล้วนะครับ” ไรน์ไม่สบตาเควิน ชายหนุ่มถอนใจในเมื่อไรน์ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ชายหนุ่มก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง พูดไปก็จะเหมือนกับว่าร้อนตัวเสียอีก เควินดึงผ้าขนหนูจากมือเล็กแล้วค่อยเช็ดผมที่ยังเปียกชื้นให้ มือเขาจับปลายผมนุ่มที่ตอนนี้เริ่มยาวขึ้นจรดจมูกลงไปอย่างอ่อนโยน
ไรน์ทำท่าจะเบี่ยงศีรษะแล้วก็ชะงักไว้ แต่เควินก็รู้ตัวทันที เขาจับคางเล็กให้หันมาสบตา ไรน์แตะปลายมือนั้นออกก่อนจะเบือนหน้าหนี แววตาสงบเฉยและทำกริยาเหมือนจะห่างเหิน แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร ทำให้เควินเป็นฝ่ายทนไม่ได้
“ไรน์ อย่าทำอย่างนี้กับผม” เควินพูดเสียงต่ำ ไรน์เบือนหน้ากลับมาตอบเสียงเรียบ
“ผมไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ” เควินชะงัก ก็ใช่สิเพราะการวางเฉยไม่แสดงอะไรนี่ทำให้เขากังวล เขาเริ่มรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เควินทิ้งผ้าขนหนูลงกับพื้น เชยคางร่างบางให้หันมาสบตาเขาคราวนี้จับไว้แน่นไม่ยอมให้ไรน์เบือนหน้าหนี
เควินสบตาสีอำพันงดงามนั้นแล้วค่อยยิ้มออกมาเมื่อมองเห็นแววตาไรน์ชัด
“คุณหึงผม? เพราะว่าวันนี้คุณเห็นเจสซิกามาหาผม” ไรน์หน้าแดงวูบท่าทางเย็นชาหายไปทันที เมื่อได้ยินคำสรุป
“ไม่ได้หึง” ไรน์สะบัดหน้ากลับมามองกระจกพยายามไม่สนใจร่างสูงที่ซ้อนอยู่เบื้องหลัง มือเล็กรวบเสื้อคลุมเมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์ทำท่าจะพลิกผัน
“งั้นทำไมจู่ๆ หนีกลับมาหาพ่อล่ะ
“พ่อชวนผมมาทานข้าวด้วย แล้วคืนนี้ผมก็ตั้งใจจะพักกับพ่อด้วย” ร่างบางเชิดหน้ายกมือกอดอกอย่างไม่ยอมแพ้
“ผมไม่ยอมนะ” เควินขัดขึ้นทันที
“ทำไม ดีเสียอีกคุณจะได้มีอิสระขึ้นไง จะไปไหนกับใครก็ได้ไม่ต้องห่วงผม”
“เฮ้อ! ผมจะไปไหนกับใครได้” ไรน์เหลือบตามอง เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะหลุดคำถามที่ติดอยู่ที่ริมฝีปาก
“แล้วเจสซิกาล่ะ” เควินเงยหน้ามองเพดานห้องทำท่าถอนใจ พึมพำให้พอให้ร่างบางได้ยิน
“แล้วบอกว่าไม่หึง คนปากแข็ง”
“เควิน !” ไรน์เสียงเขียวขึ้นทันที แต่เควินยังยิ้ม เฮ้อ! ให้ต่อปากต่อคำอย่างนี้เสียยังดีกว่าวางท่าเรียบเฉย เย็นชาแบบเมื่อครู่ ซึ่งทำเอาเขาใจไม่ดีเลย
“วันนี้เธอมาเชิญผมไปงานแต่งงานของเธอซึ่งจะจัดในเดือนหน้า คราวนี้ว่ายังไงล่ะ” เควินทำเสียงยั่วเมื่อเห็นสีหน้าคาดไม่ถึงของไรน์
“งั้นหรือครับ” ร่างบางเริ่มอึกอักเมื่อรู้ว่าตัวเองคิดระแวงไปเอง ‘ก็ใครจะไปรู้ล่ะ’ ไรน์คิดในใจ เหลือบมองชายหนุ่มกลับพบว่าสายตานั้นเริ่มซุกซนเลื่อนลงมาตามรอยแยกเสื้อคลุม มือบางรวบอกเสื้อทันทีแล้วพึมพำ
“เอ่อ! เควิน ให้ผมแต่งตัวก่อน เดี๋ยวจะได้ลงไปทานอาหารเย็นกับพ่อ” ไรน์ขยับแต่ชายหนุ่มกดไหล่บางนั้นไว้จมูกโด่งก้มลงซุกไซ้ลำคอพร้อมกับเลื่อนเสื้อคลุมลง
“หึ! เรื่องอะไร อย่างนี้ต้องลงโทษที่ไม่เชื่อใจผม” เควินพึมพำ มือใหญ่เอื้อมมากอดร่างบางพร้อมกับลดมือลงต่ำมาที่ระหว่างต้นขางดงาม ไรน์คว้ามือแข็งแรงนั้นไว้ทันที
“เควิน อย่า..” ไรน์พยายามขัดขืนแต่เรี่ยวแรงก็น้อยลงจนในที่สุดก็ต้องยอมแยกต้นขาเรียวออก เควินขยับปลายนิ้วเร่งเร้าจนไรน์เลื่อนมือไปจับขอบเก้าอี้เล็กนั้น
“ไรน์ลืมตามองสิ” ไรน์เปิดเปลือกตาขึ้นสบตาพร่ามัวด้วยแรงพิศวาสของตนในกระจก ร่างของเขาเปลือยเกือบหมด เสื้อคลุมร่วงมากองที่เอว ด้านหน้าเปิดโล่ง ไรน์จ้องดูเงาสะท้อนมือใหญ่แข็งแรงที่กำลังเคล้าคลึงเขา แล้วก็ครางเบาๆเมื่อความเสียวซ่านเริ่มทวีตามจังหวะมือ ไรน์สะอื้นเมื่อชายหนุ่มปล่อยมือออก แล้วก็อุทานเมื่อเควินหันเก้าอี้มาตรงหน้าเขา ชายหนุ่มคุกเข่าลงทดแทนมือนั้นด้วยริมฝีปากที่เปียกชื้นร้อนผ่าวของตนเอง ปลายลิ้นขยับไล้เลียอย่างชำนาญ
“อ๊ะ..อ๊าา...ฮึก..เค..เควิน” นิ้วเรียวสอดเข้าไปในเรือนผมสีเงินจิกแน่น เมื่อปลายลิ้นดูดกลืนเขา เควินเร่งจังหวะขึ้นจนในที่สุดร่างบางก็เกร็งกระตุกหลั่งรินออกมา ศีรษะเล็กสะบัด ร่างแอ่นโค้งปลายเท้าจิกเท้าพื้นพรมแน่น พร้อมกับอุทาน
“เควิน..” ไรน์หอบหายใจ ร่างบางแทบจะร่วงลงจากเก้าอี้ถ้าเควินไม่คว้าเอาไว้ เควินโน้มศีรษะไรน์ลงมาจุมพิตอย่างดูดดื่มไรน์ตวัดปลายลิ้นรับ ได้ลิ้มรสชาดของตนเองที่ยังคงหลงเหลือในริมฝีปากเควิน ไรน์หอบหายใจเมื่อเควินถอนริมฝีปากออก
“ไรน์..” ร่างบางมองเควินแล้วก็หน้าแดง เมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วไม่นานร่างสูงแข็งแกร่งก็ยืนเปลือยเปล่าตรงหน้า เควินดึงร่างไรน์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างบอบบางเอนเข้าหาร่างสูง ไรน์ครางแผ่วเบาเมื่อริมฝีปากนั้นจุมพิตลงมาอีกครั้ง พร้อมกับมือใหญ่ที่เลื่อนสัมผัสไปทั่วร่าง
“ไรน์ ผมรักคุณ” เควินแนบร่างสูงเข้าหาทำให้ไรน์รู้สึกถึงส่วนที่แข็งแกร่งของชายหนุ่ม ไรน์ถอนใจลึกอย่างพอใจกับเสียงกระซิบนั้นก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
เควินหมุนร่างบางหันหน้าเข้าหากระจกเงาแล้วขยับไปยืนซ้อนหลัง ร่างบางหน้าแดงเมื่อมองเข้าไปในกระจกบานสูงที่ถูกออกแบบมาให้ดูได้เต็มตัว ดังนั้นภาพทั้งคู่จึงสะท้อนให้เห็นในกระจกอย่างชัดเจน มือของชายหนุ่มเลื่อนไปที่สะโพกนุ่มปลายนิ้วแข็งแรงขยับไปที่ช่องทางคับแคบ ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อนิ้วเรียวสอดแทรกเข้ามาในตัว ริมฝีปากชายหนุ่มกัดเม้มที่ต้นคอบางพร้อมกับปลายนิ้วขยับเข้าออกช้าๆ ไรน์ครางเมื่อนิ้วนั้นเริ่มขยับเร็วขึ้น
“อึ๊ก..เควิน” ไรน์สูดลมหายใจลึก สะโพกขยับเคลื่อนไหวกับมือของเควินอย่างลืมตัว
“อา ไรน์ แยกขาออกสิ” ชายหนุ่มดึงนิ้วออกมา จับเอวบางไว้พร้อมกับแทรกความแข็งแกร่งเข้าไปอย่างรุนแรงครั้งเดียว ไรน์อุทานเมื่อรู้สึกถึงความคับแน่นร้อนผ่าวเต็มแน่นไปหมด มือวางแนบไปบนกระจกเมื่อรู้สึกถึงแรงกระแทกหนักหน่วงเบื้องหลัง สะโพกของเควินขยับเข้าออกบดเบียดช่องทางนุ่มละมุนที่กระชับรอบความแข็งแกร่ง ความปวดร้าวต้องการการปลดปล่อยเพิ่มทวีเมื่อกล้ามเนื้อบีบรัดเป็นจังหวะ ขณะที่บั้นท้ายนุ่มขยับตอบสนองเขาตามอารมณ์ที่ตื่นเพริดขึ้น
“อ๊ะ อาา...อ๊า..” ไรน์สะอึกเมื่อจังหวะนั้นรุนแรงขึ้น ร่างบางลืมตามองภาพสะท้อนจากกระจก ผิวขาวนวลของตนตัดกับร่างสูงผิวสีเข้มแข็งแรงที่ซ้อนหลังอยู่ สีหน้าสุขสมของเควินและ สะโพกที่ยังขยับเข้าออกทำให้ไรน์จับจ้องอย่างลืมตัว ผิวกายทั้งคู่เริ่มชื้นด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมา การร่วมรักเร่าร้อนแผดเผาจนทั้งคู่ไขว่คว้าหาความสุขอย่างลืมตัว
ไรน์เม้มริมฝีปากแน่นเมื่อมือชายหนุ่มเอื้อมมาขยี้ยอดอก อีกข้างหนึ่งเลื่อนลงไปกุมความตื่นตัวของเขาพร้อมกับลูบไล้อย่างชำนาญ ภาพสะท้อนบนกระจกยิ่งกระตุ้นเร้าอารมณ์ของทั้งคู่ให้ทวีสูงขึ้น เควินสบตาไรน์ในกระจกสีหน้าของร่างบางทำให้เควินครางออกมาพร้อมกับถอนกายออกมาจนเกือบสุด แล้วกระแทกฝังความแข็งแกร่งเข้าไปบดขยี้ความนุ่มละมุนไว้แนบแน่น ฟันคมๆ กัดลงต้นคอบอบบางอย่างลืมตัวเมื่อความเสียวซ่านพุ่งปราดขึ้นมากระตุกหลั่งความขาวขุ่น ร้อนผ่าวจำนวนมาก จนเอ่อนองออกมาตามต้นขาเรียว
“เควิน..” ไรน์กรีดร้องกับแรงกระแทกครั้งสุดท้ายของสะโพกแกร่ง กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกฉีดพุ่งความปรารถนาออกมารุนแรงจนเปรอะเปื้อนกระจกด้านหน้า กล้ามเนื้อที่รัดรอบชายหนุ่มยังกระตุกเป็นจังหวะบีบรัดชายหนุ่ม จนหลั่งกระทั่งหยดสุดท้ายออกมา
ร่างบางฟุบร่างกับพื้นผิวเย็นเฉียบของกระจก สะอื้นกับการถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรง เข่าอ่อนรูดลงกับกระจก ขณะที่เควินก็คุกเข่าลงซ้อนเบื้องหลังไรน์อย่างอ่อนแรงเช่นกัน ชายหนุ่มพยายามสูดลมหายใจลึกๆ เมื่อพอควบคุมตัวได้ เขาพึมพำปนหัวเราะ
“พระช่วย ไรน์ ผมอาจจะอายุสั้นเพราะเรื่องนี้ก็ได้”
ไรน์ครางเบาๆตอบ หมดแรงไม่สามารถขยับได้แม้สักนิ้วเดียว เควินขยับสะโพกบางออกจากร่างเขาแล้วช้อนร่างบางขึ้นวางลงบนเตียงแนบร่างสูงลงมา
ไรน์เอื้อมมือกอดร่างสูงน้ำหนักที่ทาบลงมาทำให้รู้สึกอบอุ่น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างสุขสม เควินพึมพำ
“....รักคุณไรน์ จำไว้เวลาโกรธหรือโมโหผมนะว่าผมรักคุณมากเหลือเกิน”
“ผมรักคุณครับ เควิน” ไรน์กระซิบตอบแผ่วเบา

c c c c c c

คีธนั่งมองโต๊ะอาหารแล้วก็ถอนใจ เมื่อนั่งรอจนอาหารจะเย็นแล้วทั้งคู่ก็ยังไม่ลงมาเสียทีเห็นทีวันนี้เขาจะต้องกินข้าวคนเดียวเหมือนเคย คีธพยักหน้าให้เริ่มเสริฟอาหาร แต่แล้วร่างสูงอายุก็ยิ้มออกมา เอาเถอะถึงยังไงวันนี้ไรน์ก็อยู่ที่นี่แล้วล่ะนะ

“อืมม์ เควินเราต้องลงไปแล้วนะครับเดี๋ยวพ่อจะรอ” ไรน์เหลือบตาดูนาฬิกา แล้วพึมพำขึ้นมาขณะที่เควินยังคงไม่เลิกรากับร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน
“ช่างสิ” เควินไม่สนใจริมฝีปากไล้ลงมา ชายหนุ่มเลียรอยแผลเล็กๆที่เกิดจากฟันของเขาเมื่อสักครู่ พรุ่งนี้ต้องเขียวช้ำแน่ๆ ชายหนุ่มพึมพำขอโทษ ไรน์สั่นศีรษะพร้อมกับจูบปลอบใจชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับ”
เควินถอนใจเมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ของตนเองที่เริ่มตื่นขึ้นมาอีก ชายหนุ่มเคล้าเคลียร่างบางตรงหน้าอย่างไม่สามารถห้ามใจได้ ไรน์ตาโตเมื่อรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่ต้นขาชายหนุ่มเริ่มขยายตัวขึ้นมาอีก ชายหนุ่มแยกต้นขาเรียวออกยกสะโพกบางสูงขึ้นจนเข่าแทบจะชิดอก
“เควิน ไม่ได้นะ พ่อกำลัง....อึ้ก...เควิน” ประโยคสุดท้ายขาดหายไปพร้อมกับอุทานชื่อชายหนุ่มออกมาเมื่อร่างสูงแทรกความร้อนผ่าวเข้ามาในร่างเขาอีกครั้งหนึ่ง
“บ้าจัง เควิน..อึ๊” ไรน์สะดุ้งอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มแกล้งขยับอีกครั้ง ไรน์หอบหายใจเมื่อจังหวะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เสียงหอบหายใจหนักหน่วง เสียงครางแผ่วหวานตามจังหวะรักของชายหนุ่มสลับกับเสียงทุ้มๆ ดังขึ้นแทนวาจาสนทนา จนกระทั่งไรน์กรีดร้องออกมาอีกครั้ง
แต่เควินยังไม่ยอมให้เขาได้พัก ร่างปวกเปียกของไรน์ถูกกระตุ้นอีกครั้ง ผิวกายไวต่อการสัมผัสไปทุกจุด ซึ่งแม้จะเหนื่อยขนาดไหนร่างสูงก็กระตุ้นเร้าจนร่างบางดิ้นเร่าไปด้วยความต้องการได้ทุกครั้งเสมอ
“อืมม์ ผมเหนื่อยเควิน ไม่ไหวแล้ว” ไรน์พึมพำออกมาหลังจากผ่านไปหลายครั้งหลายครา ต้นขาเรียวเต็มไปด้วยคราบเปรอะเปื้อนของทั้งคู่จนเหนอะหนะไปหมด เควินหัวเราะแผ่วๆ ถอนกายออกมาแล้วรวบร่างบางเข้ามากอด
“จำไว้นะ นี่เป็นการลงโทษว่าอย่าหนีผมมาบ้านคนเดียวอีก” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบ แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นร่างบางหลับไหลไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปาก
“คุณไม่มีทางหนีผมพ้นหรอก ไรน์ คุณเป็นของผม”
เควินยิ้มแววตานั้นมั่นคงเหมือนจะสาบานต่อหน้าร่างบางที่หลับไหลในอ้อมอกกว้างของเขา

END

crisis4

By SF

ไรน์ขยับตัวอย่างสงสัยหลังจากที่นั่งเงียบมาเป็นครู่ใหญ่ พวกเขามาถึงสนามฝึกหัดบินขนาดเล็กและเปลี่ยนเป็นใช้เฮลิคอปเตอร์เดินทางมาได้ชั่วครู่ โดยที่ร็อบลูกน้องคนหนึ่งของเควินเป็นคนขับเอง ไรน์มองทิวทัศน์เบื้องล่างผ่านกระจกหน้าต่างของเฮลิคอปเตอร์ แล้วก็พบว่าพวกเขาเริ่มเข้าสู่เขตเทือกเขาขนาดใหญ่ รอบข้างเริ่มเป็นป่าที่ทึบขึ้น ไรน์มองไปทางเควินเหมือนจะถามแต่ด้วยแรงทิษฐิทำให้ปิดปากเงียบอยู่
เควินสังเกตุเห็นอาการนั้นจึงพูดออกมา

“เรากำลังจะไปที่เคบินของผม ไรน์” ร่างบางพยักหน้ารับในที่สุดก็ถามออกมาค่อยๆ

“คุณมีที่พักอยู่ที่นี่ด้วยหรือครับ”

“อืมม์ ผมมีที่พักส่วนตัวอยู่ 2-3 ที่ ใช้เวลาต้องการพักผ่อนไม่อยากให้ใครรบกวน”

“อีกไกลหรือเปล่าครับ”

“อยู่ที่ร็อค ฮิล อีกไม่ไกลนัก แต่คงต้องเดินต่ออีกนิดหน่อยเพราะที่นั่นไม่มีที่จอด ฮ. เหมือนที่อื่นๆ” ไรน์เงียบไปอีกครั้ง แต่การเริ่มบทสนทนาทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ก็เริ่มดีขึ้น เควินมองท่าทางนั้นถอนใจเบาๆ เขาไม่ต้องการทนกับความอึดอัดเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามาใกล้โดยไม่สนใจอาการแข็งขืนนั้น ทำให้ไรน์กระซิบว่า

“ปล่อยนะ เควิน” แต่วงแขนนั้นยังรัดเขาไว้แน่น เควินเกยคางกับเรือนผมนุ่มสวยนั้นก่อนจะพึมพำ

“อย่าทำอย่างนี้เลยไรน์ ได้โปรด” ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อเรียกความไว้วางใจของไรน์กลับมา ไรน์ชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงว้าวุ่นจนใจอ่อนลง

“ผมอึดอัด” ร่างบางเอ่ยเบาๆ อย่างยอมแพ้ เควินยิ้มออกมาได้เมื่อได้ยินดังนั้นจึงคลายอ้อมแขนออกเล็กน้อย

“อืมม์ พักสักครู่ก็ได้นะไรน์ เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอนเลยไม่ใช่หรือ”

ไรน์หน้าแดงวูบเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน เพราะหลังจากเควินมาที่ห้องของเขาในคืนนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ถืออภิสิทธิ์เชิญตัวเองเข้ามาทุกคืน โดยอ้างว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนและดูแลไม่ให้เขาฝันร้าย

แล้วเควินก็ทำได้อย่างที่พูด ร่างสูงช่วยปลอบโยนเขาให้หายหวาดกลัว แล้วหลังจากนั้นก็ต่อด้วยกิจกรรมที่ทำให้เขาหลับสนิททั้งคืนด้วยความอ่อนเพลีย

ไรน์จำได้ว่าร่างกายเขาตอบสนองกับทุกสัมผัสของเควินที่แตะต้องปลุกเร้าเขาอย่างเร่าร้อนเพียงใด จนกระทั่งเขาต้องเอ่ยคำพูดวอนขออย่างไม่อาย และแม้กระทั่งตอนนี้แค่เพียงแขนแข็งแรงที่โอบกอดเขา และเสียงกระซิบที่ริมหูก็เพียงพอที่จะทำให้อารมณ์หวั่นไหว

เควินเองก็ยิ้มเมื่อเห็นไรน์หน้าแดงทำตัวแข็ง เขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงอาการตื่นตัวของตนเอง เมื่อนึกถึงร่างนุ่มนวลและเสียงวอนขอยามที่อยู่ในอารมณ์ปรารถนา

“ไรน์ตื่นเถอะเราต้องเดินต่ออีกนิด”

ร่างบางเผลอหลับไปวูบหนึ่งจนเควินเขย่าตัวเบาๆ ไรน์กระพริบตาเมื่อได้เสียงกระซิบข้างหูก่อนจะถูกดึงลงจาก ฮ. อย่างนุ่มนวล เควินกดศีรษะเขาลงขณะพาก้มตัววิ่งออกมา ไรน์มองทิวทัศน์เงียบสงัด และภูเขารอบข้างอย่างงงๆ ร็อบกำลังหิ้วกระเป๋าของไรน์ขึ้นมา

“นายเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บก่อน ร็อบ เดี๋ยวฉันจะพาไรน์ตามขึ้นไป” ร็อบรับคำก่อนจะเดินล่วงหน้าขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เควินจึงหันมาคว้าข้อมือไรน์เดินตามไป

ทางเดินบางช่วงเป็นทางแคบและเป็นโขดหินขรุขระบ้าง ทำให้เควินต้องคอยระวังไม่ให้ไรน์เกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ผ่านมาชั่วครู่จนไรน์เริ่มหอบหายใจ เควินจึงหันมามองอย่างให้กำลังใจ

“พ้นทางลาดข้างหน้าก็ถึงแล้วนะ ไหวมั้ย” ไรน์พยักหน้าอย่างอดทน

ไรน์อุทานเบาๆ เมื่อเห็นเคบินไม้ซุงหลังเล็กซุกตัวอยู่ริมเชิงผา ด้านหน้าเป็นลานหินแคบมีโขดหินบังลม ร่างบางมองไปรอบๆ อย่างถูกใจ แววตาเป็นประกายระยับก่อนจะเดินสำรวจดูไปรอบๆ

เควินมองไปทางร็อบซึ่งกำลังยืนรออยู่หน้าเคบิน ร็อบพยักหน้าพร้อมกับชูนิ้วสัญญาณว่าทุกอย่างเรียบร้อย เควินจึงหันไปบอกไรน์

“ไรน์เข้าไปพักข้างในก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยดูรอบๆ ก็ได้” เมื่อไรน์หายเข้าไปในเคบินเรียบร้อยชายหนุ่มก็หันมาทางลูกน้องทันที

“เรียบร้อย”

“ครับ ทุกอย่างติดตั้งเรียบร้อยตามที่สั่งครับ ผมตรวจดูทุกแห่งแล้ว”

“อย่าให้พลาดนะร็อบ เช็ควิทยุรับส่งเรียบร้อยแล้วนะ”

“ครับผม สำหรับทางโน้นถ้าเป็นอย่างที่เจ้านายคาดไว้ ไม่เกินอาทิตย์ผมลากตัวมันออกมาได้แน่”

“ดี ให้ข่าวมันตามแผน เราจะล่อมันออกมาเอง วางหน่วยล่าของนายไว้อย่าให้ผิดสังเกตล่ะ เราจะจัดการมันทีเดียวให้หมดทั้งฝูงเลย”

“ครับผม เจ้านาย”

ไรน์เดินสำรวจรอบเคบิน ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่นที่เชื่อมต่อกับครัวเล็ก พื้นไม้ถูกขัดถูเป็นมันวับ ปูด้วยพรมทอมือเนื้อหยาบแต่สีสันสดใสเป็นส่วนๆ

“ชอบหรือเปล่า” ไรน์หันขวับกลับมาเมื่อได้ยินเสียงทัก เควินยืนพิงประตูมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ไรน์เมินหน้าหนีก่อนจะตอบ

“ครับ”

“งั้นก็ไปพักเถอะ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องอาหารเย็นให้” พูดจบเควินก็เดินเข้าห้องครัวเปิดตู้เย็นคอปเปอร์โทนติดผนัง และลำเลียงเอาของสดที่ให้คนมาเตรียมไว้ก่อนออกมา ไรน์มองท่าทางของชายหนุ่มที่เป็นปกติเหมือนไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกันในรถแล้ว ร่างบางก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด เล็กน้อย

ไรน์เดินเข้าในห้องแล้วก็ชะงักเมื่อรู้ตัวว่าเคบินนี้มีห้องนอนเพียงห้องเดียว ร่างบางเม้มริมฝีปาก ‘หึ อย่าคิดว่าเขาจะลืม แล้วเลยตามเลยนะ’ ไรน์คิดก่อนคว้าผ้าเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

เควินเอียงหูเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเปิดน้ำ เขาค่อยวางมือลงและตรวจสอบเคบินเพราะไม่อยากทำต่อหน้าไรน์ให้เป็นกังวล เมื่อเปิดตู้ดูอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณและวิทยุรับส่งจนพอใจว่าเรียบร้อยดีแล้ว จึงเดินตรวจสอบตามจุดต่างๆอย่างรอบคอบ

ไรน์เดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำอย่างสดชื่น หลังจากแช่น้ำเสียนานเพราะเคบินหลังนี้เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งน้ำและไฟฟ้า ถึงแม้จะอยู่ในหุบเขาห่างไกลชุมชนก็ตาม คงมีเครื่องปั่นไฟอยู่ด้านหลังไรน์คิด เมื่อแต่งตัวเสร็จรก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

“ไรน์ เสร็จหรือยัง” ไรน์ไม่ตอบแต่เดินออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ

“อาหารอยู่ในเตาอบ ขอผมอาบน้ำเปลี่ยนชุดเดี๋ยว หิวหรือยัง” ไรน์สั่นหน้าปฏิเสธ ร่างสูงจึงเดินผ่านเข้าห้องนอน

ไรน์มองออกไปข้างนอกอาจจะเป็นเพราะอยู่บนเขาหรือไงถึงได้มืดเร็วขนาดนี้ แล้วหันมามองเตาอบเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนว่าครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ร่างบางดึงเอาอาหารออกมาและลงมือจัดโต๊ะพร้อมกับหันไปมองข้างนอกอย่างไม่สบายใจ เมื่อได้ยินเสียงลมพัดแรงขึ้น และไม่นานฝนเริ่มโปรยปรายลงมา ไรน์เดินไปที่หน้าต่างออกแรงดึงอย่างลำบาก แล้วก็ต้องเสียหลักเมื่อมือใหญ่เอื้อมมือมาช่วยดึงจากด้านหลัง ร่างบางถอยมาปะทะอกกว้างที่ยืนซ้อนอยู่จึงหันขวับกลับมา แล้วก็ชะงักกึกเมื่อจมูกชนกับอกกว้างของชายหนุ่มจนได้กลิ่นสบู่จางๆ เควินเองก็ชะงักมือค้างอยู่หน้าต่าง

บรรยากาศหยุดชะงักไปชั่วครู่ ไรน์เงยหน้าขึ้นสบตาสีน้ำเงินเข้มแฝงแววง้องอน ดวงตาสีอำพันค่อยอ่อนแสงลงเควินก้มหน้าลงช้าๆ แต่แล้วทั้งคู่ก็สะดุ้งเมื่อมีเสียงฟ้าผ่าดังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ก็เพียงพอให้ไรน์รู้ตัว ร่างบางก้มหน้างุดลงทันทีทำให้เควินถอนใจก่อนจะยอมถอยออกมา และค่อยหลีกทางให้ไรน์ขยับเดินไปที่โต๊ะอาหาร

เควินสบถในใจขณะพึมพำด่าฟ้าฝนและเทวดาไปตามเรื่อง ชนิดที่ถ้าเทวดามีจริงอาจพิโรธขนาดสั่งให้ฟ้าผ่าลงมาที่ชายหนุ่มเลยก็ได้ ทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะอาหารก่อนที่ลงมือกินอาหารเงียบๆ

เกือบเที่ยงคืนแล้ว ไรน์นั่งมองสายฝนผ่านกระจกหน้าต่าง ความมืด เสียงลมเสียงฟ้า รวมถึงการต้องอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยทำให้ไรน์รู้สึกหวั่นกลัวเล็กน้อย ร่างบางซุกตัวบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่เอียงศีรษะพิงพนักเก้าอี้ บรรยากาศเริ่มหวนกลับไปเหมือนป่าแห่งนั้น สถานที่คุมขังอันเปรียบเหมือนนรกที่เขาไม่อาจลืมได้

“ไรน์ ไปนอนเถอะอย่าฝืนเลย” เควินเอ่ยเรียก ไรน์หันกลับมามองเขาช้าๆ แววตาหม่นมัวก่อนที่จะกระพริบอย่างรู้ตัว แล้วพึมพำออกมา

“เมื่อครู่ผมนึกว่าตัวเองกลับไปอยู่ที่เซดาน” แม้ท่าทางจะเรียบเฉย แต่ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ว่างเปล่ากลับทำให้เควินกังวล ไรน์ดูถดถอยไปจากปัจจุบันมากขึ้น เป็นเพราะสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเป็นเพราะอะไรกันแน่นะ

“ถึงที่นี่จะเป็นเซดาน แต่ผมก็อยู่กับคุณ เราอยู่ด้วยกันไม่ใช่หรือไรน์” ไรน์มองเควินอย่างไม่แน่ใจ ชายหนุ่มมองตางดงามคู่นั้นแล้วคุกเข่าลงโอบร่างบางไว้

“ผมจะอยู่กับคุณ ไรน์ ผมจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ” ไรน์ยังคงเงียบไม่โต้ตอบ แต่เมื่อเควินช้อนร่างบางขึ้น ไรน์ก็ซุกตัวเข้าหาอกกว้างโดยไม่ได้ขัดขืน ร่างสูงเดินตรงไปยังห้องนอน

ไรน์พลิกตัวหันหลังเมื่อเควินวางร่างเขาบนเตียงขณะที่ชายหนุ่มโอบแขนไปรอบร่างบางอย่างอย่างปกป้อง

“ผมยังไม่อยากหลับ ไม่อยากฝันถึงสิ่งน่ากลัวอีก” ไรน์พึมพำเบาๆ

“ไรน์ ที่คุณฝันร้ายเป็นเพราะคุณคิดไปเอง จิตใต้สำนึกของคุณไม่ยอมลืมมัน คุณต้องพยายามเอาชนะมันให้ได้” ไรน์เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างไม่แน่ใจ

“หมายความว่าผมเป็นโรคประสาทงั้นหรือ”

“ไม่! คุณแค่ผ่านเรื่องร้ายมา แล้วมันยังส่งผลกับคุณเท่านั้น”

“แต่มันอาจส่งผลกับผมตลอดไป เพราะผมคงไม่สามารถลืมมันได้”

“คงไม่มีใครสามารถลืมเหตุการณ์เช่นนั้นได้หรอกไรน์ แต่ที่สำคัญคือเรารู้ว่าสิ่งนั้นมันทำอันตรายเราไม่ได้แล้วต่างหาก” เควินแย้งออกมา
ไรน์คิดในใจ ‘ผิดแล้วล่ะเควิน ตอนนี้อันตรายกำลังคุกคามผมอยู่ไม่ใช่หรือ’ แต่ร่างบางก็ไม่ได้โต้เถียงออกมา พริ้มตาลงทั้งที่ความคิดยังว้าวุ่นอยู่

ใกล้เช้า ไรน์สะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นพร้อมกับครางเบาๆ พระช่วยเขาฝันถึงมันอีกแล้ว ร่างบางพยายามควบคุมลมหายใจให้ช้าลงก่อนเอียงหน้าหันมามองเควิน รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มยังหลับสนิท ไรน์ยกแขนของเควินที่พาดเอวเขาออกไป แล้วทรงตัวลุกขึ้นจากเตียง เมื่อนึกถึงความฝันนั้นไรน์ก็ไม่สามารถหลับต่อได้อีกแล้ว

ไรน์คว้าเสื้อคลุมก่อนจะเดินไปนั่งกอดเข่าอยู่ที่ริมหน้าต่าง ร่างบางซบหน้าลงพยายามกลั้นสะอื้น พระช่วย! เขากำลังจะเป็นโรคประสาท และมันคงไม่ยุติธรรมถ้าเขาจะเอาเรื่องนี้ไปเป็นภาระของเควินด้วย ชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบในเรื่องเช่นนี้

เควินนอนมองร่างบางที่นั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่าง เขารู้ตัวตั้งแต่ไรน์เริ่มกระสับกระส่ายแล้วผวาตื่นแล้ว แต่พยายามอดทนเพราะรู้ว่าไรน์กังวลและพยายามปิดบังเรื่องนี้ เควินกำหมัดแน่น ไรน์กำลังแยกตัวเองออกไปจากเขา ท่าทีโดดเดี่ยวทุกข์ทนนั้นทำเควินรู้สึกว่าตนเองช่างไร้ประโยชน์จริงๆ

‘เขาจะทำยังไงดีกับศัตรูที่มองไม่เห็นและไม่สามารถต่อสู้ได้ ให้ใครมาสักคนสิไรน์ คนที่มีตัวตนที่ผมจะจัดการมันได้’

ในที่สุดเวลาที่เหลือของคืนนั้นต่างไม่มีใครสามารถปิดตาลงได้อีก

เควินนั่งมองไรน์ที่เดินสำรวจ และทำโน่นทำนี่ตั้งแต่เช้าโดยไม่ยอมหยุดพัก จนรอบๆ เคบินนี่จะปรุไปหมดแล้ว ถอนใจกับกำแพงเล็กๆ ที่ร่างบางพยายามสร้างขึ้นมากั้นเขาไว้ด้วยความระแวง อย่าคิดนะว่ามันจะขวางเขาไว้ได้เพียงแต่เขาไม่อยากทลายมันลงอย่างหักโหมเท่านั้น

สำหรับไรน์เองหลังจากพยายามทำอะไรให้เหนื่อยมากไว้เพื่อคืนนี้จะได้หลับสนิท ไม่ถูกรบกวนจากฝันร้ายอีก ร่างบางเริ่มเดินออกมาไกลเคบินมากขึ้นแล้วหยุดนั่งลงใต้โคนต้นไม้ใหญ่พิงศีรษะพักเหนื่อย ไรน์ได้ยินเสียงแสกสากดังขึ้นก็ขมวดคิ้ว

“เควิน ขอผมอยู่คนเดียวนะครับ” ไรน์พูดขึ้นเบาๆโดยไม่ขยับตัว เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบก็ลืมตาขึ้นอย่างไม่พอใจ แล้วร่างบางก็ทำตัวแข็งทื่อเมื่อมองเห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเสียง

อสรพิษตัวยาวใหญ่สีดำ ลำตัวขนาดเท่าข้อมือของเขากำลังชูคอขึ้นช้าๆ ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตร

“เควิน” ไรน์รู้สึกหวาดกลัวจนตัวเย็นเฉียบราวเลือดเหือดหายหมดไปจากร่าง ร่างบางกระซิบเรียกชื่อชายหนุ่มแผ่วเบา

“เควิน”

“ไรน์ อย่าขยับ” เสียงแผ่วเบาของเควินดังขึ้นทำให้ไรน์ชะงักร่างไว้ ดวงตายังคงจับจ้องที่มัจจุราชตรงหน้าไม่สามารถเบือนสายตาออกมาได้
ไรน์เห็นมันลดหัวลงเล็กน้อยเป็นสัญญาณการเตรียมจู่โจม แต่ร่างบางไม่สามารถขยับได้ร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน และเห็นมันพุ่งวาบเข้ามา

“ไม่..เควิน” ร่างบางกรีดร้อง

ภาพที่ไรน์เห็นแม้จะรวดเร็วมาก แต่ในความรู้สึกของร่างบางกลับเหมือนกับภาพช้าที่ค่อยๆ เลื่อนผ่านไป เมื่อร่างสูงของเควินสะอึกเข้ามาขวางอย่างรวดเร็ว มือแข็งแรงคว้าปราดไปที่คออสรพิษบีบแน่น และกระชากมันขึ้นมาจนท่อนหางสะบัดบิดเป็นเกลียวแล้วขว้างมันออกไปยังชายป่า เมื่อตัวมันตกกระทบพื้นก็เลื้อยปราดเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเควินหันกลับมาก็ถึงกับเซ เมื่อไรน์โถมตัวเข้าใส่มือเล็กทุบรัวไปที่อกกว้าง ร่างบางสะอึกสะอื้นพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงพรูลงมา หลุดคำพูดแทบไม่เป็นภาษาออกมา

“คนบ้า.... คน...ไร้ความคิด..... ทำไมถึงทำอย่างนั้น”

“เดี๋ยว!..ไรน์! เดี๋ยว!.... ไม่เป็นไรแล้ว มันหนีไปแล้ว คุณปลอดภัยแล้ว” ไรน์เงยหน้ามองชายหนุ่มดวงตาสีอำพันทอประกายโกรธเกรี้ยว ทำให้เควินถึงกับงุนงงรวบร่างบางเข้ามากอดไว้เพื่อป้องกันการประทุษร้าย

ทำไมเควินถึงไม่เข้าใจ!!! ร่างบางที่ถูกรวบไว้แน่นในอ้อมอกแข็งแรงยังคงดิ้นรน น้ำตายังร่วงพรูดุจหยาดฝน

“คนโง่....ทำไมถึงทำอย่างนั้น ทำอะไรโง่ๆ... ถ้า..ถ้ามันทำอันตรายคุณล่ะ” ไรน์หลับตาภาพน่ากลัวนั้นยังคงชัดเจน ถ้าเกิดเจ้างูร้ายตัวนั้นหันกลับไปฉกเควินเข้า ไรน์ครางเบาๆ

เควินชะงักเมื่อเข้าใจความหมายนั้น รอยยิ้มปรากฏที่ริมฝีปาก เชยคางเล็กให้สบตาเขา

“คุณเป็นห่วงผมหรือ” ไรน์เงยหน้าสบตาสีน้ำเงินคู่ที่กำลังทอประกายระยับด้วยความยินดี แล้วนึกโมโหขึ้นมาอีกสะบัดหน้าไม่ยอมตอบ ยังจะมาทำหน้าดีใจอีกให้คิดจนตายไปเถอะ

เมื่อเห็นร่างบางยังคงนิ่งเงียบอย่างดื้อดึง เควินจึงกล่าวต่อเบาๆ

“คุณไม่ห่วงผมงั้นหรือ งูตัวนั้นพิษร้ายมากนะถ้ามันกัดแล้วผมคงทรมานกับพิษของมันก่อนจะตายเพราะที่นี่ห่างไกลคนมาก ผมคงไปหาหมอไม่ทันหรอก” เควินบรรยายภาพน่ากลัวให้ไรน์เห็น ร่างบางรีบปิดปากเควินทันที พูดปนสะอื้นออกมา

“ไม่ เควิน อย่าพูด...อีกเลย” แขนเรียวโอบรอบร่างสูงไว้แน่นเมื่อวาดภาพชายหนุ่มนอนแน่นิ่งด้วยพิษของสัตว์ร้าย

“บอกให้ผมรู้สักนิดสิไรน์ ว่าคุณเป็นห่วงผม” เควินต้องการความรู้สึกจากไรน์แม้เพียงสักนิด ไรน์เงยหน้าขึ้นมองเควิน ชายหนุ่มเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน จนร่างบางไม่สามารถเก็บความรู้สึกไว้ได้พึมพำแผ่วเบา ทั้งที่แววตายังมีแววโกรธอยู่เล็กน้อย

“ใช่ผมเป็นห่วง เควินอย่าเสี่ยงอันตรายอย่างนั้นอีกนะครับ” เควินยิ้มออกมา เขารวบไรน์แน่นจนแทบจะกลายเป็นคนเดียวกัน

“อย่ากลัวเลยผมถูกฝึกมาอย่างดีในเรื่องนี้ มันเป็นอาชีพของผมจำได้มั้ย แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคนดีผมยอมถูกทำร้ายยังดีกว่าที่จะเป็นคุณ”

“ทำไมล่ะครับ เควิน เพราะเป็นหน้าที่ของคุณหรือ?” ไรน์เงยหน้าขึ้นถาม ลูบแก้มชายหนุ่มแผ่วเบา แววตานั้นต้องการคำตอบเพื่อความมั่นใจ

“เพราะผมรักคุณน่ะสิไรน์ ถามอะไรโง่ๆอย่างนั้น” เสียงตอบดุๆ ค้านกับดวงตาอ่อนโยน ไรน์ยิ้มออกมาดวงตาสีอำพันนั้นบ่งบอกถึงสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการเห็น แม้ไรน์จะไม่พูดมันออกมาก็ตาม ชายหนุ่มก้มลงปิดริมฝีปากบางด้วยริมฝีปากร้อนชื้นของตนเอง ไรน์เผยอริมฝีปากยอมให้ชายหนุ่มแสวงหาความหวานชื่นอย่างยินยอมพร้อมใจ

ไรน์สูดลมหายใจลึกเมื่อเควินเงยหน้าขึ้นถอนปลายลิ้นออกมาขบเม้มมุมปากบางที่แดงระเรื่อนั้นเบาๆ ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นเดินกลับเคบิน

เควินเตะประตูให้เปิดอย่างรีบร้อน เขาวางร่างบางลงบนพรมกลางห้อง ใจร้อนจนไปถึงห้องนอนไม่ไหว มือใหญ่กระตุกเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว จนร่างงดงามเปลือยเปล่าอยู่บนพื้นพรม เควินจ้องมองอย่างหิวกระหาย แววปรารถนาลุกโพลงในดวงตา ทำให้ไรน์แดงระเรื่อไปทั้งตัวด้วยความอาย

ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อตนเอง แล้วไม่นานร่างสูงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อก็เปลือยเปล่าเช่นกัน ไรน์ไล่สายตาตามร่างแข็งแกร่งนั้น ความปรารถนาของร่างบางก็รุนแรงไม่แพ้เควิน ชายหนุ่มโน้มร่างลงจุมพิตดูดดื่มราวกับจะกระชากวิญญาณ ริมฝีปากเคล้าเคลียปากนุ่มแตะหลอกล่อปลายลิ้นเล็กให้ตวัดเกี่ยวพัน มือสัมผัสไปทั่วร่างเล็กขณะถอนริมฝีปากอุ่นชื้นลากลงมาตามลำคอ กัดเม้มจนเป็นรอยแดงระเรื่อเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ก่อนที่ลิ้นร้อนๆ จะตวัดเลียและดูดกลืนยอดอกอย่างรุนแรงจนไรน์ผวาเฮือก

“อ๊ะ..เค..เควิน” ไรน์หอบฮัก ร่างบางแอ่นอกขึ้นไปหาริมฝีปากนั้น ขณะมือบางลดลงไปลูบคลำส่วนสำคัญของชายหนุ่ม เควินกระตุกเมื่อรู้สึกมือเล็กที่ลูบคลำเขาอย่างกล้าหาญ อุทานในลำคออย่างพอใจ ไรน์หอบหายใจเมื่อรู้สึกถึงความแข็งแกร่งในมือเขาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ความตื่นเต้นที่ผ่านพ้นอันตรายมา ยิ่งช่วยกระตุ้นเพลิงปรารถนาให้รุมเร้าทั้งคู่จนโชติช่วง ต่างตอบสนองกันโดยไม่มีการเหนี่ยวรั้ง ลิ้นเปียกชื้นของเควินสัมผัสทั่วหน้าอกขาวนวลก่อนลดริมฝีปากลงมาที่หน้าท้องเรียบแล้วเลื่อนลงไปที่ส่วนสำคัญของไรน์ที่กำลังตื่นตัว เควินใช้ปลายลิ้นสัมผัสความนุ่มนวลราวกำมะหยี่ก่อนจะครอบครองด้วยริมฝีปากร้อนผ่าวดูดกลืนอย่างรุนแรง

“ฮึก..อึ๊....” ไรน์กระตุกครางด้วยความปรารถนา มือลดลงจับศีรษะชายหนุ่มกดแน่นสะโพกบางแอ่นอย่างลืมตัว การตอบสนองนั้นทำให้เควินยิ้มอย่างพอใจ ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกพลิกร่างบางให้นอนคว่ำ ก้มลงจุมพิตสะโพกมนปลายลิ้นเริ่มควานหาช่องทางที่ต้องการ

“เควิน...” ไรน์ครางเป็นจังหวะเมื่อลิ้นเริ่มขยับเข้าออก ร่างบางเกร็งสะโพกแอ่นโค้ง มือจิกพรมแน่น เควินเองก็หอบหายใจเมื่อไม่สามารถทนต่อไปได้ ชายหนุ่มดึงร่างบางให้คุกเข่า แล่วจ่อความแข็งแกร่งไปยังช่องทางที่ยังคงเปียกชื้นด้วยปลายลิ้นของเขา ก่อนจะสอดแทรกเข้าไปอย่างรวดเร็ว

“อ๊ะ...เควิน” ไรน์กรีดร้องเมื่อรู้สึกเต็มแน่นไปหมดด้วยความใหญ่โตของชายหนุ่ม ความสุขสมที่เกิดขึ้นทันทีนั้นรุนแรงยิ่งนัก กล้ามเนื้อกระชับแน่นรอบความแข็งแกร่งจนเควินครางหนักๆ สะโพกแกร่งเริ่มขยับเข้าออก และเริ่มรุนแรงมากขึ้น สะโพกบางก็ตอบสนองอย่างไม่ยอมแพ้ ความร้อนผ่าวจากช่องทางคับแคบ การเสียดสียิ่งทวีให้เกิดความเสียวซ่าน

แสงสว่างยามกลางวันสาดส่องให้เห็นร่างสองร่างที่พัวพันกันบนพื้นพรมกลางห้อง แม้อากาศบนเขาจะเย็นแต่ทั้งคู่กับเหงื่อซึม เสียงหอบหายใจที่หนักหน่วง ร่างกายขยับสอดประสานแสวงหาการปลดปล่อยอย่างไร้การเหนี่ยวรั้ง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งร่างบางกรีดร้องเรียกชื่อชายหนุ่ม ร่างเกร็งกระตุกฉีดพุ่งความปรารถนาออกมาอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อกระชับบีบรัดจนเควินครางหนักๆ กระแทกสะโพกเข้าหา บดขยี้สะโพกบางแนบแน่นหลั่งรินเข้าสู่ร่างบางเป็นจังหวะจนไรน์รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวในช่องท้อง ร่างบางฟุบตัวลงกับพื้นพรมอย่างหมดแรง

เควินหอบหายใจหนัก ก้มลงมองร่างที่อยู่ใต้ร่างเขา เห็นไรน์หอบหายใจถี่เร็วตาหลับพริ้มใบหน้าเปียกชื้นด้วยเหงื่อ ชายหนุ่มก้มลงใช้ปลายลิ้นแตะซับให้ ไรน์ปรือตาน้อยรอยยิ้มแฝงด้วยความสุขจนทำให้เควินรู้สึกเต็มตื้น นิ้วเรียวเล็กสอดประสานกับนิ้วแข็งแรงของชายหนุ่มอย่างไว้วางใจก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

“ผมรักคุณ ที่รัก” เควินพึมพำเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะเงียบไป ทั้งคู่ต่างดื่มด่ำกับความรู้สึกอ่อนหวานนี้

ไรน์ปรือตาขึ้นมาเมื่อรู้สึกถูกช้อนตัวขึ้น ไม่รู้ว่าเขาเผลอหลับไปนานแค่ไหน แต่แสงสว่างข้างนอกเริ่มน้อยลง เควินวางร่างบางบนเตียง ไรน์เผยอยิ้มน้อยๆ รู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝัน

เมื่อครู่เขากับเควินกำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้านุ่มที่เนินเขานี่นา ยังคงรู้สึกถึงดอกไม้ที่ขึ้นอยู่หนาแน่นจนกลิ่นนั้นหอมกรุ่นอวลไปทั่ว และยังร่างสูงที่เฝ้าเคล้าเคลียหยอกล้อเขา ด้วยจุมพิตที่บางเบาเหมือนปีกผีเสื้อโบยบิน

เควินสบตาสีอำพันพร่ามัว คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเคลิ้มฝันนั้น แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างอย่างพอใจเมื่อแขนเรียวคล้องคอเขาดึงลงไป ชายหนุ่มผ่อนร่างลงช้าๆ ตามแรงดึงของไรน์ ร่างบางถอนใจเมื่อรับเขาสู่ความอบอุ่นระหว่างเรียวขางดงามคู่นั้น ก่อนพริ้มตาลงนี่ยังคงเป็นฝันใช่มั้ย

ชายหนุ่มครางอย่างพอใจเมื่อได้รับการเสนอตัวอย่างอ่อนหวาน แม้จะรู้ว่าร่างบางยังตื่นไม่เต็มตาแต่ชายหนุ่มก็ฉวยโอกาสอย่างคนฉลาด ไม่นานเสียงครางแผ่วหวานสลับกับเสียงทุ้มก็ดังขึ้นเป็นระยะ และเวลาก็ผ่านไปอีกเนิ่นนานจนเสียงเงียบหายไป

ความมืดเริ่มเข้ามาเยือน แสงจากดวงจันทร์สาดส่องให้เห็นภาพร่างสูงแข็งแรงที่กอดร่างน้อยในอ้อมแขนอย่างปกป้อง

ไรน์วิ่งหนีเสียงฝีเท้าสับสนที่ไล่ตามมา เสียงสั่งตะโกนให้ค้นหาเขาดังลั่นจนทำให้ไรน์วิ่งหัวซุกหัวซุนแล้วร่างบางก็เซถลาเมื่อสะดุดรากไม้จนกลิ้งลงไปกับพื้น

ร่างบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมีเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าในมือมันถือมีดคมปลาบ ไรน์ขยับถอยหนีขณะที่มันส่งเสียงหัวเราะดั่งลั่นขึ้นเงื้อมือขึ้น ไรน์หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง แต่ก่อนมือนั้นจะทันได้ปักมีดมา ร่างของมันก็ค่อยทรุดตัวลงล้มไปที่แทบเท้าเขา ไรน์ลืมตาเงยหน้ามอง แล้วก็อุทาน

“เควิน” มือใหญ่รวบร่างเขาไว้อย่างอ่อนโยน

“ไม่เป็นไรแล้ว ไรน์ ผมมารับคุณกลับบ้าน”

ไรน์กอดคอร่างสูงอย่างยินดี ร่างบางสะอื้นพึมพำเรียกชื่อชายหนุ่ม เขาไม่เป็นไรแล้ว เขามีเควินอยู่กับเขา ไม่มีใครทำอันตรายเขาได้

เควินลืมตาเมื่อได้ยินเสียงสะอื้น และพึมพำเรียกชื่อเขา เขามองอย่างกังวลปลุกไรน์เบาๆ จนร่างบางลืมตาขึ้น แล้วเควินก็ต้องแปลกใจเมื่อครั้งนี้มองเห็นแววตาไว้วางใจ ไร้วี่แววหวาดกลัว พร้อมกับร่างบางที่เบียดแนบชิดเข้ามา

“ไรน์” เควินกระซิบถาม

“ผมฝันอีกแล้วเควิน แต่ครั้งนี้คุณเข้ามาช่วยผมได้ทัน คุณกำลังจะพาผมกลับบ้าน” ไรน์พูดเสียงแผ่ว เควินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างยินดี

“คุณชนะมันแล้ว”

“เพราะคุณ เควิน” ไรน์กระซิบเบาๆ เควินสูดลมหายใจลึกกระชับวงแขนให้แน่นจนไรน์อึดอัด แต่ความรู้สึกที่ได้รับการปกป้องช่างเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่งนัก

c c c c c c

ออดดดด!

เสียงออดดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับไฟแดงจากวิทยุรับส่งที่เควินย้ายเข้ามาไว้ในห้องนอนกระพริบถี่ๆ ทำให้เควินดึงตัวลุกขึ้นจากเตียงทันที ชายหนุ่มปิดสัญญาณเสียงเพื่อไม่ให้รบกวนร่างบางให้ตื่นขึ้นมา เขามองนาฬิกา 3.00น. เลือกเวลาได้เหมาะสำหรับการเข้าโจมตี เควินกดปุ่มรับฟังรายงาน ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมีบางอย่างผิดแผนไป

“อะไรนะ นายหาตัวยัสฟาร์ไม่เจอหรือ”

“-----------------“

“ไม่ต้อง ทำตามแผนเดิม นายเก็บพวกมันตั้งแต่รอบนอกให้หมดอย่าให้ผ่านเข้ามาได้ แต่สำหรับไอ้ยัสฟาร์ถ้ามันผ่านมาถึงที่นี่ได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง นายระวังตัวด้วยนะร็อบ นายเจอคู่มือที่ทัดเทียมแล้ว”

“-----------------“

เควินปิดวิทยุสื่อสารก่อนจะลุกขึ้นคว้ากางเกงขึ้นมาสวม ไรน์เริ่มขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ก่อนจะลืมตาขึ้นมา

“เควิน” เสียงไรน์กระซิบอย่างกังวล เควินหันมาคืนนี้มืดสนิทจนเขามองเห็นเพียงโครงร่างที่นุ่มนวลของร่างเปลือยที่กำลังลุกนั่งบนเตียง

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

“เรากำลังจะมีแขก แต่ไม่ต้องกลัวนะไรน์” เควินจุมพิตหนักๆ ที่หน้าผากมนก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้อง ชายหนุ่มแตะลูกบิดประตูแล้วชะงักหันกลับมามองร่างบอบบางที่นั่งนิ่งอย่างตกใจบนเตียงท่ามกลางกองผ้าห่มยุ่งเหยิง

“อยู่ในห้องนะไรน์ ห้ามออกไปข้างนอก”

ไรน์มองประตูที่ปิดตามหลังชายหนุ่มแล้วรู้สึกหวั่นกลัว ร่างบางค่อยลุกขึ้นก่อนจะควานหาเสื้อในความมืด เจอเสื้อคลุมจึงคว้ามาสวมกระชับสายผูกเอวด้วยมือสั่นระริก ไรน์เป็นห่วงเควินจนอยากจะตามออกไป แต่ก็ลังเลด้วยไม่อยากขัดคำสั่งของชายหนุ่ม

c c c c c c

เควินซุ่มรอ

ร่างหนึ่่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบมันมองไปรอบๆ ก่อนจะค่อยขยับอย่างย่ามใจเมื่อคิดว่าคนในบ้านไม่มีใครระแคะระคายถึงการมาถึงของมัน มือที่ถือปืนยกขึ้นขณะจะก้าวตรงไปยังห้องนอนห้องเดียวในบ้านก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อไฟสว่างวูบขึ้นจนตาพร่า

“หยุดแค่ตรงนั้น” เสียงเย็นชาดังขึ้นมาทำให้มันหันขวับไปทางต้นเสียง แล้วก็ตัวแข็งเมื่อเห็นวัตถุที่จ้องตรงมา

บัดซบ ! เควินสบถในใจเมื่อเห็นใบหน้าเสี้ยมนั่นชัด ไม่ใช่ยัสฟาร์ นี่แสดงว่าร็อบพลาดพวกมันถึงเข้ามาถึงที่นี่ได้

“พวกแกมาทั้งหมดกี่คน” ดวงตาและน้ำเสียงของเควินเย็นชา แต่ร่างนั้นกลับตวัดมือที่ถือปืนขึ้น

เปรี้ยง!

เควินลั่นกระสุนอย่างเยือกเย็นเจาะเข้าที่หน้าผากอย่างแม่นยำ เขาไม่ต้องการเสี่ยงกับอันตรายของไรน์ เนื่องจากไม่รู้ว่าร็อบจะพลาดปล่อยมันเข้ามาถึงเคบินกี่คน ชายหนุ่มขยับขณะจะเดินอ้อมไปที่ประตู แต่เงาคนที่วูบผ่านมาที่มุมห้องพร้อมกับเงาของกระบอกปืนทำให้ชายหนุ่มต้องทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

เปรี้ยง! เควินรู้สึกถึงแรงอัดอากาศพร้อมกับร้อนวูบที่ต้นคอ ร่างสูงพลิกตัวไปด้านหลังเก้าอี้ยาว นอนราบที่พื้นทันทีพร้อมกับตวัดปืนขึ้นเล็ง

เปรี้ยง! ปืนกระเด็นหลุดจากมือนั้นทันที ทำให้ร่างนั้นพลิกวูบไปที่มุมห้องพร้อมกับกระชากมีดคมปลาบออกมาแทน

ร่างนั้นยังไม่ขยับออกมาจากมุมห้อง และเสียงปืนเงียบลงไม่มีการยิงตอบโต้ แต่เควินเองก็ยังคงนอนราบอยู่ที่พื้นเพราะไม่แน่ใจว่ามันพกอาวุธอื่นอีกหรือไม่

ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงปืนดังติดกันหลายครั้ง ‘เควิน’ ไรน์กระซิบในใจ เขาเป็นอะไรหรือเปล่า ร่างบางกระสับกระส่ายถ้าเกิดชายหนุ่มบาดเจ็บ และต้องการความช่วยเหลืออยู่และในที่สุดไรน์ก็ตัดสินใจเปิดประตูออกไป

เควินได้ยินเสียงเปิดประตูพร้อมๆ กับใครคนนั้นที่แฝงตัวอยู่ก็ได้ยินเช่นกัน ชายหนุ่มหันขวับไปทันที

“ไรน์! อย่าออกมา” เควินอุทานออกมา หัวใจชายหนุ่มหล่นวูบลงเมื่อเห็นเงาร่างใหญ่โผล่ออกมาพร้อมกับกระชากร่างบางเข้าหาตัวมัน

“เควิน......” ไรน์กรีดร้องอย่างตกใจ แล้วเสียงก็ขาดหายไปเมื่อมือใหญ่สากระคายคว้าหมับและบีบเข้าที่ลำคอเล็ก

เควินถลันกายวูบเข้ามาแล้วก็ชะงัก เมื่อสายตากระทบเงาปลาบของคมมีดที่วูบขึ้นมา พร้อมกับตวัดจ่อไปที่คอของไรน์

“อย่านะ! เควิน ถ้าไม่อยากให้ไอ้เด็กนี่เป็นอะไรไป ทิ้งปืนลง” เสียงห้าวใหญ่ตวาดขึ้นทันที

“ยัสฟาร์” ใบหน้านั้นแสยะยิ้มรับ รอยแผลที่พาดผ่านลงมาที่แก้มรวมกับหนวดเคราที่รุงรังทำให้ใบหน้านั้นน่าเกลียดยิ่งขึ้น

“ใช่ฉันเอง ในที่สุดเราก็เผชิญหน้ากันจนได้ ฉันบอกทิ้งปืนไง” มันสำทับซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นชายหนุ่มขยับ พร้อมกับกดใบมีดลงไปที่ลำคอบอบบางของไรน์ ใบหน้านั้นบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง

“เควิน ผมขอโทษ...” ไรน์พึมพำเสียงสะท้าน เสียใจที่ไม่เชื่อฟังเควิน นอกจากเขาทำให้ตัวเองเป็นอันตรายแล้ว ยังทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในฐานะลำบากอีก

“ไม่เป็นไร ไรน์” เควินมองควงตาสีอำพันนั้นอย่างปลอบโยน

“เควิน อย่าทิ้งปืนนะครับ” ไรน์กระซิบอย่างเป็นห่วงเควิน แต่คมมีดของยัสฟาร์ขยับเข้าไปชิดลำคอจนกรีดเป็นรอยแผลบางๆ เลือดไหลซึมออกมาทันที

“อย่า” เควินห้ามอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆวางปืนลงที่พื้น

“แกคงคิดไม่ถึงล่ะสิว่าฉันจะรอดจากค่ายนั่นมาได้” เสียงแตกพร่านั้นดังขึ้น เควินสืบเท้าเข้าใกล้อีกก้าวหนึ่งขณะพูดเสียงต่ำ

“ไม่เลยฉันคิดว่าแกต้องรอดมาได้ คนอย่างแกไม่สมควรตายง่ายดายขนาดนั้น” น้ำเสียงเควินเย็นชา ต่างกับในใจที่ตอนนี้ร้อนรุ่มยิ่งนักเมื่อเห็นว่าไรน์ตกอยู่ในอันตราย

“ใช่ ฉันไม่ตายง่ายๆหรอกตอนนี้ถึงเวลาแก้แค้นแล้ว แกทำลายค่ายของฉัน ฉันก็จะทำกับของของแกบ้าง” เควินรู้สึกเย็นวูบเมื่อเข้าใจความหมายนั้น

“อืมม์! ฉันไม่เคยรู้เลยว่าแกมีรสนิยมอย่างนี้” ยัสฟาร์พูดต่อแล้วแสยะยิ้มเมื่อเห็นแววตาวูบไหวของเควินอย่างห้ามไม่อยู่ พร้อมกับที่มืออีกข้างของมันลดจากลำคอของไรน์ ร่างบางรีบสูดลมหายใจลึก แล้วก็ต้องไอออกมาเนื่องจากลำคอถูกบีบจนระบมไปหมด

แต่แล้วไรน์ก็ต้องกรีดร้องอย่างตกใจ เมื่อมือนั้นกระชากคอเสื้อคลุมจนเปิดให้เห็นไหล่ลาดและหน้าอกขาวนวล เควินสะอึกกายเข้าไปได้อีกก้าวหนึ่ง แล้วก็หยุดเมื่อคมมีดขยับ

“จุ๊ จุ๊” มันทำเสียงยั่วชายหนุ่ม เมื่อเห็นร่อยรอยที่เควินฝากไว้ที่ผิวกายนุ่มนวลนั้น

“สวยออกอย่างนี้มิน่าล่ะแกถึงได้หลงหัวปักหัวปำ จนฉันอยากจะลองดูบ้างซะแล้ว” เควินขบกรามแน่นเมื่อรู้สึกถึงอาการยั่วแหย่ให้เสียสมาธิของมัน

“ไม่” ไรน์อุทานออกมา เมื่อยัสฟาร์ก้มลงมาลิ้นสากระคายของมันเลียไปที่ใบหูบอบบางแล้วลากลิ้นไล่ลงมาที่ไหล่ หนวดเคราสากระคายบาดผิวเนื้ออ่อนบางจนเป็นรอย ไรน์รู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอาเจียน ร่างบางสะบัดดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้น

“อือม์ มีฤทธิ์เดชไม่เลว ฉันคงจะสนุกกับการทำให้แกเชื่องลง” พูดจบก็อ้าปากขบกัดที่บริเวณไหล่บางอย่างรุนแรง

“โอ๊ย...” ไรน์อุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างบางสะอื้นน้ำตาร่วงลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ เควินคำรามต่ำในลำคอ ยัสฟาร์เงยหน้าขึ้นมองเควินแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

“อา นุ่มนวลเหลือเกิน แล้วก็หวานอย่างนี้นี่เอง อีกเดี๋ยวดูซิว่าฉันจะทำให้มันดิ้นรนกรีดร้องยามฉันเข้าไปอยู่ในตัวได้หรือเปล่า ไม่แน่นะ ไอ้เด็กนี่อาจจะพอใจฉันยิ่งกว่าแกก็ได้”

เควินกัดริมฝีปากด้านในอย่างแรงจนได้รสเลือด โทสะพุ่งขึ้นจนตาลายไปหมด มันจะต้องชดเชยอย่าสาสม ที่มันทำกับไรน์เช่นนี้ ยัสฟาร์หัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของเควินมันเยาะเย้ยต่อ

“ฉันจะไม่ให้แกตายเร็วหรอก แกจะต้องได้เห็นคนรักของแกถูกสมสู่ ได้ยินเสียงมันร้องคราง ดิ้นเร่าอยู่ใต้ร่างฉันอย่างเร่าร้อน อาจจะร้องขออีกครั้ง และอีกครั้ง จนไม่แน่ว่าฉันอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงลูกน้องคนอื่นของฉันอีก น่าเสียดายที่ไม่ทันคิดตั้งแต่ครั้งนั้น แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายไม่ใช่รึ”

ยัสฟาร์สบตาเควินอย่างย่ามใจขณะมือของมันเริ่มลูบคลำไปทั่วร่างบาง มือสากระคายกระตุกเสื้อคลุมให้เปิดโล่งตลอดด้านหน้า มือลูบผ่านยอดอกแล้วขยี้ไปที่ปลายยอดอย่างรุนแรง

ไรน์งอตัวกัดริมฝีปากแน่นสะกดกลั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างบางแทบจะกลั้นใจตายเมื่อมือของมันเลื่อนลงต่ำลงไปที่หน้าท้องเรียบเนียนอย่างช้าๆ เพื่อยั่วเควิน

ไรน์เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีอำพันงดงามเอ่อคลอด้วยน้ำตา ร่างบอบบางสั่นระริก ไม่! เขายอมตายเสียดีกว่าที่จะให้มันทำร้ายเควิน หลังจากนั้นมันคงจะแตะต้องเขาและทำร้ายเขาอย่างโหดเหี้ยม เขาจะไม่ยอมถูกทำร้ายอีกแล้ว

ร่างบางมองชายหนุ่มผ่านม่านน้ำตาก่อนจะตัดสินใจ เควินใจหายวูบเมื่ออ่านสายตาไรน์ออก ไม่!! ชายหนุ่มอุทานในใจ มันอันตรายเกินไป ถ้าไรน์เป็นอะไรไปเขาจะทำยังไง เควินสั่นศีรษะน้อยๆ ขณะที่ยัสฟาร์กำลังมัวเมากับชัยชนะและไม่ทันระวังกับร่างบางในอ้อมแขน

ไรน์ยิ้มริมฝีปากสั่นระริก ร่างบางสบตากังวลร้อนรุ่มของเควิน แล้วก็ตัดสินใจทิ้งตัวลงที่พื้นโดยไม่สนใจคมมีดที่วางพาดคอ ยัสฟาร์คว้าร่างบางไว้ด้วยความเผลอตัวตามสัญชาติญาณ ทำให้มือขวาที่ถือมีดลดต่ำลงเล็กน้อยแต่ก็บาดลำคอระหงเป็นทางยาว และนั่นก็เพียงพอสำหรับเควินที่กำลังรอโอกาสอยู่

ร่างสูงขยับร่างอย่างรวดเร็วเข้าประชิดตัวมือแข็งแรงคว้าไปที่ข้อมือที่ถือมีดอยู่ บิดแล้วกระชากรุนแรง จนมีดร่วงลงมาชายหนุ่มตวัดสันมือไปที่ต้นคอหนาจนร่างนั้นทรุดลง แต่ยัสฟาร์ก็โถมเข้ารวบขาชายหนุ่มให้กลิ้งลงไปกับพื้นพร้อมกัน ขณะนั้นไรน์กลิ้งลงไปชนเก้าอี้แล้วก็ขยับกายถอยหนี มือเล็กควานได้ปืนที่เควินทิ้งไว้บนพื้นจึงคว้าขึ้นมาถือไว้ ร่างบางมองการต่อสู้ด้วยความหวั่นกลัวแทนเควินพยายามไม่ส่งเสียงเพื่อรบกวนสมาธิของชายหนุ่ม

แต่แล้วก็รู้สึกถึงเงาวูบผ่านมา ร่างบางกรีดร้องขึ้นมื่อเห็นปากกระบอกปืนในมือนั้นตวัดไปที่ร่างสูงที่กำลังพัวพันกันอยู่บนพื้น ไรน์ยกปืนขึ้นเหนี่ยวไกด้วยสัญชาติญาณที่จะปกป้องเควิน

“เควิน ระวัง!”

ร่างสูงชะงักบิดตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงปืนดังลั่น

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เควินครางหนักเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวที่ต้นขาซ้าย เขาชะงักด้วยความเจ็บปวดทำให้ยัสฟาร์ดิ้นหลุดไปได้ เควินเหลือบตาดูเล็กน้อยพบว่าคนที่ยิงเขาค่อยๆทรุดลงกับพื้น ขณะที่ร่างบางถือปืนค้าง

มันคงจะไม่เชื่อว่าต้องมาตายด้วยน้ำมือของไรน์ และผลจากการยิงของไรน์คงทำให้วิถีกระสุนมันเปลี่ยนไปจึงพลาดมาโดนแค่ขาเขา

ยัสฟาร์ถลันไปคว้ามีดที่หล่นอยู่แล้วโถมเข้าใส่ร่างสูงทันที ชายหนุ่มเอียงหลบแต่ขาข้างที่บาดเจ็บทำให้เสียหลักทรุดลง ยัสฟาร์แสยะยิ้มขณะเงื้อมีด แต่เควินก็ตวัดเท้าขวาเตะไปที่ข้อพับเข่าทำให้มันล้มลงไปอีกครั้ง เควินพลิกตัวทันทีมือแข็งแรงคว้าข้อมือของยัสฟาร์ที่กำมีดไว้รวบซ้อนไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างล็อคคอหนาไว้ เควินยิ้มเยือกเย็นขณะที่กดมือยัสฟาร์ข้างที่ถือมีดลงไปช้าๆ

ยัสฟาร์พยายามออกแรงต้านแต่ก็ไม่สามารถทานแรงกดจากเควินได้ จนปลายมีดลดลงมาแตะหน้าอก สายตายัสฟาร์เริ่มเหลือกลานด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก เมื่อสบตาเยือกเย็นและแน่วแน่ของเควิน

เป็นแววตาที่เขาเคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ร่วมรบด้วยกันที่เซดาน

“สำหรับรอยแส้ที่แกทำกับไรน์” เควินกระซิบขณะที่คมมีดค่อยจมลึกเข้าไป ยัสฟาร์รับรู้ถึงความเจ็บปวดทรมานที่ค่อยแผ่ซ่านขึ้น และเริ่มร้องตะโกนขอชีวิตอย่างหวาดกลัว

“ไม่..ไม่ เควิน ฉันขอโทษ ได้โปรดปล่อย...”

“สำหรับกระสุนปืนที่แกยิงไรน์นัดนั้น” ชายหนุ่มกดมีดอย่างใจเย็นไม่สนใจกับเสียงร้องขอชีวิต จนกระทั่งมือยัสฟาร์ที่พยายามออกแรงต้านคมมีดเริ่มอ่อนแรง ความเจ็บปวดทวีขึ้นจนยัสฟาร์รู้สึกทรมานจากคมมีดที่ค่อยแทรกลงไปช้าๆ เพราะแทนที่เควินจะทำให้มันจบไปในคราเดียว ชายหนุ่มกับยืดเวลาความทรมานและความเจ็บปวดให้เพิ่มขึ้นอย่างคนที่ชำนาญกับการใช้มีดและรู้ว่าจุดตายอยู่ตำแหน่งใด จนกระทั่ง

“และนี่สำหรับความคิดสกปรกที่แกจะทำกับไรน์” ปลายมีดค่อยจมหายลงไปจนมิดด้าม เสียงแผดร้องโหยหวนร้องออกมาเมื่อทนกับความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ได้ แล้วร่างของยัสฟาร์กระตุกรุนแรงก่อนจะอ่อนแรงลงและนิ่งสนิทพร้อมกับเสียงที่ขาดหายไป

เควินค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นมองหาไรน์ พบว่าร่างบางกำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างหวาดกลัวเหมือนไม่เคยรู้จักเขามาก่อน เควินใจหายเมื่อเห็นสายตานั้น ไรน์กลัวเขาหรือ เขาพึมพำอย่างไม่มั่นคงนัก

“ไรน์!..” แล้วก็ถอนใจเมื่อร่างบางอุทานทิ้งปืนในมือแล้วโถมร่างเข้ามากอดเขาไว้แน่น เควินโอบไรน์ไว้กระซิบปลอบโยน เขาเช็ดเลือดจากบาดแผลที่ต้นคอของไรน์แล้วก็โล่งอกเมื่อเห็นว่าแผลไม่ลึกมากและเลือดหยุดไหลแล้ว

“ไม่เป็นไรแล้วไรน์ ไม่ต้องกลัว” เขาก้มลงจุมพิตหน้าผากบางอย่างอ่อนโยน แล้วคว้าปืนที่ร่างบางโยนทิ้งมาเหน็บไว้ที่เอว

“เควิน แต่ผม..ยิงคน..ตาย” ไรน์พึมพำเสียงพร่า ร่างบางสั่นระริกเมื่อผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาได้

“คุณยิงเพราะจำเป็น ถ้าไม่มีคุณมันอาจยิงผมตายไปแล้ว และหลังจากนั้นมันก็จะทำร้ายคุณ ผมรู้ว่าคุณเสียใจแต่อย่ารู้สึกผิดเลยไรน์” เควินปลอบโยนถึงแม้รู้ว่าร่างบางคงจะจดจำนาทีนั้นไปอีกนาน

ไรน์ถอนสะอื้น ก่อนจะนึกขึ้นมาได้

“คุณถูกยิงนี่นา” ไรน์เหลือบตาลงมองต้นขาของเควิน อุทานออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นเลือดออกมากเหลือเกิน ไรน์รีบประคองเควินไปที่เก้าอี้ยาวกดร่างสูงลงนอน

“ไรน์ ไม่เป็นไรไม่ต้องตกใจ แค่นี้ยังไกลหัวใจ” เควินกลับเป็นฝ่ายใจเย็น

“แต่ก็ต้องห้ามเลือดก่อนนะครับ” ไรน์ค้นหาของวุ่นวาย จนได้ผ้ามาสองชิ้นใช้ผ้าผืนเล็กกดไปที่ปากแผลแล้วใช้อีกผืนรัดจนแน่น

“เควินเราต้องไปโรงพยาบาลนะ” ไรน์กังวลจนแทบจะร้องไห้เมื่อเห็นเลือดยังซึมเปื้อนผ้าออกมา พวกเขาจะไปได้ยังไงในเมื่ออยู่กลางป่าอย่างนี้ เควินเห็นดังนั้นจึงไม่อยากไห้ไรน์กังวลอีก ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามากอด

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวลูกน้องผมก็มา ตอนนี้คงอยู่แถวนี้แล้ว” ไรน์พยักหน้าอย่างไม่แน่ใจ เควินดึงเสื้อคลุมออกพิจารณารอยแผลที่ไหล่ของไรน์ แล้วคำรามออกมาเมื่อเห็นรอยกัดเขียวช้ำที่ไหล่บางจนอยากให้ไอ้ยัสฟาร์ฟื้นขึ้นมาเขาจะได้ฆ่ามันอีกรอบ ชายหนุ่มไล้เบาๆ ที่รอยแผลทำให้ไรน์จับมือที่สั่นด้วยแรงโทสะแล้วยิ้มก่อนจะพึมพำ

“ผมไม่เป็นไรแล้วครับ” เควินถอนใจก่อนจะโน้มต้นคอเล็กลงมาจุมพิตอย่างหนักหน่วงเหมือนจะปลอบใจร่างบาง ไรน์ตอบสนองจุมพิตปลอบใจนั้นอย่างนุ่มนวลแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เควินกระชับร่างบางไว้พร้อมกับดึงปืนจากเอวขึ้นมาจ้องอย่างมั่นคงไปทางต้นเสียง

“เจ้านายครับ” ร็อบโผล่เข้ามาอย่างกังวลแล้วก็ถอนหายใจเมื่อมองเห็นไรน์กับเควิน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็มองเจ้านายอย่างขอโทษก่อนจะพยักหน้าให้คนที่ตามเข้ามาจัดการกับศพที่อยู่ในบ้าน

“เจ้านายบาดเจ็บนี่ครับ” ร็อบมองต้นขาของเควิน ชายหนุ่มวางปืนลงด้านข้างส่งเสียงรับในคออย่างไม่สนใจนัก ขณะที่ไรน์อุทานอย่างดีใจเมื่อเห็นลูกน้องของเควิน

“ใช่ครับร็อบ เราต้องพาเควินไปหาหมอเดี๋ยวนี้เลย”

“ครับคุณไรน์ ผมจะรีบจัดการ” ร็อบรับคำแล้วหันไปสั่งลูกน้องให้เตรียมการอย่างรวดเร็ว แต่ก็อดเหลือบตามองเจ้านายที่ยังนอนอิงในอ้อมแขนร่างบางอย่างสบาย ท่าทางไม่เหมือนคนเจ็บสักนิดเดียว

ร็อบหันมามองไรน์ที่ยังอยู่ในเสื้อคลุม แต่สาบเสื้อมีรอยถูกฉีกกระชากขาดทำให้เห็นผิวนวลละออตา ขณะแขนเรียวคู่นั้นยังโอบรอบเจ้านายเขาอย่างปกป้องโดยไม่รู้ตัว

เควินมองตามสายตาร็อบแล้วเขม้นมองลูกน้องอย่างเตือนๆ ทำให้ร็อบเมินหน้าหนีพร้อมกับอมยิ้ม เควินเอ่ยเบาๆ

“ไรน์ เดี๋ยวเราต้องออกไปจากที่นี่คุณไปแต่งตัวเถอะ”

ไรน์พยักหน้ารับก่อนจะขยับลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอน ทันทีที่พ้นสายตาไรน์เควินทรงตัวลุกนั่งทันที ดวงตามีแววเย็นชา

“นายทำพลาดนะร็อบ อย่าพลาดอย่างนี้เป็นครั้งที่สองนะ”

“ครับผม” แววตักเตือนในน้ำเสียงทำให้ร็อบสีหน้าขรึมลงอย่างยอมรับผิด

“มันนัดคนอีกกลุ่มนึงมาเจอกันที่นี่ก่อนลงมือครับ เราเช็คจำนวนพลาดไป ผมพยายามเก็บมันตั้งแต่รอบนอกตามแผนเดิม แต่มันก็ยังหลุดมาได้”

“แล้วข้างนอกเรียบร้อยหรือเปล่า”

“ครับผมทั้งหมด13 คน รวม ที่นี่อีก 3 เป็น 16 ครับผม”

“อืมม์ มันรวบรวมคนได้ไม่เลว ไม่คิดว่ามันจะเหลือคนขายชีวิตให้มันอีก แล้วตกลงในบ้านนั้นมีคนส่งข่าวแค่คนเดียวแน่ใช่มั้ย”

“ครับ เป็นคนสวน เข้ามาทำงานได้ 1 ปีแล้ว แต่มีปัญหาทางด้านเงินจึงขายข่าวให้ไอ้ยัสฟาร์ ตอนที่ผมแกล้งทำข่าวรั่วเพื่อล่อมันให้มาที่นี่ มันเป็นคนส่งข่าวให้”

“จัดการแล้ว”

“ครับผม แต่ถ้าคุณไรน์ กับคุณคีธรู้ว่านี่เป็นแผนล่อคงไม่พอใจมากนะครับ”

“ฉันรู้ ไม่จำเป็นฉันไม่อยากให้ไรน์ต้องเสี่ยงอะไร แต่ไอ้ยัสฟาร์มันหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ถ้าไม่ล่อมันออกมาเองเห็นจะได้ตัวมันยาก และความจริงถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนไรน์ก็ไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย” เควินพูดสั้นๆ แล้วทั้งคู่หยุดสนทนากันทันทีที่ได้ยินเสียงไรน์เดินออกมา ร็อบแจ้งกับไรน์ทันที

“ได้เวลาเดินทางแล้วล่ะครับ” ร็อบหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องให้เข้ามาประคองเควินไปที่เปลสนาม

มันจบลงแล้วสินะ

ไรน์คิดอย่างโปรดโปร่งเมื่อหันกลับมามองตัวเคบินเล็กน้อยก่อนจะหมุนร่างเดินออกไป

TBC

crisis3

By SF

หึ หึ เพียงแค่นัดเดียวก็ยั่วให้พวกมันเต้นได้แล้ว พวกมันไม่รู้หรือว่าฝีมืออย่างเขาถ้าต้องการให้ไอ้เด็กนั่นตาย ป่านนี้ก็ได้ฝังมันไปแล้ว เขาคงไม่ยิงมันแค่ไหล่หรอก แต่เขาต้องการให้พวกมันทรมานกับความกลัวที่จะสูญเสียคนที่พวกมันรัก การตามล่ามันช่างหอมหวาน โดยเฉพาะกับเหยื่อที่ได้รับการปกป้องอย่างดี เขาเห็นคน เห็นการคุ้มกัน แต่พวกมันไม่รู้ว่ายังมีจุดอ่อนอยู่ รอก่อน เขารอได้ เขาจะรอจนพวกมันล้า เบื่อหน่าย พอคิดว่าปลอดภัยแล้วเขาจึงจะลงมือ แล้วพวกมันจะรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้แค่นี้

*******************

“แซค” ไรน์ร้องทักเมื่อร่างเพื่อนสนิทกระโดดข้ามประตูรถสปอร์ตลงมา แซคเดินเข้ามาใกล้มองร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกคิดถึงตลอดเวลาหลายเดือนที่ไม่ได้เจอกัน พร้อมกับเอื้อมมือมาจับไหล่ไรน์ไว้แน่นจนร่างบางเผลอขมวดคิ้ว เมื่อรู้สึกเจ็บแผลที่เพิ่งจะตัดไหมไปได้ไม่นาน แต่รีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้แซคผิดสังเกต
“ไรน์ ไม่เจอกันหลายเดือน นายนี่ไม่โตขึ้นเลยนะ” สายตาลึกซึ้งกวาดทั่วร่างบางอย่างคิดถึง
“ใครจะเหมือนนายโตได้โตเอา อ้อ!…สุขสันต์วันเกิดนะแซค” ไรน์ตอบ
“ขอบใจมาก นายด้วยนะถึงวันเกิดของนายจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ ขอโทษที่มาร่วมฉลองด้วยไม่ได้”
“ไม่เป็นไร เราฉลองพร้อมกันวันนี้เลยก็ได้” ไรน์หัวเราะ อารมณ์ค่อยสดใสขึ้นมาบ้างเมื่อได้เจอแซค เพราะนับรวมๆแล้วเขาไม่เจอกับแซคมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งพอดีกับเป็นช่วงที่แซคเข้าค่ายคัดตัวนักกีฬาอาชีพ เขาจึงไม่ต้องอธิบายกับแซคว่าเขาเองก็หายไปไหนมาตั้งหลายเดือนเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นออกไปกินข้าวข้างนอกนะ ฉันจะล้มทับนายให้แบนเลย”
“ก็ได้ แต่พักนี้ฉันไปข้างนอกตามลำพังไม่ได้ เดี๋ยวลองถามพ่อก่อน”
“ทำไมล่ะ พ่อนายไม่เคยเข้มงวดขนาดนี้นี่นา”
“เป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยน่ะ เรื่องยาวยังไม่อธิบายตอนนี้ได้หรือเปล่า?”
แซคก้มหน้ามองร่างเล็กตรงหน้าเขาแล้วก็พยักหน้า ด้วยฐานะของลูกชายของเจ้าพ่อบ่อน้ำมันอาจจะต้องระวังตัวไว้บ้าง เขาเข้าใจ เพียงแต่สงสัยว่าเมื่อก่อนไม่เห็นระวังเท่านี้เลย แซคคิดในใจแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป สำหรับเขาขอเพียงได้เจอไรน์ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
ไรน์ยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นอาการพยักหน้า เขาชอบแซคมากก็ตรงนี้ล่ะ เข้าใจอะไรง่าย ไม่ถามให้ลำบากใจ
“มาทางนี้เถอะ” ไรน์หมุนตัวเดินนำหน้า แต่แซคดึงมือบางไว้
“เดี๋ยวซิ ฉันมีของขวัญวันเกิดย้อนหลังมาให้ด้วยไม่เอาหรือไง” ไรน์หันกลับมาทันที
“เอาสิ ไม่เอาได้ไง ของขวัญจากนักกีฬาชื่อดังของมหาวิทยาลัยนี่นะ” ไรน์ยิ้ม
“ใครบอก นักบาสอาชีพของทีมฟีนิกซ์ ซัน ต่างหาก” แซคขัดขึ้นทันทีแววตาเป็นประกาย
“จริงเหรอ! นายได้รับคัดเลือกแล้วจริงเหรอ ดีใจด้วยนะแซค”
ไรน์มองร่างสูงของเพื่อนสนิทด้วยแววตายินดีและชื่นชม เขารู้ว่าแซครักกีฬาบาสมากพยายามฝึกซ้อมตั้งแต่ไฮสคูลจนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วในที่สุดก็ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาอาชีพจนได้ แซคยิ้มก่อนล้วงกระเป๋าส่งของในมือให้ ไรน์หัวเราะเมื่อเห็นห่อกระดาษทิชชูยับๆนั่น เขาค่อยแกะดูแล้วก็เงยหน้ามองแซคอย่างขำๆ เมื่อพิจารณาของในมือ
“นี่ถ้านายอยู่ทีม ชิคาโก บูล ฉันคงจะได้รูปอะไรที่เกี่ยวกับเขาควายหรือเปล่า” แซคกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งมองร่างบางตรงหน้าอย่างเข่นเขี้ยว
“บ้าน่ะสิ! รู้มั้ยนกฟินิกซ์น่ะสวยมาก แล้วอีกข้อหนึ่งนะมันเป็นอมตะด้วย” ไรน์หน้าแดงเมื่อเห็นเพื่อนจ้องหน้า แซคจึงอดหัวเราะไม่ได้เพราะรู้ว่าไรน์จะเขินทุกครั้งที่มีคนชมว่าสวย
“ใส่เลยสิ ไรน์” แซคบอก ไรน์ไม่อยากขัดใจจึงยกสร้อยคอมีจี้เป็นรูปนกฟีนิกซ์ขึ้นมา แต่พอยกแขนไขว้ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ขวาวูบขึ้นมา ไรน์เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนส่งสร้อยให้แซค
“นายใส่ให้ฉันหน่อย ใส่เองไม่ถนัดเลย” แซคเอื้อมมือไปด้านหลังใส่ตะขอสร้อยให้ เขาก้มลงมองศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มสลวย ก้มลงเพียงนิดริมฝีปากก็แตะเรือนผม จมูกได้กลิ่นหอมกรุ่นจากร่างบางในอ้อมแขน จนแทบไม่อยากปล่อยมือ ไรน์เงยหน้าขึ้น
“ยังไม่เสร็จอีกหรือ”
“เสร็จแล้ว” แซคถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง มองสร้อยที่ทาบบนลำคอระหงอย่างพอใจ จับมือเล็กไว้ก่อนพูดต่อ
“เอาละทีนี้นายจะเลี้ยงอะไรในวันเกิดฉัน” ไรน์หัวเราะพึมพำล้อเบาๆ
“เห็นแก่กิน” แซคจับจมูกเชิดของไรน์เป็นเชิงเตือน แล้วกลับเป็นฝ่ายลากไรน์เข้าบ้านแทน

c c c c c c

กึก! เสียงวางแก้วกาแฟลงอย่างแรง คนในห้องสะดุ้งเงยหน้าจากการควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เหลือบตามองหน้าของเจ้านายที่ตอนนี้ทำยังกับพายุกำลังจะเข้า ทำให้ลูกน้องต่างต้องระวังตัวแจเพราะไม่มีใครอยากเจอเจ้านายตอนอารมณ์เสียเท่าไหร่
โดยเฉพาะไม่รู้ว่าเสียด้วยเรื่องอะไรนี่สิ ระวังตัวไม่ถูกเลย
เควินมองดูจอภาพที่ถ่ายมาจากกล้องบริเวณประตูหน้า แล้วทรุดตัวลงนั่งตาจ้องเขม็งกำหมัดแน่น เมื่อรู้สึกถึงความสนิทสนมของคนในภาพมอนิเตอร์ ชายหนุ่มตกใจเมื่อความรู้สึกหวงแหนพุ่งวูบขึ้นมาราวกับปรอทถูกจุ่มลงไปในน้ำเดือด เขาเคยคิดได้อย่างไรว่าจะปล่อยมือจากไรน์ไป เพราะวันนี้แค่มองเห็นภาพไรน์สนิทสนมกับคนอื่นแค่นี้เขายังแทบทนไม่ได้ แล้วเมื่อนึกภาพที่คนอื่นจะเข้ามาแทนที่เขา สัมผัสไรน์อย่างที่เขาเคยสัมผัส โทสะก็ลุกโพลงขึ้นทันที
หลังจากที่พบกัน ชายหนุ่มยังไม่มีโอกาสได้คุยกับไรน์เป็นการส่วนตัวเลย ร่างบางเมินเฉยและถอยห่างจากเขาอย่างเห็นได้ชัด เขาจะทำอย่างไรดีถึงจะอธิบายให้ไรน์เข้าใจได้ เควินถอนใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะเดินออกไป
“เจ้านายเป็นอะไร? ร็อบ” บอดี้การ์ดร่างใหญ่คนหนึ่ง หันมาถามเพื่อน
“ไม่รู้เหมือนกัน” ร็อบตอบเหมือนไม่สนใจแต่แววตาเป็นประกายยิ้มๆ ในกลุ่มนี้มีเขาคนเดียวที่เคยทำงานร่วมกับเควินตั้งแต่ชายหนุ่มออกจากกองทัพใหม่ๆ ร็อบจึงพอคาดเดาอารมณ์ของเจ้านายได้ ถ้าไม่เห็นกับตาเขาไม่มีวันเชื่อว่าเควินจะแสดงอารมณ์เช่นนี้ได้ เพราะถ้าเป็นงานแล้วเควินจะเยือกเย็นมาก เขาไม่เพียงจะเชี่ยวชาญในภาคสนามเท่านั้น แต่ยังรอบคอบและจับจุดสถานการณ์ต่างๆ ได้เร็ว ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเข้ามารับตำแหน่งในเดเวอโร ซีเคียวริตี้แทนคุณอเล็กซิสได้
ร็อบเหลือบมองภาพในมอนิเตอร์อีกครั้งแล้วคิดในใจ นี่แสดงว่าลูกค้าคนนี้ต้องสำคัญต่อเควินมากทีเดียว
“เรื่องของเจ้านาย อย่าสนใจเลย รีบๆ ทำงานเข้าเถอะ”

c c c c c c

แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูเข้ามาเบาๆ ทำให้คนนี่นั่งสนทนาอยู่หันมาทั้งคู่ ไรน์นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเควิน ขณะที่แซ็คมองชายแปลกหน้าอย่างงงๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามายืนข้างหน้า สายตาคมดุมองท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ด้วยสีหน้าที่ควบคุมให้เรียบเฉย
“ไรน์ คีธบอกกับผมว่าคุณจะออกไปข้างนอก?”
“ใช่ครับ ผมจะออกไปกับแซ็ค มีปัญหาอะไรหรือ?” ไรน์ถามแบบไม่มองหน้า ทำให้เควินข่มความต้องการที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ร่างบางหันมาสนใจเขาลงไปอย่างยากเย็น
“ผมยังจัดระบบรักษาความปลอดภัยไม่เรียบร้อย คุณคงยังออกไปตอนนี้ไม่ได้” ไรน์หันมามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ก็ได้ครับ ผมจะยังไม่ออกไปถ้ามันทำให้คุณยุ่งยากเพิ่มขึ้น”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ไรน์” เควินค้านน้ำเสียงอ่อนลงเมื่อมองเห็นแววตาเย็นชาและหมางเมิน แต่ไรน์เบือนหน้าหนีไม่สบตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น
“ไม่เป็นไรหรอกครับเควิน แค่ที่ผ่านมาผมคงสร้างความลำบากและรำคาญให้คุณมากพออยู่แล้ว” ไรน์ตัดบทก่อนจะหันไปบอกแซ็ค
“ขอโทษนะแซ็ค ไว้วันหลังเราค่อยออกไปข้างนอกกัน วันนี้ฉันเลี้ยงนายที่บ้านนะ”
“ไม่มีปัญหา แม่บ้านนายทำอาหารอร่อยจะตาย” แซ็คพูดแกมหัวเราะเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ ที่ตนเองรู้สึกว่าเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่
เควินมองไรน์ที่ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน แล้วต้องพยายามระงับอารมณ์โทสะที่กรุ่นขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มเหลือบมองสร้อยคอรูปนกฟีนิกซ์ที่ทาบบนคอระหงแล้วหมุนตัวออกไปเงียบๆ

c c c c c c

แซ็คมองกระจกรถซึ่งสะท้อนภาพของไรน์ที่กำลังยืนโบกมือส่งเขา วันนี้เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของไรน์ ร่างบางแม้จะคุยสนุกสนาน และยิ้มร่าเริงแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงแววตา แซ็คกำพวงมาลัยรถแน่น เกิดอะไรขึ้นในระหว่างหลายเดือนที่ผ่านมานี่หรือ แล้วไหนจะบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างไรน์กับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยคนนั้น
สายตาคมกริบของเควินที่มองตรงมายังเขา ทำให้แซ็ครู้สึกเย็นสันหลังวูบตามสัญชาติญาณของนักกีฬาชั้นดี แววตาที่ประเมินและพิจารณานั้นนิ่งจนเขาอ่านไม่ออก ขณะเดียวกันกลับทอประกายประหลาดเมื่อมองไปที่ไรน์อย่างระแวดระวัง เหมือนกับหวงแหนและเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างเปิดเผย
ไรน์กับเควินต้องมีอะไรที่มากกว่าเรื่องรักษาความปลอดภัยแน่ แซ็คคิดแล้วรู้สึกใจหายเมื่อหวาดระแวงว่าตนเองกำลังจะสูญเสียไรน์ไปให้กับผู้ชายร่างสูงและอันตรายคนนั้น
ตลอดเวลาเขาคอยระวังดูแลและกันไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่งกับไรน์ แต่เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ชายด้วยกันและไรน์เองก็ไม่เคยแสดงท่าทีอะไร ทำให้เขาลังเลที่จะเปิดเผยความรู้สึกเพราะกลัวไรน์จะรังเกียจและสูญเสียแม้กระทั่งความเป็นเพื่อน แซ็คคิดอย่างเสียใจเมื่อคิดว่าเพราะความลังเลนี้เองกำลังจะทำให้เขาเสียไรน์ไป เขารู้ว่าเขาไม่สามารถเทียบกับเควินได้เลยทั้งในเรื่องวัยและประสบการณ์

ไรน์มองตามรถของแซ็คก่อนจะหันกลับมา แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นร่างสูงยืนกอดอกมองอยู่ด้านหลัง ร่างบางถอนใจขณะจะเดินอ้อม แต่มือเล็กกลับถูกเควินคว้าไว้แน่น
“เควิน ปล่อยนะครับ” ไรน์พูดเสียงเย็นแล้วพยายามบิดข้อมือ
“ไม่ปล่อย เรามีเรื่องต้องคุยกันนะไรน์”
“แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้ว” ไรน์สะบัดข้อมือแรงอย่างลืมตัว แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบวูบขึ้นมาที่ไหล่จนหลุดปากอุทาน เควินเห็นดังนั้นจึงรีบคลายมือที่ยึดแน่นไว้ เปลี่ยนเป็นโอบแขนรอบร่างเล็กนั้นแทน
“ไรน์! เป็นไงบ้าง” เควินถามอย่างกังวล ไรน์เงยหน้ามองน้ำตาคลอวูบหนึ่งแล้วรีบกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้
“ปล่อยผมเควิน อย่าแตะต้องตัวผมอีก” ไรน์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเหินห่าง
“ไรน์ เลือกเอาจะคุยกัน หรือจะให้ผมจูบคุณตรงนี้ให้คนอื่นๆ ดู ให้พวกเขารู้ความสัมพันธ์ของเราเลยดีมั้ย” เควินพูดเสียงแข็งขึ้นมาบ้างเพราะยังโมโหกับท่าทางสนิทสนมของไรน์กับแซ็ค แล้วก็เหลือบตามองไปยังกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่หน้าประตูเป็นนัยๆ ไรน์มองตามแล้วรีบยกมือดันใบหน้าที่ก้มลงมาทันที
“ก็ได้” ไรน์เบือนหน้าหนีด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นมาเพราะถูกบังคับ แต่ก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ เควินจึงจับมือนั้นจูง
“งั้นก็มาทางนี้เถอะ” เควินลากร่างบางที่เดินตามมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ไรน์ขืนตัวเหมือนแมวเมื่อมาถึงหน้าห้องเควินซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ห้องในบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งกล้องไว้ แต่เมื่อสบตาๆ ดุ คู่นั้นจึงเดินเข้าไปอย่างอิดเอื้อน

แกร๊ก!!
เสียงปิดประตูตามหลังเบาๆ ทำให้ไรน์หันขวับกลับมา ดวงตาสีทองงดงามสบตาคมกริบของเควินอย่างเฉยเมย
“ไรน์ ผมต้องการพูดเรื่องของเรา.......” เควินเริ่มแต่ยังไม่ทันพูดต่อ ไรน์ก็ตัดบทขึ้นมาทันที
“ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้วครับ มันจบไปแล้ว คุณพูดถูกช่วงนั้นผมอ่อนแอต้องการพึ่งพาจึงทำให้สับสนไปบ้าง คุณไม่ต้องลำบากใจกับงานนี้ คุณทำหน้าที่ส่วนของคุณไปผมเองก็จะไม่รบกวนคุณให้มากกว่านี้”
ไรน์พูดเสียงเรียบแม้ในใจจะเจ็บปวด แต่เขาก็หยิ่งพอในเมื่อไม่สามารถได้หัวใจมา เขาก็ไม่ต้องการอะไรจากเควินอีก
“หมายความว่ายังไง? ไรน์” เควินถามเสียงเบาลง มองร่างของไรน์ด้วยแววตาอันตราย แต่ไรน์กลับยิ้มเย็นชา
“ผมหมายความตามที่พูดทุกคำ ผมให้ในสิ่งที่คุณต้องการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คุณไม่ต้องกลัวว่าผมจะคอยพัวพันคุณอีกแล้ว ผมจะคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นตามที่คุณต้องการ” ประโยคสุดท้ายเท้าความถึงสิ่งที่เควินเคยพูด ร่างสูงชะงักแต่แรงโทสะที่พุ่งขึ้นทำให้มือใหญ่กระชากร่างบางเข้ามาจนชิดอกกว้าง เควินก้มศีรษะลงกระซิบเสียงต่ำ
“ไรน์ จริงๆแล้วสิ่งที่ผมต้องการคืออะไร คุณไม่เคยรู้หรอก” พูดจบเควินก็กดจุมพิตที่ริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วง ไม่สนกับอาการดิ้นรนของไรน์ ปลายนิ้วกดคางเล็กลงให้เผยอริมฝีปาก ไรน์ครางเบาๆ ด้วยความเจ็บ ทำให้ปลายลิ้นอุ่นร้อนฉวยโอกาสแทรกปลายลิ้นเข้าไปซอกซอนในโพรงปากนุ่มอย่างดุดัน
“นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ไรน์” เควินกระซิบชิดริมฝีปากบางก่อนจะย้ำจุมพิตลงมาอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มลดความรุนแรงลง ปลายลิ้นอุ่นร้อนเชยชิมความหวานอย่างดูดดื่ม
“อื้อ....” ไรน์พยายามขัดขืนด้วยอารมณ์โกรธ เควินเห็นเขาเป็นอะไร ที่ระบายอารมณ์อย่างนั้นหรือ?
ร่างเล็กพยายามดิ้นรนกำหมัดทุบไปที่อกกว้างแต่ร่างสูงไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือสอดไปใต้ชายเสื้อ และลูบไล้หน้าท้องก่อนจะวกมาที่แผ่นอกเรียบเนียน ปลายนิ้วขยี้ยอดอกจนเริ่มแข็งชัน
“อย่า!...ไม่นะ!” ครั้งนี้ไรน์รวบรวมกำลังผลักร่างสูงออกไปเต็มแรง แต่ก็เพียงทำให้เควินเซไปเล็กน้อย ใบหน้าของไรน์แดงก่ำ ริมฝีปากเผยอหอบหายใจน้อยๆ ชายเสื้อหลุดลุ่ยจากแรงทึ้ง
ไรน์ขยับถอยหมุนตัวหันหลัง แต่วิ่งออกไปได้เพียงก้าวเดียวมือแข็งแรงของเควินก็คว้าเอวเล็กไว้แน่น พร้อมแนบแผ่นอกกว้างเข้ากับแผ่นหลังบอบบาง ริมฝีปากฝังจุมพิตไปที่ต้นคอหนักๆ แล้ววกปลายลิ้นไปที่ใบหูเล็กไล้เลียขบกัดเบาๆ แล้วแหย่ปลายลิ้นเข้าไปจนไรน์รู้สึกวาบหวิวเข่าอ่อนวูบ
“อา..ไรน์” เควินพึมพำ ร่างอบอุ่นในอ้อมแขนและกลิ่นหอมจากเรือนผม กระตุ้นให้อารมณ์ทวีสูงขึ้น ความเป็นชายของเขาตึงแน่นด้วยความต้องการที่จะปลดปล่อย เควินขยับหน้าขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม มือกระตุกเสื้อเชิ้ตออกจากร่างบางอย่างใจร้อนจนกระดุมขาดกระเด็น แล้วลดปลายนิ้วเรียวลงไปรูดซิปดึงกางเกงของไรน์ลง
ไรน์สะท้านเฮือกครางเสียงแผ่ว แม้จะต่อต้านโดยพยายามนึกถึงความเสียใจในช่วงที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์อันจำกัดทำให้ไรน์ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ร่างบอบบางถูกกระตุ้นอารมณ์จนตื่นเพริดเมื่อมือแข็งแรงขยับเล้าโลมเขาอย่างชำนาญ ความเสียวซ่านพุ่งขึ้นจนตาพร่าพรายสะโพกกระตุกร่างแอ่นโค้ง ศีรษะเล็กแหงนไปด้านหลังอิงไหล่กว้างไว้ ปลายนิ้วเรียวเล็กเลื่อนมาจิกมือของเควินที่กำลังลูบไล้เขาไว้แน่น
เควินยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้สึกถึงการตอบสนอง มือขยับเร่งจังหวะขึ้นขณะที่ริมฝีปากขบย้ำไปทั่วต้นคอเล็กและไหล่ลาด ไรน์ถึงกับครางสะอื้นเป็นพักๆ ดวงตาหลับพริ้มหางตาปรากฏหยดน้ำใสกลิ้งตัวลงมาบนแก้มนวล จนในที่สุดก็ทนกับความเสียวซ่านที่ทวีขึ้นไว้ไม่ไหว
“อ๊ะ...เค....เควิน...” ไรน์กรีดร้องออกมาเมื่อความสุขระเบิดพร่างพรูหลั่งรินความร้อนผ่าวสู้อุ้งมือของชายหนุ่ม ร่างบางเข่าอ่อนทรุดลง หอบหายใจถี่เร็ว เควินจึงช้อนตัวขึ้นวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดึงเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ออกอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มยืนมองร่างเปลือยของไรน์ที่ขณะนี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพราย ร่างนี้งดงามอย่างที่เขาเคยสัมผัส ผิวกายเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ เควินค่อยๆ โน้มตัวลงจนลมหายใจร้อนผ่าวปะทะผิวหน้าของไรน์ สายตาชายหนุ่มเลื่อนลงมามองสร้อยคอเส้นบางรูปนกฟีนิกซ์ที่วางทาบกับลำคอระหง นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมมือไปปลดตะขอก่อนจะโยนไปไว้ที่หัวเตียงอย่างไม่สนใจนัก
“อย่าใส่มันให้ผมเห็นอีกเลยนะ ไรน์” เควินกระซิบชิดใบหูเล็ก ไรน์ปรือตาขึ้นมอง สายตานั้นเจ็บปวดและมีแววตัดพ้อต่อว่า แล้วก็ชะงักเมื่อเควินคล้องสร้อยอีกเส้นลงมาแทน ไรน์เอื้อมมือสัมผัสจี้รูปกางเขนอันเล็กแล้วสะอื้นออกมาเมื่อจำได้
“ผมเอามันมาคืนให้ตามสัญญาแล้วนะ”
ขณะร่างบางจะเอ่ยปากริมฝีปากนุ่มก็ถูกปิดอีกครั้ง จุมพิตคราวนี้แผ่วเบาอ่อนหวาน แล้วริมฝีปากนั้นก็เลื่อนลงมาที่ปลายคาง ลำคอ หน้าอก ทิ้งรอยร้อนผ่าวไว้ทั่ว ไรน์ถอนใจ ไร้ความสามารถในการต่อต้าน แขนขาไร้เรี่ยวแรง ในสมองว่างเปล่าไปหมดปล่อยให้ร่างสูงแนบตัวลงมาคลุกเคล้าความนุ่มละมุนราวกับผึ้งดูดชิมน้ำหวาน
เควินเองก็หายใจหนักๆ เมื่อความอดทนกำลังจะขาดสะบั้น มึนเมากับความอ่อนหวานจนแทบควบคุมไม่อยู่ ชายหนุ่มจับร่างบางพลิกคว่ำยกสะโพกบางให้อยู่ในท่าคุกเข่า แยกต้นขาขาวให้กางออก รูดซิปปลดปล่อยตนเองอย่างรีบร้อนแล้วจรดจ่อความแข็งแกร่งร้อนผ่าวไปยังช่องทางเล็กก่อนจะสอดแทรกอย่างช้าๆ ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงการสอดแทรกเข้ามาในตัว
“อื้อ...ไม่...เจ็บ...เควินได้โปรด...อย่า” ไรน์อุทานออกมาพยายามขยับหนีแต่เอวเล็กถูกจับไว้แน่น
“อึ๊...ไรน์ อย่าเกร็ง” เควินครางเสียงหอบๆ เมื่อกล้ามเนื้อนั้นรัดรึงรอบความแข็งแกร่งไว้ ร่างสูงสั่นสะท้านเมื่อความสุขสมพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเริ่มขยับเข้าออกช้าๆ
“อ๊ะ...เค..เควิน” ไรน์จิกผ้าปูแน่น พยายามแยกต้นขากว้างเพื่อบรรเทาความตึงแน่นจากสิ่งแปลกปลอมที่กำลังผ่านเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ สะโพกงดงามถูกเสียดสีจนร้อนผ่าว เควินเร่งจังหวะขึ้นเมื่อเสียงครางจากร่างบางเริ่มแปรเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นสุขสม สะโพกเล็กขยับตอบสนองเขาตามธรรมชาติอย่างลืมตัว
“อา...ไรน์...ไปกับผมนะ...ไรน์” เควินโน้มร่างลงมือลูบไล้ระหว่างต้นขาเรียวเป็นจังหวะพร้อมกับสะโพกแกร่งที่ขยับถี่เร็ว และเร็วขึ้น
ไรน์ถูกกระตุ้นจนเร่าร้อน ในที่สุดร่างบางกรีดร้องร่างแอ่นเกร็งสะท้านรุนแรงปลดปล่อยความปราถนาออกมาอีกครั้ง กล้ามเนื้อนุ่มละมุนบีบรัดความแข็งแกร่งอย่างรุนแรงเป็นจังหวะ จนร่างสูงที่แนบอยู่เบื้องหลังถึงกับครางออกมา สะโพกแข็งแรงสอดแทรกหนัก อีกสองสามครั้งก็ทนต่อไปไม่ไหว ชายหนุ่มฝังกายแน่นร่างเกร็งสะท้านขณะหลั่งความปราถนาออกมาจนเอ่อนองมาตามต้นขาเรียว
“อืมม์...ไรน์” เควินทรุดกายลงทาบแผ่นหลังขาวนวล สูดลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะที่ไรน์พริ้มตาลงซ่อนหยาดน้ำใส แม้จะเจ็บใจและโกรธเคืองตนเองที่ตอบสนองเควินมากแค่ไหน แต่ไรน์ก็ไม่สามารถปฏิเสธว่าชายหนุ่มได้มอบความสุขให้อย่างเต็มตื้น
ถ้าเพียงมันจะมีความรักอยู่ด้วย มันจะวิเศษเพียงใด?

c c c c c c

ไรน์กระแทกนิ้วลงบนเปียโนหลังใหญ่ในห้องซ้อมดนตรี จังหวะที่รุนแรงนั้นทำให้คีธที่เดินผ่านมาถึงกับขมวดคิ้ว เขาแง้มประตูเข้าไปพอดีกับจังหวะสุดท้ายของเพลงขาดหายไป
“ไรน์ มีอะไรไม่สบายใจหรือลูก?” ร่างที่นั่งก้มหน้าอยู่ช้อนสายตาขึ้นมองก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ไม่พูดอะไร วางมือจากคีย์บอร์ดแล้วเดินไปที่หน้าต่างบานกว้างแบบสตูดิโอ ปลายนิ้วเรียวรวบผ้าม่านแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบอดี้การ์ดที่เดินไปเดินมาข้างล่าง ร่างบางหมุนตัวกลับอย่างหงุดหงิด คีธมองตามสายตาของไรน์แล้วโอบร่างของบุตรชายไว้ในอ้อมแขนอย่างเข้าใจความรู้สึก
“อีกไม่นานหรอกไรน์ เดี๋ยวมันก็จะจบลง”
“แล้วเมื่อไหร่ล่ะครับ ผมอยากมีอิสระที่จะทำอะไร หรือไปไหนมาไหนบ้าง ผมไม่อยากถูกเฝ้ามองอย่างนี้อีกแล้ว” ไรน์พึมพำดวงตาสีอำพันหม่นหมอง คีธมองลูกชายอย่างสงสารท่าทางของไรน์มองดูราวกับนกที่ถูกคุมขัง ที่ผ่านมาไรน์ไม่เคยต้องถูกจำกัดอะไร เรื่องนี้คงทำให้อึดอัดมากทีเดียว
“วันนี้พ่อมีประชุมที่บริษัท ไรน์ออกไปกับพ่อไหมล่ะ บางทีอาจจะได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ที่บริษัทมีคนคิดถึง แล้วก็ถามหาหลายคนนะ”
“ได้หรือครับ พ่อ”
“คงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวให้พ่อบอกกับเควินก่อน”
ไรน์สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น เพราะตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์นั้นเขาก็หลบหน้าเควินและพยายามไม่อยู่กับชายหนุ่มสองต่อสอง ถึงแม้ไรน์จะรู้ว่าถ้าเควินตั้งใจจริงเขาคงไม่สามารถหลบพ้น เพียงแต่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะยอมรับการตัดสินใจของไรน์ และยอมอยู่ห่างๆ อย่างที่ไรน์ต้องการ
แต่เขาเองสิกลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เมื่อร่างสูงไม่เข้าวุ่นวายตามที่ตนสั่ง ร่างบางถอนใจอย่างอึดอัดก่อนจะรับคำเสียงเบา
“ครับพ่อ”

“ผมเสียใจครับคุณคีธ ผมไม่สามารถตัดสินใจได้ ” ร็อบหนึ่งในบอดี้การ์ดตอบ เมื่อคีธถาม เขาเองก็ลำบากใจเมื่อต้องดูแลสถานการณ์แทนเควิน ทำไมไรน์ต้องเฉพาะอยากออกไปข้างนอกวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เควินไม่อยู่เสียด้วย ร็อบคิดขณะยังยืนขวางประตูรถไว้
“แล้วเควินล่ะ?”
“ออกไปข้างนอกครับ” ไรน์มองบิดาอย่างผิดหวังเมื่อฟังคำตอบ คีธจึงบอกร็อบ
“งั้นก็จัดคนไปกับพวกเราก็แล้วกัน จะเอาไปกี่คนก็ได้จะได้คอยดูแลไรน์” คีธตัดสินใจ เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของร็อบ
“ขอผมถามเจ้านายก่อนนะครับ หากเกิดอะไรขึ้นผมไม่สามารถรับผิดชอบได้” ร็อบยังยืนยัน แต่ไรน์ตัดบทอย่างอย่างยอมแพ้
“งั้นก็ไม่ต้องแล้ว ผมไม่ไปก็ได้ ถ้ามันต้องทำให้ทุกคนยุ่งอย่างนี้” ไรน์หันหลังเดินกลับเข้าบ้านอย่างเงียบๆ คีธได้แต่มองตามแล้วก็ถอนใจพยักหน้าให้ร็อบก่อนจะก้าวขึ้นรถไป

เควินมองร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องกระจก ท่าทางเงียบเหงาและดวงตาสีอำพันซึ่งเคยสดใสกลับทอแววอ้างว้างเมื่อเหม่อมองออกไปยังข้างนอก ชายหนุ่มกำหมัดแน่น พร้อมกับถอยหลังออกมาเงียบๆ ก่อนจะตรงไปที่ห้องควบคุมมอนิเตอร์
เควินรับฟังรายงานจากร็อบ คิ้วเข้มขมวดอย่างครุ่นคิดวันนี้เขาไปพบตำรวจเจ้าของคดีมามีรายงานแปลกๆ และน่าสนใจ จากการที่คุ้นเคยกับนิสัยยัสฟาร์มานาน เควินกำลังสงสัยในสถานการณ์นี้ และถ้ามันเป็นอย่างที่คิด ไรน์ก็ตกอยู่ในอันตรายมากกว่าที่เขาคาดไว้
เควินนั่งฟังร็อบเล่าเรื่องโดยละเอียด แล้วก็ฉุกใจคิด พระช่วย! ถ้าอย่างนั้น..........
ชายหนุ่มดูนาฬิกาแล้วคว้าโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าคีธยังประชุมไม่เสร็จเขาถอนใจอย่างโล่งอกพร้อมกับสั่งลูกน้องให้ตรวจสอบตามจุดที่เขาสงสัย เควินสั่งงานอย่างรอบคอบก่อนจะวางหูลง
ดูกันซิว่าคราวนี้สัญชาติญาณของเขาจะถูกหรือไม่!

c c c c c c

“คีธ ผมมีเรื่องจะคุยด้วยครับ” เควินกล่าวหลังอาหารมื้อเย็นเสร็จสิ้น ไรน์เหลือบตามองก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นแต่เควินพูดขัดเสียก่อน
“ไรน์คุณอยู่ด้วย เรื่องนี้มันเกี่ยวกับคุณโดยตรง”
“มีอะไรหรือเควิน?” คีธถามเมื่อเห็นไรน์ทรุดนั่งลงตามเดิม

“วันนี้รถคุณถูกลอบวางระเบิดตอนจอดอยู่ที่บริษัท คนของผมตรวจสอบพบก่อนที่คุณจะประชุมเสร็จ”
คีธนิ่งงันไปอย่างคาดไม่ถึง ขณะที่ไรน์ตาเบิกกว้างหันไปมองบิดาอย่างตกใจก่อนที่จะลุกขึ้นตรงเข้าไปกอดคีธไว้แน่น คีธลูบไหล่บุตรชายอย่างปลอบประโลม
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง?” คีธถามเสียงเครียด
“ที่บริษัทการรักษาความปลอดภัยของยามยังไม่เข้มงวดพอ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปถึงตัวคุณได้ง่าย” เควินสรุป
“ทำไมล่ะ? ไหนคุณคิดว่ามันต้องการฆ่าผมไงล่ะทำไมมันถึงจะทำร้ายพ่อด้วย” ไรน์พึมพำแววตาหวาดหวั่นเมื่อหันไปมองคีธ หากเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ.....ไม่! ไรน์สั่นศีรษะอย่างไม่ยอมรับ
“นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะพูด กรณีนี้มีทางเป็นได้สองอย่าง กรณีแรกมันอาจต้องการลงมือกับพ่อของคุณเพื่อแก้แค้น แต่อีกกรณีหนึ่งคือมันต้องรู้ว่าวันนี้คุณจะไปกับพ่อของคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณเปลี่ยนใจไม่ไปในนาทีสุดท้าย”
“มีแต่คนที่นี่ที่รู้ว่าผมจะไปกับพ่อ” ไรน์พูดอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีอำพันทอแววไม่แน่ใจ
“หมายความว่า...” คีธอุทาน
“ใช่ครับ ถ้าเป็นกรณีที่สองอาจมีคนส่งข่าวให้พวกมันรู้ในตอนแรก แต่พอไรน์เปลี่ยนใจคนส่งข่าวอาจไม่รู้หรือส่งข่าวอีกไม่ทัน ทำให้คนวางระเบิดไม่รู้ว่าไรน์เปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว”
“แต่ใครเป็นคนส่งข่าวล่ะ” คีธกังวลโอบไรน์ไว้แน่น ก้มมองร่างบางที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ คนใกล้ตัวเขาหรือ? ร่างบางรู้สึกเย็นยะเยือก ที่บ้านไม่มีคนงานใหม่เลยและทุกคนก็คุ้นเคยจนเขาไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนร้ายที่ปองร้ายเขา
“นี่เป็นเพียงข้อสงสัยนะครับ”
“แต่ที่คุณพูดออกมานี่แสดงว่าคุณค่อนข้างแน่ใจในข้อสันนิษฐานของคุณ ไม่ใช่หรือ? ” คีธกังวล
“ข้อสันนิษฐานก็คือข้อสันนิษฐานครับ แต่ผมก็ต้องป้องกันไว้ก่อน งานนี้ผมไม่ต้องการให้มีจุดอ่อนที่ไหน เพราะถ้าเป็นอย่างผมคาดไว้มันคงรู้เหตุการณ์ต่างๆในบ้านไปไม่น้อยแล้ว และข้อสำคัญถ้ายัสฟาร์รู้ว่าเป็นผมที่เข้าไปช่วยไรน์มันคงจะทำงานรอบคอบและรุนแรงขึ้น” ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังใบหน้างดงามซีดเผือดของไรน์
“คุณจะทำยังไง”
“ผมต้องการพาไรน์หลบไปพักที่อื่น ในระหว่างที่ผมตรวจสอบคนของที่นี่ เพราะที่บ้านนี้คนรับใช้มากเกินไปอาจต้องใช้เวลา” คีธนิ่งคิดนานก่อนจะตัดสินใจ
“ตกลง แต่ผมอยากถามความเห็นของโรเจอร์ก่อน”
“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัว” เควินลุกขึ้นก่อนจะเหลือบตามองไปที่ไรน์ ซึ่งนั่งซุกตัวอยู่ข้างบิดา มือที่ประสานกันอยู่เกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ไรน์เงยหน้าสบตาเขาดวงตาสีทองทอแววหวั่นไหวเหมือนจะพูดอะไรแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
เควินหันกายเดินออกไปเงียบๆ

c c c c c c

เควินขมวดคิ้วเมื่อเหลือบไปดูห้องตรงข้ามที่อยู่คนละปีกตึก แล้วยังเห็นว่าเปิดไฟสว่างอยู่ ไรน์เป็นอะไรไป ทำไมยังไม่หลับอีกเลยเวลาปกติมาตั้งนานแล้วนี่นา เควินรู้เพราะเขาจะคอยนั่งมองห้องที่ปีกตึกฝั่งตรงข้ามมาตลอด
เควินเคาะประตูเบาๆ เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องของไรน์ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา ด้วยความใจร้อนชายหนุ่มจึงตัดสินใจใช้มาสเตอร์คีย์ซึ่งมีอยู่เปิดเข้าไปทันที เมื่อกวาดสายตาไปรอบห้องก็ถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นไรน์นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง ร่างสูงยืนมองด้วยสายตาอาวรณ์ชั่วครู่ ขณะจะหมุนตัวกลับออกไปก็ชะงักได้ยินเสียงครางเบาๆ เควินขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างบางเริ่มกระสับกระส่าย เสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอเหมือนกำลังฝันร้าย ชายหนุ่มคุกเข่าลงบนเตียงอย่างกังวล
นี่ไรน์ยังไม่เลิกฝันร้ายอีกหรือ?

หัวใจไรน์เต้นระรัวด้วยความกลัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน เสียงสั่งตะโกนให้ค้นหาเขาดังลั่นจนทำให้ไรน์ซุกตัวลงไปใต้พุ่มไม้มากกว่าเดิน แล้วร่างบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมีเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าไรน์ขยับถอนหนีแต่แล้วเสียงหัวเราะก็ดั่งลั่นขึ้นก่อนมือหนาหนักจะเอื้อมมาคว้าจิกผมเขากระชากขึ้น
“ไม่!! อย่า..... ช่วยด้วย อย่า….”

“ไรน์ตื่น! ตื่น! คุณแค่ฝันร้ายเท่านั้น” เควินเขย่าตัวเบาๆ
“ไรน์ ตื่น!”
“ไม่! ปล่อยผม ปล่อยยย!!...” ไรน์กรีดร้องลั่นผวาลืมตาทันที เควินโอบกอดไรน์ไว้แน่นก่อนกระซิบปลอบโยน ตอนแรกไรน์ยังแยกไม่ออกร่างบางยังพยายามดิ้นหนีอ้อมแขนแข็งแรงนั่น
“ไรน์! ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร มันแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
คำพูดนุ่มนวล ปลอบโยนค่อยแทรกผ่านหูเข้าไป ไรน์เงยหน้ามองพอเห็นว่าเป็นเควิน ไรน์ก็สะอื้นมือเล็กกำปกเสื้อชายหนุ่มไว้แน่น
“เควิน! เควิน! เควิน!” ไรน์พึมพำเหมือนชื่อชายหนุ่มจะเป็นมนต์วิเศษที่คอยขับไล่สิ่งน่ากลัว เควินเลื่อนตัวไปนั่งพิงหัวเตียง แล้วกอดไรน์ไว้แนบอก
“ไม่เป็นไร ไรน์” ชายหนุ่มกระซิบปลอบโยน เควินรู้สึกเจ็บปวดกับแววตาที่เหมือนกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บของไรน์ ร่างนี้บอบบางจนเกินจะรับอะไรที่รุนแรงกว่านี้ได้อีกแล้ว ไรน์พยายามสูดลมหายใจระงับอาการสั่นสะท้าน เควินมองอาการนั้นก่อนจะถาม
“คุณฝันร้ายอย่างนี้บ่อยหรือ” ไรน์เมินหน้าไม่สบตาก่อนส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ไม่”
“ไม่น่ะแค่ไหน?” เควินคาดคั้นมองตาสวยคู่นั้นอย่างพิจารณา ไรน์จึงถอนใจก่อนตอบ
“ถึงยังไงก็ไม่เกี่ยวกับคุณนะครับ เควิน แล้วนี่คุณเข้ามาที่ห้องผมได้ยังไง?” เควินยังมองไรน์อย่างกังวล แต่ก็ยอมรับการเปลี่ยนเรื่อง
“ผมเห็นไฟเปิดแล้วเรียกไม่มีเสียงตอบ ก็เลยใช้กุญแจเปิดเข้ามาดู”
“ถึงคุณจะเป็นบอดี้การ์ด แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์เข้าห้องผมตามใจชอบนะ” ไรน์หน้าบึ้ง แต่เควินยิ้มแล้วยักไหล่
“ก็เข้ามาแล้ว คุณนอนต่อดีกว่าผมจะอยู่เป็นเพื่อน” ชายหนุ่มเลื่อนตัวลงนอนแล้วรั้งตัวไรน์ลงมา ไรน์ขยับตัวหนีแต่มือของเควินก็รั้งไว้แน่น ในที่สุดเมื่อเห็นว่าค้านไปก็ไม่มีประโยชน์จึงยอมนอนนิ่งวางศีรษะลงกับอกกว้างนั้น ทั้งคู่เงียบไปเนิ่นนาน
“ผมไม่อยากหลับ ผมไม่อยากฝันร้ายอีก” ในที่สุดไรน์ก็พึมพำ เมื่อความง่วงเริ่มจู่โจมอีกครั้ง
“ผมจะอยู่กับคุณไรน์” เควินลูบเรือนผมนุ่มสวยอย่างปลอบโยน พร้อมกระซิบต่อเบาๆ
“ผมจะดูแลไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ เหมือนตอนที่เราอยู่ที่เซดาน”
“ใช่ ก็นี่มันเป็นงานของคุณนี่ครับ” ไรน์เอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา
แต่พอเสร็จงานคุณก็จะจากไปเช่นเดียวกับครั้งก่อน ผมเป็นแค่งานและภาระชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไรน์คิดต่อในใจอย่างเศร้าหมอง เควินเงียบไปเมื่อได้ยินความหมายที่แฝงอยู่ในข้อความนั้น ชายหนุ่มถอนใจ ถึงอย่างไรเขาไม่อาจแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วได้
แต่ตอนนี้เขาจะทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อไรน์เท่านั้นแต่เพื่อตนเองด้วย เพราะชีวิตของเขาคงเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นหากปราศจากไรน์ เพียงแต่เขาจะทำให้ไรน์ไว้ใจเขาอีกครั้งได้อย่างไร
“ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่งานหรอกไรน์ ผมจะอยู่เท่าที่คุณต้องการแม้งานจะเสร็จสิ้นลง ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
เควินก้มหน้าลงมองเมื่อไม่มีการโต้ตอบ แต่กลับพบว่าร่างบางพริ้มตาลงอย่างง่วงงุน เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ และหลับสนิทอย่างวางใจในอ้อมแขนของเขา

c c c c c c

ไรน์ลืมตาขึ้นแล้วก็กระพริบตาเมื่อจำเหตุการณ์ของเมื่อคืนได้ ร่างบางค่อยๆเอียงศีรษะเล็กน้อยมองร่างใหญ่ที่นอนเบียดแถมแขนหนักๆของชายหนุ่มยังพาดมาบนตัว แสงโคมไฟสีเหลืองนวลที่หัวเตียง ทำให้มองเห็นใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้จนเห็นแพขนตาหนาปิดสนิท
ไรน์กำลังนึกถึงประโยคสุดท้ายที่กระซิบเบาริมหูเขาก่อนจะเข้าสู่นิทรา แววตาของไรน์สับสนและไม่แน่ใจ เขาคงไม่ฝันไปหรอกนะ เควินบอกจะไม่ไปไหนอีกแล้วจริงหรือ แต่ถึงอย่างไรคำพูดนั้นก็ทำให้เขาหลับสนิทได้ตลอดคืนเป็นครั้งแรก นับจากพ้นนรกแห่งเซดานนั้นมา
เพราะอะไร? ทำไมเควินถึงพูดอย่างนั้น?
ไรน์สูดลมหายใจลึกรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อรู้ตัวว่าเขาอยากจะเชื่อคำพูดนั้นเหลือเกิน

เควินลืมตาทันทีที่ไรน์ขยับ ชายหนุ่มเหลือบดูนาฬิกาพรายน้ำที่หัวเตียงพึ่งจะ 5.00 น.เท่านั้น เควินจึงก้มลงสบตาสีอำพันที่กำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง มือใหญ่แตะต้องใบหน้าเรียวอย่างแผ่วเบา ไล้มาที่ริมฝีปากเล็กบางก่อนจะค่อยโน้มศีรษะเข้ามาใกล้
ไรน์ถอนใจอย่างแผ่วเบาเมื่อเผยอริมฝีปากรับจุมพิตของเควิน ร่างสูงครางอย่างแปลกใจระคนพอใจเมื่อไม่มีอาการต่อต้านจากไรน์ ร่างบางสบตาสีน้ำเงินเข้มมั่นคงคู่นั้น คิดถึงสัญญาเมื่อคืนแล้วก็คลี่ยิ้มอย่างลังเล แขนเรียวค่อยยกโอบรอบคอชายหนุ่มปลายนิ้วแทรกไปที่เรือนผมสีเงิน ปลายลิ้นนุ่มโต้ตอบอย่างอ่อนหวานทำให้เควินถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความรู้สึกปิติ หัวใจชายหนุ่มล้นปรี่ด้วยความรัก พลิกตัวทาบทับร่างบางทันที
“ไรน์....” เควินเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แต่ไรน์ยกนิ้วเรียวขึ้นปิดริมฝีปาก

‘ไม่ ตอนนี้เขายังไม่อยากคิดอะไร เขาจะรับในสิ่งที่เควินให้ได้ในตอนนี้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา อย่างน้อยช่วงเวลาที่เหลืออยู่เขาก็ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้’

เควินขบกัดปลายนิ้วนั้นเบาๆ ไล้ปลายลิ้นเลีย ไรน์กระตุกนิ้วกลับทันทีใบหน้าแดงเรื่อเมื่อสบสายตาปรารถนาของชายหนุ่ม เควินดึงร่างบางลุกนั่ง ริมฝีปากยังจุมพิตแลกปลายลิ้นกับไรน์ ขณะที่ลงมือถอดเสื้อผ้าของตนเองและร่างบางอย่างชำนาญ
เมื่อทั้งคู่ต่างเปลือยเปล่า เควินยกร่างบางขึ้นนั่งตัก ไรน์หน้าแดงก่ำเมื่อแยกต้นขาเรียวออกพันรอบเอวชายหนุ่ม ร่างบางเงยหน้าเมื่อเควินพรมจุมพิตที่ลำคอระหง มือเล็กวางบนบ่าของเควิน ร่างบอบบางนุ่มละมุนแนบชิดกับอกกว้าง มือใหญ่โลมไล้ทั่วร่างกระตุ้นจนอารมณ์ตื่นเพริด
“อื้อ...” ไรน์คราง เมื่อเควินขบย้ำลงไหล่ลาดอย่างมันเขี้ยวเบาๆ นิ้วแข็งแรงไล้แผ่นหลังนวลก่อนจะเลื่อนมาที่สะโพกบางค่อยแทรกนิ้วเข้าไปช่องทางคับแคบนุ่มนวล กล้ามเนื้อส่วนนั้นกระชับรอบนิ้วเขาทันที
“อา..เค..วิน....” ไรน์ครางเมื่อนิ้วเรียวยาวนั้นเริ่มขยับเข้าออก และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสองนิ้ว ร่างบางขยับตัวเสียดสีกับแผ่นอกกว้าง มือเล็กไล้บางเบาที่ต้นคอแข็งแรงก่อนจะเสยไปที่เรือนผม พร้อมกับเงยหน้ารับจุมพิตที่หนักหน่วงและเรียกร้องจากชายหนุ่มจนไรน์แทบจะขาดใจ
เควินครางเมื่อส่วนสำคัญของเขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม ชายหนุ่มถอนนิ้วออกแล้วยกเอวไรน์ขึ้น ไรน์สูดลมหายใจลึกเมื่อค่อยๆ รับเอาความแข็งแกร่งของชายหนุ่มเข้าไปในตัวจนตึงแน่นไปหมด ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบระคนเสียวซ่านที่ต้นขา ดวงตาทั้งคู่สบกันขณะที่ร่างกายท่อนล่างเริ่มสอดประสานตามจังหวะรักที่ร้อนแรง ร่างกายชื้นเหงื่อเสียดสีกัน กลิ่นไอรักผสมกับกลิ่นหอมละมุนจากร่างบาง ยิ่งทำให้เควินไร้ซึ่งการควบคุม เร่งจังหวะหนักหน่วงขึ้น
“อ๊ะ...อ๊าา....” ไรน์จิกมือแน่นและซบหน้ากับไหล่กว้าง จังหวะรุนแรงทำให้ความอดทนสิ้นสุดลง ฟันซี่เล็กขบกัดลงที่บ่าของชายหนุ่มอย่างรุนแรงเมื่อร่างกายแอ่นกระตุกหลั่งรินของเหลวร้อนผ่าวออกมาจนเปรอะเปื้อนหน้าอกของทั้งคู่
เควินเจ็บแปลบที่ไหล่เล็กน้อย แต่การบีบรัดของไรน์ทำให้ความสุขสมระเบิดรุนแรง เขากดเอวบางลงฝังตัวแน่นหลั่งรินออกมามากมายเช่นกัน ไรน์หอบหายใจซบร่างกับร่างแกร่งอย่างหมดแรง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจุมพิตและไล้ปลายลิ้นไปที่รอยฟันของตนที่ฝากไว้บนไหล่ของเควินอย่างเขินอายกับอารมณ์ที่รุนแรงของตน
จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เควินค่อยยกร่างอ่อนปวกเปียกของไรน์ขึ้นวางลงลงบนเตียง คลี่ผ้าห่มให้อย่างนุ่มนวล ร่างสูงก้มลงจุมพิตริมฝีปากบางเบาๆ ก่อนจะตัดใจอย่างยากเย็น แล้วลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
“เควิน” ไรน์ปรือตามองแล้วพึมพำเรียกเบาๆ เมื่อรู้สึกว่างเปล่าขึ้นวูบ
“ผมต้องออกไปดูความเรียบร้อยก่อน ไม่งั้นลูกน้องตามหาแน่เลย” เควินก้มลงแตะริมฝีปากที่หน้าผากก่อนออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไรน์ยิ้มก่อนจะหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย

c c c c c c

ไรน์อิงตัวแนบร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ มือแข็งแรงโอบรอบร่างละมุนนั้นให้เข้ามาใกล้ขณะทอดสายตามองออกไปยังสนามหญ้าด้านนอก ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็นแม้จะเป็นเวลาสายมากจนดวงตะวันเริ่มทอแสงจ้าแล้ว ไรน์ถอนใจบางเบายกมือกอดอกเมื่อรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา จนเควินต้องก้มลงมองร่างในอ้อมแขนเมื่อรู้สึกปฏิกิริยานั้น
“หนาวหรือไรน์ ปิดหน้าต่างดีไหม”
“ไม่ แค่กอดผมไว้ก็พอเควิน” ไรน์ตอบเบาๆ เควินจึงกระชับร่างนั้นแน่นเข้า เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างอาทร
“เป็นอะไรไป ไรน์” ไรน์สั่นหน้าไม่ตอบ แต่ปลายนิ้วแข็งแรงเชยหน้าที่อิงอยู่กับไหล่ขึ้น ดวงตาคมมองสบตาสีอำพันที่มีแววหวั่นไหวนั้นอย่างเข้าใจ
เมื่อมีเวลาคิดร่างบางจึงเกิดไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตนเอง การที่เขาตัดสินใจเมื่อคืนนี้ เป็นเพราะอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวหรือเป็นเพราะความต้องการที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจของตนเองกันแน่นะ ไรน์ไม่กล้าหาคำตอบ
“ไรน์ ผมจะไม่ทำให้คุณเสียใจอีกเป็นครั้งที่สอง ผมสัญญา”
ดวงตางดงามคู่นั้นรื้นน้ำตาวูบหนึ่งก่อนจะกระพริบถี่ๆ ริมฝีปากแดงเรื่อสั่นระริกขณะพยายามคลี่ยิ้ม ซุกร่างเข้าหาอ้อมอกกว้างปัดความคิดลังเลทิ้งไป

c c c c c c

เควินตรวจสอบรอบบริเวณบ้านอย่างรอบคอบก่อนที่จะออกเดินทาง แต่ก็พบว่าไม่จำเป็นต้องสั่งการอะไรเพิ่มเติมอีก ร็อบทำงานกับเขามานานพอที่จะรู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป และหากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้ เรื่องนี้คงจะจบในอีกไม่นาน
“ระวังตัวนะไรน์” คีธกอดบุตรชายไว้แน่นอย่างกังวล ก่อนหันมามองเควิน
“ฝากด้วยนะเควินดูแลไรน์ให้ดี ในเมื่อโรเจอร์เห็นชอบและไว้ใจแผนนี้มากผมก็ไม่มีอะไรจะขัด” คีธกังวลมากที่จะปล่อยให้ไรน์ไปกับเควินโดยไม่มีเขาไปด้วย
“แน่นอนครับ และผมจะดูแลไรน์ด้วยชีวิต” เควินสบตาของคีธอย่างเปิดเผย ชายหนุ่มมั่นใจในความรู้สึกของตนเองอย่างยิ่ง
“ผมคงไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ ผมเป็นห่วงพ่อมากกว่าถ้าเป็นอย่างที่เควินคิด พ่ออยู่ใกล้พวกมันมากกว่าผมอีก”
“ไม่ต้องห่วงไรน์ ผมทิ้งคนไว้ที่นี่มากพอ คิดว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก” เควินปลอบร่างเล็กที่ยังมีท่าทางพะว้าพะวงด้วยความห่วงบิดา คีธถอนใจเมื่อเห็นแววตาบุตรชายที่มองเควินอย่างไว้วางใจ ช่วงหลายวันมานี้ไรน์ดูสดชื่นและแจ่มใสขึ้น บรรยากาศขัดแย้งระหว่างไรน์กับเควินก็หายไป
ใจหนึ่งของคีธก็ดีใจที่ไรน์ดูมีความสุขขึ้นแต่อีกใจหนึ่งก็เป็นกังวล ในฐานะที่เป็นพ่อทำให้คีธออกจะทำใจให้ยอมรับยากอยู่สักหน่อย คีธถอนใจอีกครั้งเมื่อก้มลงจุมพิตหน้าผากไรน์
“เอาล่ะ เดินทางได้แล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวจะสายไป”
“ครับ”

กริ๊งงงง!!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังจะออกจากห้อง
“คุณเควินคะ มีโทรศัพท์ของคุณค่ะ” เสียงแม่บ้านที่เดินไปรับโทรศัพท์ ขัดจังหวะขึ้น เควินหันมาส่ายหน้าเหมือนจะไม่รับแต่ก็เปลี่ยนใจถามกลับ
“ใคร?”
“คุณเจสซิกาค่ะ” เควินชะงักหันไปมองไรน์อย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอย่างกังวลเมื่อเห็นไรน์เมินหน้าไปอีกทาง
“ไรน์.......” มือแข็งแรงรั้งต้นแขนเล็กไว้เมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะปลีกตัวออกไป
“ผมจะไปรอที่รถ คุณคุยตามสบายเถอะครับ” ไรน์เอ่ยเบาๆ โดยไม่มองหน้า เควินมองตามเงาหลังของร่างบางที่เดินลับหายไป แล้วก็สบถในใจเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปรับโทรศัพท์
“เควินพูด มีอะไรด่วนหรือเปล่าเจสซิกา....”

ไรน์เดินออกมาที่ระเบียงหน้าบ้าน เกลียดความรู้สึกของตนเองเหลือเกิน ความหวั่นกลัวปนหวาดระแวง ช่างเป็นความรู้สึกที่เจ็บแปลบและร้อนรนอย่างยากที่จะอธิบาย ร่างบางมัวแต่ครุ่นคิดจนไม่ทันสังเกตอะไร ทำให้สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก
“ไรน์! ไรน์! เป็นอะไร?” ไรน์เงยหน้าขึ้นกระพริบตาอย่างงงๆ เมื่อมองไปที่รถของแซคที่เลี้ยวปราดเข้ามาจอดเทียบจนแทบจะถึงตัวอยู่แล้ว
“แซค”
“ใช่ เรียกหลายครั้งแล้ว เหม่อจนจะเดินชนรถ”
“ไม่..ไม่มีอะไร นายมาทำอะไร”
“อ้าว! ก็เมื่อวานตอนที่คุยกันนายบอกว่าจะไม่อยู่หลายวัน ฉันก็เลยมาส่งทำไมไปกะทันหันอย่างนี้ล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
ไรน์นิ่งไปชั่วครู่ มือเล็กก็ลากมือแซคออกไปที่สวน ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดเพราะไม่สามารถปิดบังเพื่อนสนิทต่อไปได้ แซคอึ้งเมื่อฟังจบร่างสูงหันมาจับไหล่ไรน์ไว้ดวงตามีแววเป็นห่วง
“เรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกแต่แรก”
“พ่อกับโรเจอร์ไม่อยากให้เป็นข่าว ฉันเองก็ไม่อยากให้นายพลอยยุ่งไปด้วย”
“แล้วนี่เขาจะพานายไปที่ไหน”
“เควินยังไม่ได้บอกเลย”
“แล้วไม่มีใครรู้เลยหรือ ฉันเป็นห่วงนายนะไรน์” แซคกอดร่างบางตรงหน้าไว้ ไรน์รู้ดีถึงความเป็นห่วงของเพื่อนจึงเอียงศีรษะกับไหล่กว้างก่อนจะพูด
“ขอบคุณนะแซค นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน” ไรน์เงยหน้าขึ้นแล้วก็เห็นแววสลดวูบในดวงตาของแซค
“แค่เพื่อนเท่านั้นหรือไรน์ นายไม่เคยรู้ความรู้สึกแท้จริงของฉันเลยหรือไรน์” แซคถามอย่างเจ็บปวด ด้วยคำพูดที่ทำให้ไรน์นิ่งขึงอย่างตกใจเมื่อรู้ถึงความหมายที่แฝงอยู่นั้น
“แซค...” ไรน์ครางออกมาอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นสีหน้าแซค ร่างบางนิ่งตะลึงอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร แซคเป็นเพื่อนสนิทของเขามานาน จนเขาไม่เคยคิดอะไรเกินกว่านี้เลย แซคเห็นสีหน้าลำบากใจของไรน์จึงลดมือลงอย่างผิดหวังก่อนจะฝืนยิ้ม
“ไม่เป็นไร ไรน์อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ถึงอย่างไงฉันก็ยังดีใจที่ได้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนาย”
“แซค..ขอโทษ” ไรน์โอบแขนรอบร่างสูงแน่น
“ขอโทษ ที่ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของนายเลย” แซคจุมพิตที่เรือนผมนุ่มสวย ก่อนจะดันร่างบางออกช้าๆ กลัวเหลือเกินว่าตนเองจะอดใจไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเขาที่ใครๆก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ นั่นก็อาจจะเพียงพอ แซคคิดอย่างเศร้าหมอง
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดนายสักหน่อย” ทำให้ไรน์ยิ้มออกมาได้

แซคโอบแขนรอบไหล่เล็กเดินกลับไปที่รถช้าๆ แล้วก็ชะงักเมื่อสบตาร่างสูงที่ยืนกอดอกอยู่ข้างรถ แม้หน้าตาของชายหนุ่มจะเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ แต่ดวงตาที่มองมายังเขากลับทอแววโกรธเกรี้ยวราวกับภูเขาไฟรอเวลาระเบิด แซคคิดในใจขณะทักเควิน
“สวัสดีครับ” เควินก้มศีรษะรับอย่างเย็นชาแล้วหันมาบอกไรน์
“ใกล้ถึงเวลาเดินทางแล้วไรน์” ไรน์จึงหันไปลาแซค
“ไปก่อนนะแซค ขอบคุณที่มาส่ง”
“โชคดีนะไรน์”

เควินก้าวขึ้นรถพร้อมกับปิดกระจกที่กั้นระหว่างผู้โดยสารกับคนขับขึ้น ชายหนุ่มเอนพิงเบาะรถหันไปมองไรน์ที่ยังคงเงียบกริบอยู่แม้จะออกเดินทางไปได้สักพัก ถอนใจอย่างหงุดหงิดเมื่อไรน์ทำเหมือนไม่สนใจเขา เมื่อครู่นี้เขามองเห็นภาพคนทั้งคู่ยืนคุยกันในสวน ตอนที่แซคกอดร่างบางในสวน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออยากเข้าไปกระชากเจ้าหนุ่มนั่นออกแล้วโยนไปให้พ้นจากไรน์ ให้ไปไกลๆ เลยยิ่งดี
แต่สำหรับไรน์เองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเควิน ไรน์แอบมองหน้าเคร่งขรึมนั้นแล้วก็น้อยใจ ‘หึ พอรับโทรศัพท์จากเจสซิกา เควินก็มานั่งทำหน้าเคร่งใส่เขา’
ไรน์นิ่งเงียบยกมือกอดอกพิงศีรษะกับพนักพิงแล้วหลับตาลง แต่แล้วก็สะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมือแข็งแรงกระชากเข้าไปชิดอกกว้างนั้น
“เมื่อครู่ร่ำลาอะไรกับเจ้านั่น” เสียงถามแผ่วต่ำอย่างระงับอารมณ์ ทำให้ไรน์มองอย่างงุนงง ทำไมเขากลับเป็นฝ่ายถูกถามไปได้
“ไม่มีอะไรนี่ แค่ลากับธรรมดาเท่านั้น”
“แต่ผมเห็นคุณกับเขากอดกัน เพื่อนกันเขาทำกันอย่างนั้นด้วยหรือไง” ไรน์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินสำเนียงไม่เชื่อถือนั้น ทำไมเควินถึงใช้สำเนียงนั้นกับเขา ร่างบางคิดอย่างโกรธแกมน้อยใจ ทีเขายังไม่ถามอะไรเรื่องเจสซิกาเลย
“แล้วคุณล่ะคุยอะไรกับเจสซิกา” ไรน์ถามกลับเสียงเย็นชา ดวงตาสีอำพันจับจ้องที่ชายหนุ่ม เควินอึ้งไปนิดหนึ่งแต่นั่นก็เพียงพอที่ทำให้ไรน์เข้าใจผิด ร่างบางสะบัดตัวออกอย่างน้อยใจ
“เธอแค่โทรมาถามข่าวเหตุการณ์หลังจากงานวันเกิดคุณ”
“งั้นหรือ” สำเนียงนั้นมีแววไม่เชื่อถือก่อนจะพูดต่อ
“แต่ผมจำได้นะว่าคุณสนิทสนมกับเธอแค่ไหนในงานวันนั้น” เควินใจหายเมื่อเห็นแววตาของไรน์ จนกลับเป็นฝ่ายร้อนรนขึ้นมา
“ไรน์ ไปกันใหญ่แล้ว เรื่องระหว่างผมกับเจสซิกามันจบไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงโทรมาหาคุณ แล้วเธอยังรู้ด้วยว่าจะติดต่อคุณได้ที่ไหน” แววตาที่มองมาแฝงแววคลางแคลง
“ไรน์...” เควินพยายามประคองใบหน้างดงามให้หันมามองเขา แต่ก็ชะงักเมื่อไรน์เมินหน้าออกไปทางหน้าต่างรถเหม่อดูภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ในคืนวันนั้นผ่านวูบเข้ามา ร่างบางกำมือแน่นหายใจสะท้อนเมื่อตระหนักว่า ในตอนนั้นถ้าเขาไม่บาดเจ็บเควินคงจะไม่หันกลับมา และเรื่องทั้งหมดคงจะจบลงไปแล้ว
“เควิน ขอเวลาผมสักพักเถอะครับ ตอนนี้ผมสับสนเหลือเกินผมอยากมีเวลาคิดอีกสักพัก” ไรน์หลับตาลง ร่างบางขยับไปซุกตัวชิดประตูรถอีกด้านหนึ่ง การไปอยู่กับเควินเพียงลำพังตามแผนการเริ่มยากลำบากสำหรับไรน์

เควินกำมือแน่นเมื่อร่างบางถอยห่างออกไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นอีกครั้งบนความหวาดระแวงและยังเปราะบางเหลือเกิน ไรน์รักเขาเควินแน่ใจ แต่ไรน์ก็ยังระแวงเขา ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเมื่อรู้ว่าเขาต้องการทั้งหมดจากไรน์ เพียงแค่ความรักมันยังไม่เพียงพอ เควินต้องการความไว้วางใจเช่นเดียวกับวันแรกที่ไรน์มอบตัวให้เขาที่โรงแรม
ความไว้วางใจที่เขาได้ทำลายมันลงไป

TBC

crisis2

By SF

ใครมันเป็นใครกันที่เข้ามาถึงค่ายเขาได้เพียงลำพัง แถมยังช่วยเหยื่อออกไปได้อีก มือใหญ่ยกขึ้นปาดเลือดที่กำลังไหลเข้าตา ใบหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียด มันเป็นการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเป็นครั้งแรก สายตาเย็นชาและเหี้ยมเกรียมมองไปที่ค่ายซึ่งตอนนี้เหลือเพียงเศษไม้หักพังที่รอดจากการถูกไฟไหม้ไปบางส่วน ลูกน้องที่เหลือไม่กี่คนต่างก็บาดเจ็บจากแรงระเบิด และมีสีหน้าหวาดกลัว ไอ้พวกขี้ขลาด เขาจะต้องล้างแค้นที่มันทำให้เขาต้องอับอายขนาดนี้ เขาจะหามันให้พบ พวกมันยังไม่รู้เขายังมีไม้ตาย

รอก่อนเถอะ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครานั้นแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียด


c c c c c c

“ไม่...ไม่...อย่า” ไรน์ผวาตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับเสียงกรีดร้องในลำคอเช่นเดียวกับทุกๆ คืน ร่างบางหอบหายใจถี่เร็ว เหงื่อซึมทั่วตัวทั้งที่ภายในห้องปรับอากาศไว้เย็นสบาย ความฝันนั้นอีกแล้วมันเหมือนจริงมากจนไรน์คิดว่าตนเองกลับไปอยู่ที่ป่าทึบแห่งนั้นอีก ไรน์ก้าวเท้าลงจากเตียงช้าๆ เปิดประตูระเบียงมองออกไปข้างนอก แวบหนึ่งที่มองเข้าไปในสวนร่างบางถึงกับสะท้านเฮือกกับภาพเงาที่วูบไหวในความมืด

ไรน์สูดลมหายใจลึกพยายามควบคุมตัวเอง จนกระทั่งดวงจันทร์เริ่มเคลื่อนผ่านเมฆที่หนาทึบและทอสว่างพอที่จะมองเห็นสวนเบื้องล่างได้ชัดเจนขึ้น ร่างบางจึงทรุดตัวลงนั่งกอดเข่า สองเดือนแล้วที่เขากลับถึงบ้าน บาดแผลทางกายได้รับการดูแลจนหายดี รอยแผลเป็นที่หลังก็จางหายจนเหมือนกับไม่เคยเกิดเรื่องใดๆ เลย แต่ความทรงจำที่น่าเกลียดยังฝังแน่นจนยากจะลืมเลือน

ไม่เคยมีวันใดเลยที่เขาจะไม่ฝันร้าย ไรน์ถอนใจเขาไม่ได้บอกกับใครแม้แต่พ่อกับโรเจอร์ เพราะเพียงแค่นี้เขาก็ถูกดูแลอย่างระมัดระวัง แทบจะไม่เคยถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังหรือห่างสายตาบอดี้การ์ดสักนิด จนไรน์เริ่มรู้สึกอึดอัด สภาพในตอนนี้เหมือนกับเขาถูกกักขังอีกครั้ง
ไรน์หลับตาลงรู้สึกเงียบเหงาไร้ที่พึ่ง เขาต้องการเควิน ร่างบางนึกถึงอ้อมแขนแข็งแรงที่เคยปลอบโยนเขาในยามที่อยู่กลางป่าด้วยกัน สัมผัสที่นุ่มนวลเสียงแผ่วทุ้มที่คอยให้กำลังใจ

'ตอนนี้ผมต้องการคุณ คุณอยู่ที่ไหน คุณสัญญาไม่ใช่หรือว่าจะมาหาเมื่อผมต้องการคุณทำไมคุณถึงผิดสัญญา’

“เควิน ผมอยากพบคุณเหลือเกิน” ไรน์กระซิบเสียงแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบสงัดของเวลายามค่ำคืน มือเล็กกอดรอบตัวเองไว้แน่นหวนนึกถึงวันสุดท้ายก่อนจาก เมื่อพ่อกับโรเจอร์มารับเขาพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ที่สนามบินเล็ก ใกล้พรมแดนเซดาน

“เควิน?” ไรน์เงยหน้ามองเขาอย่างลังเลเมื่อรู้ว่าเขาจะไม่กลับมาด้วย

“ผมไปส่งคุณไม่ได้เพราะยังมีงานต้องทำต่อ ไรน์ ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้วไม่ต้องกลัว” เควินเอ่ยเบาๆ

“ไม่..เควิน อย่าทำอย่างนี้กับผม” ดวงตาสีอำพันคลอด้วยหยาดน้ำตา เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มกำลังจะจากไปทันทีที่งานเสร็จสิ้นลง เควินสูดลมหายใจลึกควบคุมตนเองไม่ให้อ่อนไหวกับใบหน้างดงามตรงหน้า

“ไรน์ ผมสัญญาเมื่อคุณต้องการผม ผมจะไปหาคุณทันที” ริมฝีปากบางสั่นระริกแต่ยังพยายามยิ้ม

“สัญญานะครับ เควิน”

“สัญญา” เสียงเตือนให้เดินทางแว่วมาไรน์ชะงักก่อนจะปลดสร้อยคอร้อยกางเขนเงินออกมา วางใส่มือใหญ่ตรงหน้า

“สร้อยคอนี้ผมรักมันมาก เอามันมาคืนผมนะครับ” ไรน์หมุนตัวหันหลังให้ก่อนจะเดินไปที่ ฮ. อย่างรวดเร็ว เควินยืนงงอยู่ชั่วอึดใจก่อนรู้ตัว

“เดี๋ยว...ไรน์”

ร่างเล็กหันกลับมาริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย แม้จะไม่ได้ยินเสียงเพราะโรเตอร์ใบพัดของ ฮ. หมุนเร็วขึ้นจนกลบเสียงทั้งหมด แต่เควินก็รู้ว่าไรน์พูดอะไร มือใหญ่กำไม้กางเขนอันเล็กในมือไว้แน่น

ไรน์ก้มมองร่างสูงที่ยืนส่งเขา เงาร่างนั้นเล็กลงทุกขณะเมื่อ ฮ.ยกตัวสูงขึ้น ไรน์ย้ำคำพูดประโยคเดิมในใจ หวังว่าเควินจะรับรู้

“ผมรักคุณ”

c c c c c c

“ไรน์ ทำไมตื่นเช้าจังเลยลูก” คีธยิ้มเมื่อเห็นร่างของบุตรชายลงจากบันไดมา ร่างใหญ่เดินเข้ามารับแล้วก้มจุมพิตหน้าผาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าไรน์ถนัดก็ขมวดคิ้ว

“ทำไมสีหน้าไม่ดีเลย ไม่สบายหรือเปล่า?”

“ไม่ครับพ่อ แค่นอนดึกนิดหน่อย” ไรน์ฝืนยิ้มแล้วรีบปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้คีธเป็นห่วงให้มากกว่านี้ เขาจะบอกได้อย่างไรว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี่แทบไม่มีคืนใดที่เขานอนหลับได้สนิท และเมื่อตื่นจากฝันร้ายเขาก็แทบไม่กล้าหลับอีกเลย

“แน่ใจนะ พ่อว่าให้หมอมาดูดีกว่าไหม?” ไรน์รีบส่ายหน้าขณะกำลังจะปฏิเสธ ก็มีเสียงทักดังมาจากด้านหลัง

“ไรน์! คีธ!” ร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบทหารเรือก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“โรเจอร์ ทำไมวันนี้มาแต่เช้าได้” คีธหันมามองก่อนจะทักเพื่อนสนิท ขณะที่ไรน์อุทานอย่างยินดี แล้วโถมเข้าหาอ้อมแขนที่กางออกรับทันที

“โรเจอร์ หายไปไหนตั้งหลายวันครับ ผมคิดถึง” โรเจอร์กอดร่างบางไว้แน่น หัวเราะลั่น พอคลายมือออกก็เอื้อมมือมาบีบจมูกโด่งเล็กเบาๆ

“ลุงก็คิดถึงเจ้าตัวยุ่ง พอดีมีราชการด่วนนะ”

อาหารเช้าวันนี้ค่อนข้างนานเมื่อโรเจอร์มีเรื่องตลกมาเล่าให้ไรน์ฟัง สีหน้าคีธยิ้มอย่างพอใจได้ยินเสียงหัวเราะที่หายไปนานของไรน์ เมื่อทุกคนทานเสร็จเรียบร้อยคนรับใช้จึงเลื่อนอาหารออก ไรน์รินกาแฟให้โรเจอร์ กับคีธ

“เฮ้อ! ไปที่ไหนลุงก็คิดถึงกาแฟฝีมือเรานะนี่” โรเจอร์หัวเราะเมื่อยกแก้วขึ้นจิบ

“นี่ท่านนายพล ตั้งใจมากินอาหารเช้าอย่างเดียวจริงๆหรือนี่ ไม่มีธุระอะไรหรือถึงมาแต่เช้า” คีธบ่น

“งั้นสิ มหาเศรษฐีอย่างนายหวงแค่อาหารเช้าหรือไง” โรเจอร์ตอบหน้าตาเฉย ทำให้ไรน์หัวเราะอย่างอดไม่ได้ คีธเลยต้องหัวเราะตามก่อนจะพึมพำด่าเพื่อนสนิท

“เดี๋ยวได้เตะนายพลเรือวันนี้ล่ะวะ”

“เอาล่ะ ว่าธุระก็ได้ ฉันว่าจะมาถามนายเรื่องงานวันเกิดของไรน์น่ะ อีกแค่สองอาทิตย์ จะเอาไงหรือว่าไงล่ะไรน์” ตอนท้ายหันกลับมาถามเจ้าของวันเกิด

“ไม่ต้องจัดไม่ได้หรือครับ” ไรน์ถามเบาๆ “ผมไม่อยากพบใคร”

“ไม่ได้! ลุงว่าไรน์ควรจะพบเพื่อนๆ บ้าง เกือบสองเดือนมานี่เก็บตัวไม่ยอมออกไปไหนเลย จะเก็บตัวอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ งานนี้เอาแค่คนกันเองก็ได้ไม่ต้องมาก” โรเจอร์สั่งออกมาตามวิสัยทหาร

“พ่อก็เห็นด้วยนะไรน์ ลูกชวนแซ็คมาด้วยนะไม่เจอเขามาตั้งนานแล้วนี่” คีธเอ่ยถึงเพื่อนสนิทของไรน์

“แซ็คไม่อยู่ครับ ไปเข้าค่ายคัดเลือกตัวนักกีฬา” ไรน์ตอบเบาๆ โรเจอร์จึงตัดบท

“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน ไรน์ดูนะว่าจะเชิญใครมาบ้าง”

“ครับ” โรเจอร์ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นไรน์ยอมรับปาก ก่อนจะอุทานอย่างนึกขึ้นมาได้

“อ้อ! เชิญเควินด้วยนะไรน์ ตอนนี้เขามาทำธุระที่เมืองนี้พอดี”

“เควินหรือครับ?” ไรน์เงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินชื่อที่อยู่ในใจเขาตลอดเวลา

เควินทำไมคุณมาที่นี่แล้วถึงไม่มาหาผม คุณไม่รู้หรือว่าผมอยากพบคุณเหลือเกิน ไรน์คิดอย่างน้อยใจ

“จริงหรือ โรเจอร์ ถ้าอย่างนั้นเชิญเขามาด้วยนะ คราวก่อนแทบไม่มีเวลาพูดคุยกันเลย” คีธพูด เขายังรู้สึกขอบคุณชายหนุ่มร่างสูงท่าทางมั่นคงที่เป็นคนพาไรน์กลับมาหาเขาได้อย่างปลอดภัย

“อืมม์ ตอนนั้นคงรีบไปจัดการงานที่ค้างอยู่ เพราะเควินทำงานอิสระ แถมยังมีฝีมือดีเป็นที่ต้องการตัวมาก ผมยังเสียดายที่กองทัพต้องเสียเขาไป”

“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนครับ?” ไรน์ถามพร้อมกับจดจำที่อยู่ไว้อย่างแม่นยำ

c c c c c c

เควินยื่นธนบัตรให้กับพนักงานยกกระเป๋าซึ่งรีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะถอยออกไปแล้วปิดประตูให้อย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มโยนเสื้อนอกไปพาดไว้ที่เก้าอี้ รูดเน็คไทออกจากคออย่างหงุดหงิด ก้าวไปทิ้งตัวลงบนเตียงพาดข้อเท้าไขว้กัน

แม้จะผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว แต่เควินรู้ตัวว่าเขาไม่สามารถตัดเจ้าของดวงตาสีอำพันคู่นั้นออกไปจากใจได้ ใบหน้างดงามมักจะแวบผ่านเข้ามาในความคิดของเขาเสมอ แม้กระทั่งในช่วงของการทำงานที่ต้องการความสนใจของเขาทั้งหมด เควินสบถเบาๆ เมื่อคิดว่าเขาเกือบพลาดในงานชิ้นล่าสุดเพราะไม่มีสมาธิพอ ดีว่าสามารถแก้ไขได้ทัน

เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ทุกครั้งที่เสร็จสิ้นภารกิจเขาจะสามารถละทิ้งทุกอย่างไว้ด้านหลัง และเริ่มงานชิ้นใหม่ได้อย่างไม่มีอะไรตกค้าง แต่ไม่ใช่กับไรน์

กริ๊งงงงงง..................!

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นทันทีอย่างคนที่ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา กระพริบตาวูบอย่างสงสัย ไม่น่าจะมีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจปิดบังร่องรอยนัก อาจมีคนหาเขาพบก็ได้

“ฮัลโหล” เควินพูดเสียงเรียบ

“สวัสดีครับคุณเควิน นี่มาร์คัสครับ ดีใจที่คุณยังอยู่ที่นี่กว่าผมจะตามหาคุณพบช่างยากเย็นจริงๆ” เควินยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงมาร์คัส ตัวแทนจากเดเวอโร ซีเคียวริตี้ ที่เป็นผู้ประสานงานกับเขามาตลอด

“มีอะไรด่วนหรือเปล่ามาร์คัส?”

“ขอบคุณสำหรับงานชิ้นล่าสุดครับ คุณทำได้วิเศษมาก ผมโอนเงินเข้าบัญชีคุณเรียบร้อยแล้วนะครับ”

“ไม่มีปัญหามาร์คัส”

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งครับ คุณอเล็กซิสยังให้ผมถามคุณว่าคุณยังไม่เปลี่ยนใจเรื่องตำแหน่งงานที่เสนอให้หรือครับ”

“ไม่ มาร์คัสผมยังไม่พร้อมหรอก บอกอเล็กซ์ด้วยแล้วกัน” มาร์คัสหัวเราะหึ หึ ก่อนจะตอบว่า

“ความจริงคุณอเล็กซิสใช้คำว่า ถามไอ้เพื่อนตัวดีของฉันซิ ตำแหน่งผู้อำนวยการเดเวอโรซีเคียวริตี้ มันยังไม่พอใจอีกหรือไง” เควินพึมพำด่าเพื่อนอยู่ในลำคอเบาๆ ก่อนจะตอบมาร์คัส

“ผมยังอยากเป็นอิสระอีกสักพัก”

“ตกลงครับ แต่อย่าลืมนะครับถ้าเปลี่ยนใจ ตำแหน่งนี้รอคุณอยู่ คุณเป็นคนเดียวที่คุณอเล็กซิสไว้ใจนะครับ และผมจะรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานร่วมกับคุณ”

“ขอบใจ มาร์คัส”

เควินวางโทรศัพท์ลงช้าๆ เขากำลังนึกถึงอเล็กซิส และงานบริหารในบริษัทรักษาความปลอดภัยระดับชาติที่อเล็กซิส เดเวอโรเสนอให้ แต่ที่เขาปฏิเสธเพราะยังต้องการอิสระในการทำงานสามารถที่จะรับหรือปฏิเสธงานตามความพอใจของตนเองได้

c c c c c c

ไรน์ก้าวลงจากรถคันยาว เงยหน้ามองโรงแรมระดับ 5 ดาว เดินผ่านล็อบบี้ก่อนจะหันมาบอกบอดี้การ์ดที่ตามมาเป็นพรวนนั่น

“พวกคุณรออยู่ข้างล่าง”

“ไม่ได้ครับ อย่างน้อยให้สักคนตามไปส่ง จนแน่ใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ” ไรน์ถอนใจอย่างยอมแพ้

“ก็ได้”

ไรน์ยกมือสั่นระริกค้างที่หน้าประตู สูดลมหายใจลึกพยายามควบคุมอาการเต้นระทึกของหัวใจ เควินอยู่ที่นี่แล้ว

ก๊อก! ก๊อก!

เควินลืมตาขึ้นอีกครั้งอย่างหัวเสีย ก้าวยาวๆไปเปิดประตูแล้วก็ต้องยืนตะลึง

“ไรน์!” เควินอุทานเบาๆ เมื่อเห็นใบหน้างดงามที่ฝันถึงเมื่อครู่ ไรน์หันไปบอกคนที่เดินตามมา

“คุณลงไปรอข้างล่างได้ ถ้าจะกลับผมจะโทรไปเรียก”

“แต่ว่า.........” บอดี้การ์ดหนุ่มลังเล เอื้อมมือไปแตะร่างของไรน์ไว้อย่างไม่แน่ใจ

“ไม่เป็นไร อยู่ที่นี่ผมปลอดภัยที่สุด” บอดี้การ์ดหันไปมองร่างสูงที่ยืนตรงหน้าแล้วก็ต้องเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ที่เห็นดวงตาสีน้ำเงินเข้มเปล่งประกายอันตรายวูบหนึ่ง เมื่อมองมือเขาที่เอื้อมไปรั้งไหล่ของไรน์ไว้ จนต้องรีบกระชากมือออกอย่างรวดเร็ว ก้มศีรษะลงพร้อมกับถอยหลังไป

“จะไม่ให้ผมเข้าไปหรือครับ” ไรน์เงยหน้ามองเควิน ความรัก ความคิดถึง ความยินดีที่ได้พบหน้านั้นสื่อออกมาจนหมดสิ้น เควินหันหลังกลับเดินเข้าไปยืนกลางห้อง ไรน์ก้าวเข้าไปพร้อมกับปิดประตูตามหลัง

“เควิน”

ร่างสูงเสยผมอย่างว้าวุ่นเมื่อได้ยินเสียงแผ่วเบานั้น สิ่งนี่หรือเปล่าที่ทำให้เขากลับมาที่เมืองนี้ ทั้งที่ไม่มีธุระอะไรสักนิด ชายหนุ่มหันกลับมาแล้วก็ต้องครางในใจเมื่อสบตาลึกซึ้งของไรน์ ดวงตางดงามสีทองคู่นั้นราวกับสะกดเขาไว้จนไม่สามารถถอนตัวออกมาได้

“เควิน ผมคิดถึงคุณ” ไรน์เดินเข้าไปประชิดตัว ร่างบางตัดสินใจ

ไม่! เขาไม่อยากอยู่ห่างจากเควินอีกแล้ว มือจับอกเสื้อของร่างสูงไว้เขย่งปลายเท้าขึ้นแตะริมฝีปากนุ่มไปที่ปลายคางได้รูปของชายหนุ่ม เควินครางเบาเขาก้มศีรษะลงแนบริมฝีปากลงยังริมฝีปากบางที่เผยอรอ ปลายลิ้นควานหาความหวานในโพรงปากเล็กอบอุ่น ปลายลิ้นเล็กเกี่ยวพันกับลิ้นของชายหนุ่มอย่างอ่อนหวานแกมเขินอาย

แค่เพียงจุมพิตเดียวเท่านั้น

แค่เพียงจุมพิตเดียว ความอดทน อดกลั้นมาเป็นเวลานานก็ไม่สามารถเอาชนะความปรารถนาของหัวใจไปได้

เควินช้อนร่างไรน์ขึ้นก่อนจะวางลงที่เตียงอย่างอ่อนโยน ร่างสูงแนบร่างลงไป ริมฝีปากจุมพิตใบหน้างดงาม เลื่อนลงมาที่ลำคอขณะที่มือใหญ่ปลดกระดุมเสื้อของไรน์ออก กระตุกให้พ้นร่างไปอย่างนุ่มนวล ริมฝีปากเลื่อนลงมาขบเม้มเบาๆ ไปที่ยอดอกสีแดงระเรื่อจนไรน์ครางเสียงแผ่ว มือเล็กกำผมสีเงินของชายหนุ่มไว้แน่น เมื่อปลายลิ้นเลื่อนลงไปที่หน้าท้องเรียบเนียน มือปลดซิปกางเกงรูดผ่านสะโพกเพรียวบางลงไปที่ปลายเท้าอย่างนุ่มนวล

“เควิน...” ไรน์พึมพำ ความรู้สึกวาบหวิวกระจายไปทั่ว ทุกตำแหน่งที่มือหนักแต่นุ่มนวลเลื่อนไปถึง

“อ๊ะ! เค..เควิน” ร่างบางสะดุ้งเฮือก เมื่อริมฝีปากอุ่นร้อนเลื่อนไปครอบครองความอ่อนไหวที่ต้นขาสะโพกบางแอ่นโค้ง เมื่อปลายลิ้นตวัดไล้เลีย มือบางเผลอกดศีรษะชายหนุ่มไว้แน่น ต้นขาเรียวงามแยกออกกว้าง ไรน์หวีดร้องเมื่อปลายลิ้นนั้นดูดดื่มรุนแรงขึ้น จนความรูสึกเสียวซ่านพุ่งปราด ร่างบางแอ่นโค้งเมื่อปลดปล่อยความปรารถนาออกมา

“เควิน...”

ไรน์ครางพร้อมกับหอบหายใจหนักๆ แล้วรู้สึกเย็นวูบเมื่อชายหนุ่มลุกขึ้น ดวงตาสีอำพันปรือตาขึ้นมองแล้วก็ต้องหน้าแดงเมื่อเห็นเควินปลดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว แล้วสลัดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายออก ไรน์ครางเสียงแผ่วเมื่อกวาดสายตาไปที่ร่างสูงแข็งแรงที่ยืนตระหง่านตรงหน้า ร่างนั้นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้องดงาม หน้าท้องแบนเรียบไร้ไขมัน ไรน์เบิกตากว้างเมื่อมองเห็นความตื่นตัวของร่างตรงหน้า

เควินหัวเราะเสียงพร่าเมื่อเห็นแววตาของไรน์ พระช่วย! ร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าเขาช่างงดงาม ผิวขาวนวลตอนนี้แทบจะเป็นสีชมพูระเรื่อไปทั้งตัวด้วยแรงพิศวาส และความเขินอาย ร่างบอบบางดูเต็มอิ่มขึ้นจากเมื่อสองเดือนก่อน ไหล่ลาด ยอกอกสีชมพู หน้าท้องขาวนวล ต้นขาเรียวงาม เขาค่อยๆ คุกเข่าลง แนบร่างลงไปเสียดสีความนุ่มละมุนตรงหน้า

“อา...ไรน์ คุณช่างงดงามเหลือเกิน” ริมฝีปากชายหนุ่มพรมจุมพิตไปทั่วร่างบางงดงามไม่เว้นแม้แต่หลังเท้าได้รูป ร่างบางบิดตัวด้วยความปรารถนาที่ถูกรุมเร้าขึ้นมาอีกครั้ง

“เควิน..อา..เค..วิน” ร่างสูงสูดลมหายใจลึกก่อนจะเลื่อนมาคุกเข่าตรงหน้า แยกต้นขาเรียวออกกว้างโน้มตัวลงจุมพิตปิดริมฝีปากบางไว้เมื่อสอดแทรกความแข็งแกร่งเข้าไปช้าๆ ไรน์ผวาเฮือก ครางเบาๆ ชิดริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่ม

“อึ๊ก...ฮึก..เค..วิน..” มือจิกต้นแขนชายหนุ่มไว้แน่น ต้นขาแยกออกกว้างเพื่อบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวด

“อึ๊...ไรน์ อย่าเกร็ง คนดีของผม” เควินหอบฮัก เขาสอดแทรกได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเนื่องจากความคับแคบของช่องทางนั้นรัดรึงจนเขาแทบทนไม่ไหว เขาสูดลมหายใจลึกจับสะโพกบางไว้แน่นแล้วตัดสินใจกดสะโพกเข้าหารุนแรงเพียงครั้งเดียวจนสุดความแข็งแกร่ง

“อ๊าาา...” ไรน์หวีดร้องด้วยความเจ็บปวด น้ำตาร่วงพรู ร่างกายรู้สึกราวกับจะปริแยกออกมาเป็นชิ้น มือลดลงมาจิกผ้าปูไว้แน่น

ไม่! เจ็บเหลือเกิน ทำไมเจ็บปวดอย่างนี้ ไรน์หลับตาแน่น ขณะที่เควินอุทานเสียงแหบพร่าเมื่อความสุขพุ่งปราดขึ้นมา ดื่มด่ำกับความนุ่มละมุนที่โอบรัดเขาไว้อย่างแนบแน่น ชายหนุ่มพยายามอดทนเพื่อให้ร่างบางปรับตัว

ไรน์ค่อยๆ ลืมตามองอีกครั้งแล้วก็ครางเบาๆ เมื่อเห็นแววตาสีหน้าสุขสมของเควิน ริมฝีปากบางพยายามคลี่ยิ้มทั้งที่รู้สึกเจ็บปวด เควินสะท้านไปทั้งตัวเมื่อสบตาสีอำพันพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำ แต่เต็มไปด้วยความไว้วางใจคู่นั้น ร่างสูงค่อยๆ ถอนกายออกแล้วขยับช้า ไรน์กัดริมฝีปากแน่น แม้เควินจะพยายามอ่อนโยนแต่ความนุ่มนวลที่รัดรึงไว้ ดึงดูดเขาให้หลงลืมตน สะโพกแข็งแรงเริ่มขยับเข้าออกเร็วและหนักหน่วงขึ้น

ไรน์เริ่มครางเมื่อรู้สึกถึงความเสียวซ่านแปลกประหลาดที่เริ่มทวีขึ้น จนลืมเลือนความเจ็บปวดไปหมดสิ้น สะโพกบางเริ่มขยับเคลื่อนไหวตอบโต้แม้จะเขินอายแต่ก็ทำให้ร่างสูงหายใจหอบกระชั้น เสียงครางผะแผ่วดังประสานกันตามจังหวะรัก จนในที่สุดร่างบางก็ทนไม่ไหวเมื่อความรู้สึกสุขสมพุ่งปราดขึ้น

“เควิน.......” ไรน์กรีดร้องหลั่งรินความปรารถนาออกมา ร่างเกร็งบีบรัดชายหนุ่มไว้แน่นทำให้เควินครางหนักๆ ฝังสะโพกเข้าหาแนบแน่นก่อนจะหลั่งรินความร้อนผ่าวเข้าสู่ร่างบาง ร่างใหญ่กระตุก สั่นสะท้านแล้วทรุดตัวลงทับร่างบอบบางที่อยู่เบื้องล่าง

“ไรน์..” เควินฟุบหน้าลงกับหน้าอกขาวนวล พยายามควบคุมลมหายใจของตนเองให้ช้าลงพริ้มตาพักทั้งที่ยังไม่ได้ถอดถอนร่างกายออกมา
ไรน์โอบแขนรอบร่างแกร่ง พริ้มตาลงรับรู้ถึงน้ำหนักของร่างสูงใหญ่ที่กำลังทาบทับอยู่บนตัวอย่างยินดี เขาไม่เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ไรน์รู้สึกตัวเองเติบโตขึ้นภายในระยะเวลาอันแสนสั้น มั่นใจในความรู้สึกของตนเองยิ่งนัก

“ผมรักคุณ เควิน”

เควินชะงักเมื่อได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบาราวกระซิบที่ข้างหู และแขนเรียวบางที่โอบกอดเขาอย่างไว้วางใจ

เนิ่นนานต่อมาเควินจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ แล้วก็พบว่าไรน์ผล็อยหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลียจากพายุอารมณ์ที่ผ่านมา ร่างสูงถอนกายออกช้าๆ แต่พอเหลือบมองร่างกายของตนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดจางๆ ปนกับคราบสีขาวขุ่นแล้ว เควินก็มองไรน์อย่างตกใจ ความรู้สึกสับสนยุ่งเหยิง

นี่เขาทำอะไรลงไป! ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับไรน์มันควรจบลงไปตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว เขาไม่ควรทำเรื่องให้มันยุ่งยากมากขึ้นไปอีก ทั้งที่เตือนตัวเองไว้ก็ยังหลวมตัวให้มันเกิดขึ้นจนได้ สู้ฝืนอดทนมาตลอดสองเดือนกลับไร้ประโยชน์

เควินคิดว่าไรน์เองก็คงจะลืมเขาได้ในไม่ช้า แต่ในกลับไม่เป็นเช่นนั้น ไรน์ยังคงมั่นคงและแน่วแน่อย่างที่เขาคิดไม่ถึง ส่วนหนึ่งของเควินพอใจอย่างลึกซึ้ง แต่ในเมื่อเขาทำงานเช่นนี้ ก็ไม่ควรเอาอนาคตของใครเข้ามาเสี่ยง โดยเฉพาะกับไรน์ ร่างบางยังเด็กเกินไป โลกของไรน์บริสุทธิ์และปลอดภัยแตกต่างจากเขามากนัก เขาไม่ควรดึงไรน์ให้มาเกี่ยวข้องกับเขา

c c c c c c

“อืมม์...” ไรน์พึมพำประท้วงเมือรู้สึกถึงความเย็นที่ใบหน้า กระพริบตาอย่างง่วงงุนก่อนจะลืมตาขึ้น

“เควิน!” ไรน์อุทานเบาๆ อย่างเขินอายเมื่อรู้ตัวว่ามือใหญ่นั้นกำลังเช็ดตัวให้เขาอย่างนุ่มนวล เมื่อนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไรน์ก็หน้าแดงเรื่อไม่กล้าสบตาชายหนุ่ม

เควินโยนผ้าขนหนูในมือลงไปอ่างน้ำใบเล็กนั่นด้วยท่าทีเฉยเมย ไรน์จึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตาสีน้ำเงินคู่นั้น แล้วร่างบางก็ใจหายวูบเมื่อมองเห็นสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกของเควิน

“เควิน มีอะไรหรือครับ?” ไรน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิว เควินสบตาไรน์

“คุณควรกลับไปได้แล้วไรน์ เดี๋ยวคีธจะเป็นห่วง” เควินลุกขึ้นก่อนจะหันกายไปที่หน้าต่าง ไรน์นั่งเงียบตะลึงอยู่บนเตียงชั่วครู่

“.....ทำไม?..เควิน”

“ไรน์ เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ผมเสียใจที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ คุณควรลืมเรื่องนี้เสียเถอะ” เควินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ไม่หันมามองอาการตกตะลึงนั้น

ไรน์เห็นอาการเมินเฉยของร่างสูงที่ยืนหันหลัง แล้วก็นั่งนิ่งไปมือจิกผ้าห่มเกร็งไว้แน่นอย่างพยายามควบคุมความรู้สึกอับอายแกมเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา ลมหายใจที่แทบจะขาดห้วงด้วยความหวังที่สูญสลายในพริบตา สมองว่างเปล่าไปหมด ดวงตาร้อนผ่าวกระพริบถี่ๆ อย่างพยายามควบคุมน้ำตาไม่ให้ล้นเอ่อออกมา

ไม่! อย่าร้อง อย่าทำให้ตัวเองอับอายมากไปกว่านี้ ร่างบางกระซิบสั่งตนเองอย่างดุดัน

เขาน่าจะรู้ตัวว่าเควินคงไม่แคร์อะไรเขา ไม่เช่นนั้นคงไม่หายเงียบไปเป็นเดือนๆ

เขาน่าจะรู้ตัวแทนที่จะหวังอะไรลมๆแล้งๆ แล้วยังมาเสนอตัวให้เหมือนคนไร้ค่า

คงมีเขาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่เฝ้ารอคอยสัญญา มือบางสั่นระริกขณะเก็บเสื้อผ้ามาสวมใส่ ก่อนจะวางเท้าลงข้างเตียงเมื่อขยับลุกก็รู้สึกเจ็บแปลบจนเข่าอ่อนวูบต้องคว้าเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียงไว้เป็นหลัก

ไรน์เหลือบมองคราบเลือดบนเตียง หลักฐานของความอ่อนเยาว์ที่โง่เขลา ร่างบางค่อยๆ ก้าวเดินไปที่ประตู โดยไม่รู้ตัวถึงสายตาคมที่มองตามเงาสะท้อนของกระจกหน้าต่าง เควินยังคงยืนหันหลังมือที่ล้วงกระเป๋ากำแน่น ขบกรามเพื่อระงับความต้องการที่จะเข้าไปโอบประคองร่างนั้นไว้แนบอก สีหน้าที่เจ็บปวดของไรน์ยิ่งทำให้เควินเจ็บปวดเป็นทวีคูณ

เขาทำสิ่งที่สมควรแล้ว ก่อนที่ไรน์จะเจ็บปวดมากไปกว่านี้ ชายหนุ่มย้ำให้ตนเองเชื่อ

ร่างสูงกลั้นใจ ขบปลายลิ้นของตนไม่ให้หลุดคำพูดเพื่อหยุดยั้งไรน์ไว้ เมื่อมือเล็กแตะไปที่ลูกบิดประตู ไรน์ก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะพูดเสียงพร่าทั้งที่ยังหันหลังอยู่

“อีก 2 อาทิตย์วันเกิดผม มีงานเลี้ยงที่บ้าน ผมรู้ว่าคุณไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องอะไรกับเราอีก แต่พ่อกับโรเจอร์อยากพบคุณ คุณคงไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง”

ประตูปิดเบาๆ ตามหลัง เควินเดินเหมือนหุ่นยนต์มานั่งที่เตียง ก้มหน้าลงกับฝ่ามือ เขาทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือ แต่ทำไมถึงรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้

ไรน์เดินลงมาที่ล็อบบี้ของโรงแรมโดยไม่รู้ตัว เมื่อเข้ามาซุกตัวในรถ ร่างบางพริ้มตาลง ใบหน้าเฉยชาขณะที่น้ำตาหลั่งรินอยู่ภายใน ขยับร่างกายแต่ละครั้งก็รู้สึกเจ็บปวดระบม ยิ่งย้ำเตือนให้นึกถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านมา ความหวังตลอดเวลาสองเดือนมันจบสิ้นลงไปแล้ว

ต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอคอยอีกแล้ว เพราะสิ่งนั้นมันไม่มีวันเป็นไปได้

c c c c c c

ไรน์เดินลงจากบันได มองไปรอบบ้านที่ถูกตัดแปลงให้เป็นสถานที่จัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ถูกเปลี่ยนให้เป็นห้องเต้นรำและขณะนี้ก็เต็มไปด้วยผู้คนกว่าครึ่งร้อย ห้องแทบทุกห้องถูกเปิดใช้ ร่างบางถอนใจเมื่อคิดในใจ

ไหนว่าเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ ไง แต่นี่มองไปมีแต่แขกของพ่อกับโรเจอร์ทั้งนั้นเลย เพราะเขาเองไม่ได้เชิญใคร แซ็คเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวก็ไม่อยู่ พ่อกับโรเจอร์กลัวเขาจะเหงาเลยเชิญแขกของตนเองใหญ่เลย

ไรน์รู้ตัวว่าอีกเหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะช่วงสองอาทิตย์นี้เขาดูเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยร่าเริง ทำให้คีธออกจะกังวล ถึงแม้รู้แต่ไรน์ก็ไม่อาจฝืนทำตนให้แจ่มใสได้

แขกทุกคนแต่งกายหรูหรางดงาม เมื่อไรน์เดินลงมาทุกคนก็ยิ้มทักทายและอวยพรอยู่รอบตัว ไรน์ได้แต่พึมพำตอบไปตามมารยาท สายตาอดมองไปรอบๆ งานไม่ได้ แต่พอรู้ตัวว่ากำลังมองหาใคร ร่างบางก็ห้ามตัวเองไว้ได้ทัน

“ไรน์ ทางนี้ลูก” ไรน์หันไปตามเสียงเรียกของคีธ แล้วก็ชะงักเมื่อมองเห็นร่างสูงที่ยืนคุยอยู่กับพ่อของเขา หัวใจเต้นระทึกราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก ร่างสูงอยู่ในชุดแบล็คไทสีดำส่งให้ร่างนั้นดูงามสง่าแตกต่างจากชุดพรางที่เขาคุ้นตา ไรน์ก้าวเข้าไปช้าๆ ขณะเดียวกับที่โรเจอร์เดินเข้ามาร่วมวงพอดี ร่างสูงก้มศีรษะให้โรเจอร์

“เควิน ดีใจจริงที่คุณมาได้” โรเจอร์ตบไหล่กว้างของเควินหนักๆ

“ครับท่าน นี่เจสซิกาเพื่อนของผมครับ” ชายหนุ่มแนะนำคู่ควงของเขา หญิงสาวร่างสูงระหงอยู่ในชุดสีแดงรัดรูป ใบหน้างดงามตาสีฟ้า ผมบล็อนด์ยาวสลวย

ไรน์ยืนนิ่งอึ้งเขาไม่ทันสังเกต เพราะมัวแต่มองร่างสูงจนไม่รู้ว่าชายหนุ่มพาคู่ควงมาด้วย ร่างบางรู้สึกเจ็บลึกในอกขณะหันกายจะออกไป แต่ก็ชะงัก

“ไรน์ ไม่คุยกับเควินก่อนหรือลูก” คีธเอ่ยอย่างไม่สังเกตอะไร ไรน์หันกลับมาฝืนยิ้ม

“สวัสดีครับเควิน ดีใจที่คุณมาได้” เควินมองร่างบางตรงหน้าเขาหัวใจกระตุกวูบเมื่อมองเห็นแววตาสีอำพันนั้นชัดเจน

“อ้อ! ไรน์ หาเครื่องดื่มให้เควินกับเจสซิกาก่อนสิ เดี่ยวค่อยคุยกันต่อนะเควิน” โรเจอร์บอกกับชายหนุ่มก่อนจะดึงคีธไปอีกทาง

“มานี่คีธ ฉันจะแนะนำเพื่อนให้นายรู้จัก”

ไรน์เดินนำทั้งคู่มาที่บาร์เครื่องดื่ม พยักหน้ากับบริกรให้หยิบเครื่องดื่มให้กับเควินและเจสซิกา เขาเมินหน้าเมื่อเห็นมือเรียวของหญิงสาวเกาะแขนชายหนุ่มอย่างเป็นเจ้าของ

“เชิญตามสบายนะครับ” ไรน์พูดเสียงเบา เควินมองหน้างดงามตรงหน้าแล้วรู้สึกใจหายยิ่งนัก เพราะเขาที่ทำให้เกิดแววเศร้าหมองในดวงตางดงามคู่นี้

อย่า! ไรน์ ได้โปรดอย่าเจ็บปวดเพราะผม

“ไรน์ ...” ชายหนุ่มเรียกแล้วก็ชะงัก เมื่อเจสซิกาอุทาน

“ตายจริง เพลงเพราะจังเลย เควินเราไปเต้นรำกันดีไหมคะ” หญิงสาวมองไปทางห้องเต้นรำ ไรน์จึงฝืนยิ้ม

“เชิญตามสบาบครับ” ไรน์ปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เจสซิกาดึงเควินออกไป

c c c c c c

“แหม สนุกจังเลย ไม่ได้เต้นรำอย่างนี้กับคุณมานานแล้ว ดีใจจังที่คุณชวนฉันออกมาด้วย” เจสซิกาหัวเราะ ขณะเดินออกมาที่ระเบียง แสงไฟจากห้องเต้นรำส่องมาไม่ถึงจึงทำให้มุมนั้นค่อนข้างมืด

“คุณเป็นอะไร ดูคุณแปลกไป” เจสซิกาทักเมื่อเห็นร่างสูงยังเงียบอยู่

“เบื่อนิดหน่อย” ชายหนุ่มตอบเรียบๆ เจสซิกากวาดตามองดูร่างสูงแข็งแกร่งตรงหน้า แล้วยิ้มหวานความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาดำเนินมานานพอดู และเธอรู้ดีเกินกว่าที่จะหวังอะไรให้เกินกว่านี้ เควินอันตรายและโดดเดี่ยวเกินไปจนเธอไม่คิดจะเสี่ยง เมื่อเขาโทรหาเธอแต่ละครั้งเธอรู้ดีว่าเป็นแค่เรื่องทางร่างกายเท่านั้น แต่เธอไม่เคยปฏิเสธเควินได้แม้ชายหนุ่มจะให้ได้เท่านี้เธอก็พึงพอใจมากอยู่แล้ว

“งั้นฉันจะทำให้คุณหายเบื่อเอง” ร่างอวบอิ่มเบียดตัวเข้าหาร่างแกร่ง เขย่งปลายเท้าขึ้นแนบริมฝีปากสีแดงสดเข้าหาริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่ม เควินจับเอวบางไว้ขณะจะดันออก

เพล้ง!!

ทั้งคู่สะดุ้งหันขวับมาที่มุมมืดของระเบียง เงาร่างบางค่อยขยับช้าๆ เดินออกมาบริเวณที่แสงไฟสาดส่องมาถึง

“ขอโทษครับ พอดีผมนั่งอยู่ตรงนี้ก่อน แต่ก็กำลังจะไปแล้วตามสบายนะครับ” ไรน์พูดเสียงเรียบ ขณะที่เจสซิกาอุทานเบาๆ แล้วหัวเราะอย่างไม่มีแววเขินอายแม้แต่น้อย

“ไรน์...เดี๋ยว...” เควินอุทาน ชายหนุ่มปลดแขนเจสซิกาออก รีบก้าวตามไรน์เข้าไปในห้องเต้นรำแต่ก็มองไม่เห็นร่างบางเสียแล้ว
ร่างสูงยืนนิ่งขึง เป็นไปอย่างที่ต้องการแล้วไม่ใช่หรือ เขาต้องการให้ไรน์ตัดขาดจากเขา วันนี้เขาถึงได้พาเจสซิกามาเพื่อเหตุผลนี้ไม่ใช่หรือ ร่างสูงคิดในใจ แต่แววตาของไรน์ที่มองมาเมื่อครู่ ความเจ็บปวดที่มองเห็นนั้นรุนแรงจนแทบทำให้เควินหยุดหายใจ

c c c c c c

ไรน์นั่งเงียบในห้องสมุดเป็นเวลาเนิ่นนาน งานเลี้ยงราวกับจะอยู่ห่างออกไป ร่างบางรู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้เห็นภาพบาดตา เควินแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการพาคู่ควงมาแสดงให้เขาเห็น ไรน์เข้าใจว่าเควินต้องการที่จะบอกอะไร โดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย
ภาพร่างสูงแข็งแรงโอบประคองสาวสวยบนฟลอร์เต้นรำช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก เขาไม่สามารถทนมองได้จนต้องแอบไปนั่งที่ระเบียง แต่ทั้งคู่กลับตามออกมา ไรน์กำหมัดแน่นกับความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาจนไม่สามารถทนต่อไปได้มือบางจึงจงใจปัดแก้วน้ำหล่น เมื่อเห็นอ้อมแขนอบอุ่นและริมฝีปากร้อนรุมที่เคยจุมพิตเขากลับกลายเป็นของคนอื่น

ดวงตาสีอำพันงดงามตอนนี้กลับดูแห้งผาก เขาไม่คิดว่าตนเองจะเจ็บปวดไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ร่างบางรู้สึกว่างเปล่าจนต้องยกมือกอดอกพึมพำกับตนอง

“ผมเข้าใจแล้ว ในที่สุดผมก็เป็นแค่งานชิ้นหนึ่งของคุณเท่านั้นจริงๆ” ไรน์ลุกขึ้นเดินไปมองที่หน้าต่างสวนภายนอกดูงดงามและระยิบระยับไปด้วยแสงไฟสี แต่สิ่งสวยงามเหล่านั้นกลับไม่ได้ผ่านสายตาแม้แต่น้อย ไรน์ถอนหายใจขณะจะหันกายเดินออกไป

ฟุ่บ! เพล้ง!!

ร่างของไรน์เซถลาไปด้านหลังเหมือนถูกกระแทกแล้วทรุดฮวบลง แวบแรกร่างบางมองกระจกที่เกลื่อนอยู่ตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ก่อนจะรู้สึกเจ็บปวดร้อนผ่าวที่ไหล่ขวาจนต้องครางออกมา เมื่อยกมือยกขึ้นกุมไหล่ก็สัมผัสกับความเหนียวข้น

‘เขาถูกยิง’

ไรน์คิดในใจอย่างเลือนๆ ภายหลังความงุนงงความรู้สึกเจ็บปวดยิ่งทวีมากขึ้น ไรน์สูดลมหายใจลึกพยายามจะทรงกายลุกขึ้น แต่แล้วก็ทรุดกายลงไปอีกครั้ง เมื่อพยายามตะโกนแต่เสียงที่หลุดรอดออกมาก็เพียงแผ่วเบาเท่านั้น

ร่างบางเริ่มรู้สึกเวียนศีรษะ แขนขาอ่อนแรงและชาไปทั่งร่าง รู้ตัวว่าเขากำลังช็อคเพราะเสียเลือดออกไปเป็นจำนวนมาก จมูกได้กลิ่นคาวเลือดของตนเองอบอวล ไรน์มองวงกว้างของเลือดแผ่ขยายออกช้าๆ ภายใต้ร่างตนเอง
สติที่เริ่มรางเลือนหวนนึกถึงเงาร่างสูงที่อยู่ในใจ “เควิน.......” เปลือกตาบางใสปิดลงช้าๆ ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงจนแทบจะขาดห้วงไป

c c c c c c

กรี๊ด!!!!
เสียงสาวใช้ที่หวีดร้องออกมาจากห้องสมุดในช่วงที่ดนตรีหยุดบรรเลง ทำให้ทุกคนชะงักกึก ร่างสูงหันขวับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ประหลาดวูบขึ้นมา ก่อนจะลนลานมองไปรอบๆ ห้องเมื่อไม่เห็นเงาร่างบางที่เป็นห่วง เควินก็ออกวิ่งตรงไปตามต้นเสียง โดยมีคีธและโรเจอร์วิ่งตามไปติดๆ

ประตูห้องสมุดที่เปิดกว้างทิ้งไว้ด้วยฝีมือของสาวใช้ เควินชะงักกึกเมื่อเห็นร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่ เขาครางออกมาอย่างเจ็บปวด

“ไรน์!!!”

ชายหนุ่มถลาไปยังร่างที่นอนเงียบอยู่ ร่างบอบบางนั้นซีดเผือดจนเหมือนเลือดที่ไหลนองนั้นจะออกมาจนหมดตัว ชายหนุ่มสัมผัสชีพจรที่คออย่างรวดเร็ว

“ไม่! ไรน์! ได้โปรด อา พบแล้ว” ชีพจรยังเต้นอยู่แม้จะเร็วและเบามากเกือบสัมผัสไม่ได้ แสดงว่ากำลังอยู่ในภาวะช็อคอย่างรุนแรง เควินถอดเสื้อออกอย่างรวดเร็วกดไปที่บาดแผล ร่างที่นอนอยู่ตรงหน้าเขาช่างดูอ่อนแอและบอบบาง จนเขากลัวว่าจะทนต่อการเสียเลือดปริมาณมากๆ อย่างนี้ไม่ได้ วูบหนึ่งที่หวนนึกไปถึงแววตาสุดท้ายของไรน์ที่มองมายังเขา เควินหายใจแทบไม่ออก หากไรน์จากไปทั้งๆ ที่คิดว่า........ไม่....ไรน์

“ไรน์คุณต้องไม่เป็นอะไร ไรน์อย่าเป็นอะไรไปนะ ผมไม่อนุญาต” เควินสั่งเสียงร้อนรน เขาก้มลงไปจนชิด ใจชื้นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจแผ่วเบากระทบผิวแก้มแม้จะบางเบาจนแทบจะขาดห้วงก็ตาม

คีธกับโรเจอร์ตะลึงเมื่อวิ่งมาถึง

“ไรน์!!!!” เสียงคีธอุทานสะท้านแกมโกรธจัด

“ตามรถพยาบาล” เควินตะโกนสั่งโดยไม่หันมามอง โรเจอร์กัดกรามแน่นอย่างพยายามระงับอารมณ์ขณะตามรถพยาบาล แล้วหันไปมองทุกคนที่ยืนออกันอยู่หน้าห้องสมุด สั่งเสียงเครียด

“ขอให้ทุกคนอยู่ที่นี่ก่อน อย่าออกไปไหน” เขาหันไปมองเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ตามเข้ามา สั่งให้ดูความเรียบร้อยและตามตำรวจท้องที่

เมื่อรถพยาบาลมาถึงการเปิดเส้นเลือดให้น้ำเกลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนย้ายไรน์ก็กระทำอย่างระมัดระวัง ก่อนที่คีธจะก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับไรน์ เขาหันกลับมามองโรเจอร์ แววตาของเจ้าพ่อบ่อน้ำมันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

“โรเจอร์ ฝากด้วยนะ”

ร่างสูงยืนนิ่งกำหมัดแน่นขณะมองตามรถพยาบาล แล้วเดินลากขากลับมานั่งที่เก้าอี้ในห้องสมุด ทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่? เขาต้องการที่จะอยู่ข้างไรน์มากกว่า

เมื่อเควินมองตามคีธที่ก้าวขึ้นรถพยาบาลไป ชายหนุ่มรับรู้ความจริงที่แสนเจ็บปวด ไม่มีที่สำหรับเขา เพราะไรน์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว เขาทำลายโอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไรน์ทิ้งไปแล้ว

เควินก้มหน้าลงมองเลือดจำนวนมากที่ยังนองพื้นอยู่ ระหว่างที่ไรน์นอนรอความช่วยเหลืออยู่ตรงนี้ความเจ็บปวดที่ได้รับจะมากขนาดไหน ทำไมเขาไม่อยู่กับไรน์? เควินยกมือขึ้นดูคราบเลือดที่ยังเลอะมืออยู่ แล้วกำมือแน่น ถ้าหากว่าเขาต้องสูญเสียไรน์ไปล่ะ ความรู้สึกเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาหนักหน่วงจนงอตัวลง

เขาคิดว่า เขาทนได้ขอเพียงไรน์มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แม้จะไม่ได้เป็นของเขา แต่นี้แม้แต่ชีวิตของไรน์เขาก็กำลังจะสูญเสียไป

เควินเงยหน้าขึ้น เมื่อโรเจอร์เดินกลับมาหลังจากส่งตำรวจและแขกเหรื่อกลับหมดแล้ว ร่างสูงของนายพลเรือดูแก่ลงไปถึงสิบปีในคืนเดียว เขาทรุดตัวลงนั่ง

“ทำไมกัน? ไม่มีเหตุผลอะไรที่ไรน์จะถูกลอบทำร้าย ไรน์ไม่เคยทำอะไรให้ใครเลย”

“ผิดแล้วครับท่าน ยังมีอีกคนหนึ่ง” ชายหนุ่มขัดเสียงเรียบ

“ใคร?”
“ไอ้ยัสฟาร์” ดวงตาของนายพลเรือเป็นประกายกร้าวเมื่อได้ยินคำตอบ
“จริงสิ หน่วยกวาดล้างของเซดานที่เข้าไปตรวจสอบค่ายนั้น รายงานว่าไม่พบศพไอ้ยัสฟาร์ ไอ้นี่มันยังกับงูพิษอาฆาตไม่เลิก มันอาจกลับมาแก้แค้นไรน์ รวมถึงต้องการตัวคนที่เข้าไปช่วยไรน์ก็ได้” โรเจอร์สบตาแข็งกร้าวของเควิน
“ผมอยากให้คุณทำงานนี้ต่อเควิน ช่วยคุ้มครองไรน์ด้วย ถึงแม้อาจจะไม่ใช่มันก็ตาม”
“ครับท่าน” เควินรับคำอย่างหนักแน่น

กริ๊งงงงง..................
โรเจอร์เอื้อมมือรับโทรศัพท์ ร่างสูงอายุยิ้มอย่างยินดีเมื่อฟังอยู่นานจึงวางโทรศัพท์ลงหันมาทางเควิน
“ไรน์ถึงโรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้อยู่ในห้องผ่าตัด แต่หมอรับปากว่าไม่เป็นไรเพียงแต่เสียเลือดไปมากเท่านั้น” เควินไม่รู้ตัวว่าเขานั่งกลั้นหายใจไว้จนกระทั่งฟังจบประโยค ร่างสูงถอนใจอย่างโล่งอก ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นแต่โรเจอร์ชิงกล่าว
“คืนนี้พักที่นี่ก็ได้เควิน เดี่ยวพรุ่งนี้ค่อยให้คนขับรถไปส่งที่โรงแรม อ้อ! ไม่ต้องเป็นห่วงเจสซิกานะผมให้คนไปส่งแล้ว” เควินชะงักนิดหนึ่งก่อนก้มศีรษะรับ
“ขอบคุณครับท่าน”

c c c c c c

ช่วงระยะต่อมา ไรน์สลึมสลือรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ด้วยพิษไข้จากบาดแผลที่ถูกยิงผสมกับฤทธิ์ของของยาแก้ปวด ทำให้คนเฝ้าและคนที่รอฟังข่าวรู้สึกเจ็บปวดและทรมานไม่แพ้เจ้าตัวเลยแม้แต่น้อย
เกือบอาทิตย์ต่อมาเมื่อไข้เริ่มลดลง ไรน์กระพริบตาช้าๆ พร้อมๆกับความรู้สึกเจ็บปวดจากไหล่ขวาที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวสายตาพร่ามัวมองไปที่เพดานสีขาวสะอาดอย่างงุนงง แววตาของไรน์มีการรับรู้มากขึ้น ก่อนจะเลื่อนมาที่สายน้ำเกลือที่กำลังหยดด้วยอัตราสม่ำเสมอ เมื่อขยับตัวจะยันกายลุกขึ้นก็รู้สึกปวดแปลบจนต้องครางออกมา
“โอย...”
“ไรน์ อย่าพึ่งขยับลูก” คีธอุทานผวาเข้ามา แล้วก็ยิ้มอย่างยินดีเมื่อเห็นบุตรชายเริ่มรู้ตัวดีขึ้นรีบกดออดเรียกพยาบาล
ร่างบางก็ได้รับการดูแลอย่างเรียบร้อยจนหมอตรวจร่างกายเสร็จ ไรน์หอบหายใจอย่างอ่อนเพลียแม้จะมีคนช่วยแทบไม่ได้ออกแรงอะไรเลยก็ตาม ร่างบางขมวดคิ้วเรียวเริ่มทบทวนเหตุการณ์ เมื่อจำได้ร่างบางก็อุทานออกมาเบาๆ
“ผมถูกยิง” ไรน์รู้สึกเย็นวูบ นี่มีใครสักคนเกลียดเขามากพอที่จะทำการเช่นนี้หรือ เขาไม่เข้าใจ ไรน์เงยหน้าขึ้นเมื่อสบตาคีธก็ฉุกใจคิดขึ้น
“พ่อรู้ใช่ไหมครับว่าเพราะอะไร” แววตาของคีธมองไรน์ เต็มไปด้วยความรักและสงสารทำให่ไรน์สูดลมหายใจลึกเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“ผมต้องรู้นะครับ พ่อจะปิดบังผมไม่ได้เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับผมโดยตรง” คีธนิ่งเงียบก้มลงจุมพิตหน้าผากไรน์ มือใหญ่ลูบศีรษะภายใต้เรือนผมนุ่มสวยอย่างปลอบโยน
“ไว้ทีหลังนะไรน์ พ่ออยากให้ลุกพักก่อน”
“ตอนนี้ผมคงไม่เป็นอะไรไปมากว่านี้อีกแล้ว ผมต้องการรู้เดี๋ยวนี้ครับ” ไรน์ตอบอย่างดื้อดึง เอื้อมไปแตะไหล่ขวาตนเองที่พันด้วยผ้าพันแผลไว้หนาเตอะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความเจ็บปวด คีธตัดสินใจบอกความจริง เพื่ออย่างน้อยไรน์จะได้รู้ตัวและระวังตัวมากขึ้น
“โรเจอร์กับเควินคิดว่าเป็นยัสฟาร์ มันคงต้องการแก้แค้นลูกแล้วหาตัวการที่ทำลายค่ายของมัน”
ไรน์นิ่งขึงไปทันที ชั่วแวบแรกเหมือนกับความฝันซ้ำซากวูบผ่านมา คราวนี้นรกแห่งนั้นชัดเจนและเป็นจริงยิ่งนัก ร่างบางแข็งทื่อ มือจิกกำผ่าห่มไว้แน่นอย่างลืมตัว ขณะที่แววตาตื่นตระหนก ใจคนเป็นพ่อหายวูบด้วยความรักสงสารเมื่อเห็นอาการดังนั้น คีธขยับมานั่งบนเตียงก้มลงโอบร่างบางไว้แน่น ไรน์นี่ลูกเผชิญกับอะไรมาบ้างนะ
“ไรน์ พ่อจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับลูก พ่อจะไม่ยอม” คีธกระซิบให้มันรู่ไปสิว่าด้วยอำนาจเงินที่เขามีอยู่ เขาจะคุ้มครองไรน์ของเขาไม่ได้ ไอ้ยัสฟาร์ เขาจะตั้งค่าหัวมหาศาลให้กับมัน เขาจะให้มันถูกตามล่าจากพวกนักล่าฆ่าหัวที่กระหายเงิน เขาจะให้มันไม่สามารถอยู่ได้แม้แต่ในมุมที่มืดที่สุดโลกนี้ คีธสาบานกับตนเอง
ไรน์เอื้อมแขนข้างที่ดีโอบไหล่กว้างของบิดา ซุกร่างเข้าหาความอบอุ่นเข้มแข็งนั้น
“ผมอยากกลับบ้าน” ไรน์พยายามอดทนกับอาการปวดตุบๆ ที่บริเวณบาดแผล
“รอดูอาการอีกหน่อยนะไรน์ กระสุนถูกแค่ไหล่ไม่เข้าจุดสำคัญก็จริง แต่ลูกก็เสียเลือดไปมาก แล้วพ่อจะปรึกษาหมอให้นะ” คีธผ่อนร่างบางลงบนเตียงช้าๆ มือปิดเปลือกตาบางใส กดออดเรียกพยาบาลเพื่อขอยาแก้ปวดให้ไรน์
“นอนพักนะลูก” ไรนืหลับตาลงอย่างว่าง่าย ไม่นานร่างบางก็หลับสนิทจากฤทธิ์ของยานอนหลับผสมกับยาแก้ปวดที่ได้รับ

c c c c c c

“ไม่ครับ ผมไม่ต้องการเควิน” ไรน์ยืนยัน คีธกับโรเจอร์มองท่าทางดื้อดึงของไรน์อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
ไรน์กลับมาอยู่บ้านได้หลายวันแล้ว ตอนแรกร่างบางมองบ้านที่เปลี่ยนไปอย่างงงๆ ทั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และสัญญาณเตือนภัยที่เพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ไรน์ก็ไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งวันนี้ที่พวกเขาบอกว่าจะให้เควินเข้ามาดูแลและควบคุมการรักษาความปลอดภัยให้กับไรน์
“ไม่ได้ไรน์ งานนี้พ่อไว้ใจเขามากที่สุด” คีธไม่ยอมตามใจ
“ใช่! งานนี้ลุงก็ไม่เห็นว่าใครจะเก่งมากไปกว่าเขา” โรเจอร์เสริมขึ้นไม่ให้ไรน์มีโอกาสได้อ้าปากเถียง แต่ไรน์ก็ไม่ยอมแพ้ ร่างบางเงยหน้ามองพ่อกับโรเจอร์ แววตาแฝงความเจ็บปวดไม่คลายเมื่อนึกถึงเควิน ตลอดเวลาที่เขานอนอยู่ที่โรงพยาบาล เขาไม่เห็นแม้แต่เงาของชายหนุ่ม
เขาไม่มีความสำคัญอะไรสำหรับเควิน เรื่องนี้เขารู้อยู่แล้ว อย่างนี้จะไปทำให้ชายหนุ่มต้องลำบากใจที่จะมารับงานอีกได้อย่างไร ถ้าจะจบก็ให้มันจบลงตรงนี้เสียจะดีกว่า ไรน์ไม่คิดว่าตนเองจะสามารถเผชิญหน้ากับเควินได้อีก
“มีบริษัทรักษาความปลอดภัยทั้งใหญ่โตและก็มีชื่อเสียงตั้งมากมายนี่ครับ อย่างน้อยนี่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผม ขอให้ผมได้ตัดสินใจบ้างเถอะ นอกจากนี้ผมรู้ว่าเควินเองก็คงไม่ต้องการรับงานนี้แล้วอย่าทำให้เขาลำบากเลยครับ”
ไรน์พูดจบก็ค่อยๆ ลุกขึ้น คีธรีบเข้าประคอง เขาเหลือบสายตามองบุตรชายแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นแววตาของไรน์ คีธเดินลงบันไดเมื่อส่งไรน์ที่ห้องเรียบร้อยแล้ว
ไรน์กับเควินมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า และคงไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เขานึกถึงแววตาเจ็บปวดของไรน์ และท่าทางของเควินตอนที่พบไรน์นอนจมกองเลือดอยู่ในห้องสมุด คีธรู้ทันทีว่าเป็นเรื่องใดด้วยสัญชาติญาณของคนที่เป็นพ่อ เขาจะไม่ยอมให้ไรน์เจ็บปวดไปมากกว่านี้อีก คีธตัดสินใจเมื่อเดินลงมาพบโรเจอร์ที่รออยู่
“โรเจอร์ บอกยกเลิกเควินเถอะ ฉันไม่อยากให้ไรน์ไม่สบายใจไปมากกว่านี้”
“แล้วนายจะเอายังไงล่ะ เรื่องนี้รอช้าไม่ได้นะเราไม่รู้ว่ามันจะเอายังไงต่อ บ้านนี้กว้างเกินไป บอดี้การ์ดที่มีอยู่ไม่พอหรอก”
“ฉันรู้ ฉันจะจัดการภายในวันสองวันนี้ให้เรียบร้อย”
“ตกลงแล้วแต่นายก็แล้วกัน ฉันเองก็ไม่อยากให้ไรน์ไม่สบายใจ เพราะต้องไม่รู้ว่าจะทนกับสถานการณ์นี้ไปนานเท่าไหร่ กว่าทางตำรวจจะจัดการกับมันได้”
“ขอบใจโรเจอร์ ฝากเรื่องทางตำรวจให้นายจัดการก็แล้วกัน แล้วฝากขอโทษเควินด้วย”
“ไม่มีปัญหา”

c c c c c c

“หมายความว่ายังไงครับท่าน ยกเลิกอย่างงั้นหรือ”
“ใช่ เควิน ไรน์ปฏิเสธการคุ้มกันจากคุณ บอกว่าไม่อยากรบกวนคุณอีก” เควินกำหูโทรศัพท์ไว้แน่นเมื่อได้ฟังคำตอบนั้น เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงก่อนจะถามต่อ
“แล้วท่านจะทำอย่างไรครับ จะปล่อยไรน์ไว้แบบนี้ไม่ปลอดภัยแน่ ถ้าเป็นยัสฟาร์จริงแค่ตำรวจท้องที่ไม่ไหวหรอกครับ”
“ผมรู้เควิน ความจริงผมอยากให้คุณทำงานนี้ต่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะวางใจมาก แต่บริษัทที่คีธเลือกก็มีชื่อเสียงไม่น้อย และไม่เคยทำงานพลาดด้วย”
“บริษัทอะไรครับ”
“เดเวอโร ซีเคียวริตี้ ของตระกูลเดเวอโร พวกเขาจะส่งคนมาในวันเสาร์นี้”

เควินวางหูโทรศัพท์ลงอย่างแผ่วเบา ไรน์ปฏิเสธคุณ ไม่อยากรบกวนคุณ คำพูดนั้นดังกลับไปกลับมาในความคิด เขาน่าจะเดาได้ว่าไรน์จะปฏิเสธเขา ตอนนี้ไรน์อาจยินยอมเผชิญหน้ากับยัสฟาร์มากกว่าจะเข้าใกล้เขาเสียอีก
แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้เขายอมไม่ได้ เขาไม่ไว้ใจว่าคนอื่นจะดูแลคุ้มครองไรน์ได้ แค่ที่ไรน์บาดเจ็บนี่เขาก็แทบจะบ้าเพราะความเป็นห่วงอยู่แล้ว
เควินนึกถึงภาพไรน์ที่นอนหมดสติอยู่ในห้องสมุด เขาไม่สามารถลบภาพนั้นออกไปจากสมองได้ ถ้าหากสาวใช้เข้าไปช้ากว่านั้นเพียงนิด ไรน์ก็คงเลือดออกจนตาย และเขาก็จะไม่มีโอกาสได้พบ ได้ยินเสียงของไรน์อีก เขาจะทนได้หรือ
เควินนึกถึงอนาคตที่ไม่มีไรน์แล้วยิ่งเจ็บปวด ทำไมตอนนั้นเขาถึงได้โง่ปฏิเสธหัวใจของตนเอง ทำไมถึงได้ทอดทิ้งโอกาสไป นอกจากตัวเองจะเจ็บปวดแล้วยังทำให้ไรน์เจ็บปวดไปด้วย
ไรน์คนที่เขาคิดจะปกป้องให้พ้นจากความเจ็บปวดทั้งหลาย เพราะเขาไม่มั่นใจว่าตนเองจะดูแลไรน์ได้ เขาไม่แน่ใจว่าตนเองจะทำให้ไรน์รักเขาได้ตลอดไป เขาดูถูกจิตใจของไรน์ถึงขนาดนี้ ตอนนี้มันสายไปหรือยังนะ เควินนึกในใจก่อนจะยกหูโทรศัพท์อีกครั้ง ถึงเวลาที่เขาจะตัดสินใจเลือกแล้ว

“ฮัลโหล มาร์คัสหรือ นี่เควินนะ”

c c c c c c

“พ่อครับ ผมจะออกไปข้างนอกกับแซ็คสักพักได้ไหมครับ” ไรน์ขออนุญาตคีธ แซ็คเป็นเพื่อนสนิทของไรน์มาตั้งแต่เรียนอยู่ไฮลสคูลแต่แยกกันตอนเข้ามหาวิทยาลัย ไรน์หันมาเรียนที่วิทยาลัยดนตรีตามที่ตนเองสนใจ เพียงแต่ตอนนี้เกิดเรื่องมากมายทำให้ไรน์ต้องดรอปการเรียนไว้ก่อน
“ไรน์ลูกยังไม่หายดี เลยนะ”
“หายดีแล้วครับ” ไรน์ทำหน้าเง้าเมื่อได้ยินน้ำเสียงไม่เห็นด้วยของคีธ
“ไว้วันหลังได้ไหมล่ะไรน์ วันนี้คนจากเดเวอโรมา พ่ออยากให้ลูกรู้จักเขาก่อน”
“งั้นเป็นตอนเย็นได้ไหมครับ วันนี้วันเกิดแซ็คผมอยากเลี้ยงให้เขาบ้าง เพราะตอนที่งานวันเกิดผมเขาก็ไม่อยู่ เราไม่เจอกันตั้งนานแล้วนะครับ” ไรน์ยิ้มสีหน้าคลายลงก่อนจะกอดบิดาอย่างประจบ ทำให้คีธยิ้มอย่างเอ็นดู

“ขอโทษค่ะ คุณท่าน คุณหนู มีแขกมาจากบริษัทเดเวอโรค่ะ” แม่บ้านทำเสียงอ้ำอึ้งอย่างไม่สบายใจที่อยู่ๆ ยามก็ปล่อยให้คนจำนวนมากเข้ามา หน้าตาแต่ละคนก็ดูน่าเกรงขามไม่น่าไว้ใจ แล้วเดี่ยวนี้ทางบ้านก็มีแต่เรื่องร้ายๆ ทำให้อดกังวลไม่ได้
“อยู่ที่ไหนล่ะ”
“ดิฉันให้รอในห้องรับแขกค่ะ” คีธหันมาทางไรน์ดึงมือบุตรชายลุกขึ้น
“ไปกับพ่อเถอะ”

ชายหนุ่มร่างสูงจำนวน 4 คนในชุดสูทสีเข้มที่ยืนอยู่หันกลับมา ขณะที่อีก 2 คนที่นั่งหันหลังให้ประตูลุกขึ้นช้าๆ เมื่อคีธเปิดประตูเข้าไป คีธยืนงงเมื่อเห็นหน้าหนึ่งในนั้นชัดตา ขณะที่ไรน์หัวใจกระตุกวูบเมื่อได้พบคนที่ไม่คาดว่าจะได้เจออีก
“สวัสดีครับคุณคีธ ไม่พบกันนานแล้วนะครับ” มาร์คัสเอ่ยทักขณะส่งมือให้ คีธจับมือมาร์คัสอย่างงงๆ ก่อนจะทักตอบ
“สวัสดีมาร์คัส ดีใจที่ได้พบคุณอีกนะ ครั้งนี้มีเรื่องที่ต้องรบกวนคุณแล้ว” มาร์คัสยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของคีธ
“คุณคีธคงรู้จักคุณเควินดีแล้วนะครับ ผมขอแนะนำเพิ่มเติมคุณเควิน เคย์เลอร์ เดิมเป็นที่ปรึกษาพิเศษของเดเวอโร ซีเคียวริตี้ครับ และในเดือนหน้าจะเข้ารับตำแหน่งผู้อำนายการของบริษัทเรา ดังนั้นในงานครั้งนี้คุณเควินจะรับเป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าบริหารงานเดเวอโร”
“ดีจริง เควิน ขอบคุณที่มาช่วยนะ” แม้จะงงกับตำแหน่งของเควิน แต่คีธก็อดดีใจไม่ได้ที่เควินจะเข้ามาดูแลงานนี้ด้วยตนเอง เพราะความจริงแล้วเขาก็เชื่อฝีมือของเควินมาก่อน เพียงแต่เมื่อเหลือบสายตาดูท่าทางของไรน์แล้วก็อดกังวลไม่ได้ คราวนี้เขาก็ไม่อยากเลี่ยงเควินด้วย ความปลอดภัยของไรน์ต้องมาก่อน เรื่องอื่นไว้ว่ากันทีหลัง
“แล้วตอนนี้อเล็กซิสล่ะ” คีธถามถึงเจ้านายโดยตรงของมาร์คัส
“ตอนนี้งานของคุณอเล็กซ์ยุ่งมากต้องไปช่วยงานคุณแมกซ์ในสำนักงานใหญ่ ทำให้ต้องปล่อยมือจากงานนี้แล้วครับ พอดีคุณเควินตอบรับข้อเสนอเข้ามารับงานแทน ไม่อย่างนั้นคุณอเล็กซ์คงไม่กล้าวางมือหรอกครับ” มาร์คัสเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะหันมาทางไรน์ที่ยืนเงียบอยู่แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
“นี่คงเป็นคุณไรน์สินะครับ”
“สวัสดีครับ” ไรน์พึมพำทักแผ่วเบา ดวงหน้างดงามนั้นทำให้มาร์คัสมองอย่างสนใจก่อนจะเหลือบตาไปมองเควินอย่างรู้ทัน ในใจลอบยิ้มนี่เองสาเหตุที่ทำให้คุณเควินยินยอมปักหลักอยู่กับที่เสียที
มาร์คัสสัมผัสมือบางที่ยื่นมาให้อย่างอ่อนโยน แววตาเป็นประกายเมื่อเห็นร่างบางแสดงกริยาเมินเฉยไม่สนใจเควิน ไรน์ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ บิดาพยายามรักษาสีหน้าเรียบเฉยขณะที่ในใจกำลังปั่นป่วน เควินเขามาทำอะไรที่นี่ ทำไมล่ะ? ในเมื่อเควินเองก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้วนี่ ร่างบางว้าวุ่นจนไม่ทันฟังรายละเอียดที่พูดคุยอยู่

“ไรน์.....ไรน์...ลูกฟังอยู่หรือเปล่า” ไรน์สะดุ้ง กระพริบตาเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็หน้าแดงเมื่อสายตาทุกคู่หันมามองเขา
“ครับ..เอ่อ...” ร่างบางขานรับอย่างงงๆ คีธส่ายหน้าเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กนั้นเบาๆ
“ไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยลงมากินมื้อเที่ยงกับพ่อนะ วันนี้โรเจอร์จะมาหาด้วยนะ”
“ครับ” ไรน์รับคำรู้สึกดีใจที่จะได้พ้นจากห้องนี้ไปได้
เควินมองตามร่างที่เดินออกไปด้วยสายตาลึกซึ้ง ตอนแรกเขารู้ว่าร่างบางนั้นหวั่นไหวแต่ก็เพียงแค่แวบเดียว ดวงตาสีทองก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยเหมือนกับไม่เคยรู้จักกัน แม้จะคาดเดาได้ถึงปฏิกริยาของไรน์ แต่ก็สะเทือนเขายิ่งนัก ชายหนุ่มระงับความรู้สึกลงอย่างยากเย็น เมื่อหันกลับมาก็สะดุ้งในใจ เมื่อสบตาคีธที่กำลังมองเขาอย่างพิจารณา คีธถอนใจเบาๆ เมื่อดวงตาคมกริบของชายหนุ่มมั่นคงแน่วแน่แฝงแววไม่ยอมแพ้ และมองตอบมาอย่างคนที่มั่นใจในตัวเองอย่างยิ่ง
‘เอาเถอะ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับไรน์ ขอเพียงแต่ไรน์มีความสุขเขาก็พอใจแล้ว แต่ถ้าไม่!! ไม่ว่าเป็นใครเขาก็จะขวางไว้อย่างสุดกำลัง’

TBC

crisis1

By SF

ร่างบางค่อยๆ ขยับตัวช้าๆ คิ้วเรียวขมวดแน่น ขบริมฝีปากที่แห้งผากเพื่อกลั้นเสียงร้องครางไว้ แม้จะผ่านมาได้หลายวันแต่แผ่นหลังที่ถูกเฆี่ยนยังรู้สึกถึงร้อนผ่าว และเจ็บปวด ตลอดเวลาสองเดือนเขาถูกกักขัง ถูกเชือกล่ามไว้กับแคร่ไม้ ให้อาหารตามเวลาเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง
ระยะแรกของการถูกคุมขังเขามีเพียงความตกใจ หวาดกลัวและไม่เข้าใจ จนเนิ่นนานต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเริ่มเกาะกุมจิตใจ
ร่างบางเริ่มเข้าใจ เขาคงไม่มีวันพ้นไปจากนรกแห่งนี้

c c c c c c

“ผมลาออกแล้วนะครับ ท่าน” เควินกล่าวแล้วหันหลังให้ ตาสีน้ำเงินเข้มคมกริบทอแววเฉยเมย ร่างสูงใหญ่แข็งแรงก้าวไปยืนกอดอก มองออกไปนอกหน้าต่างเคบินไม้ซุงซึ่งสร้างอยู่บนลานแคบๆ ริมเชิงผาทำให้เหลือเนื้อที่ข้างหน้าไม่มากนัก และในขณะนี้จอดด้วยเฮลิคอปเตอร์ทหารลำใหญ่
“ผมรู้ เควิน แต่ครั้งนี้ผมต้องการคุณ เพราะมีคุณเท่านั้นที่รู้จักป่าที่เซดานดีจนแทบจะหลับตาเดินได้” โรเจอร์ ผู้บังคับบัญชาหน่วยซีล นายพลเรือโทอาวุโสแห่งราชนาวีสหรัฐบอกอดีตหัวหน้าหน่วยซีลฝีมือเยี่ยมของเขา
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะครับท่าน ผมกลับไปทำงานที่นั่นไม่ได้แล้ว” ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างอึดอัดก่อนหันกลับมา โรเจอร์มองหน้าชายหนุ่มอย่างเข้าใจแต่ดวงตาของผู้สูงอายุก็มีแววไม่ยอมแพ้
“เควิน ตอนนี้ผมต้องการความสามารถของคุณ เลิกลงโทษตัวเองเสียที เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนไม่ใช่ความผิดของคุณ มันเกิดจากข้อมูลที่ผิดพลาดของหน่วยข่าวกรองต่างหาก”
“ผมรู้ แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัว ผมน่าจะช่วยพวกเขาออกมาได้สักคน” เควินยิ้มเยาะตัวเองเมื่อกล่าวต่อ
“ผมสูญเสียเพื่อนและลูกน้องที่ดีที่สุดไปถึง 7 คน เพราะความโง่ของไอ้พวกที่มัวแต่นั่งวิเคราะห์ข้อมูลปลอมๆ นั่น เพียงแค่กฎข้อแรกที่บอกว่าพวกเราต้องไม่ทิ้งเพื่อน ผมก็ทำไม่ได้เสียแล้ว”
“เควินนั่นไม่ใช่การทิ้ง แต่คุณเข้าไปช่วยไม่ทันต่างหาก”
“แต่สำหรับผม มันไม่แตกต่างกันเลย”
นายพลเรืออาวุโสถอนใจเมื่อนึกถึงรายงานของเควินที่ถูกส่งถึงมือเขาเมื่อ 3 ปีก่อน หน่วยซีลกลุ่มหนึ่งซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกและอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเควิน ได้ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจลับตามข่าวที่สายรายงาน แต่ข่าวนั้นกลับเป็นกลลวงของผู้ก่อการร้าย เป็นเหตุให้หน่วยซีลที่ถูกส่งไปทั้งหน่วยตกอยู่ในกับดัก และถูกลอยแพจากเบื้องบน
ซึ่งภารกิจนั้นเควินเองได้เป็นผู้คัดค้านตั้งแต่แรก เพราะเห็นว่าสถานการณ์นั้นน่าสงสัยเกินไป แต่เมื่อรู้ว่าคนของเขาตกอยู่ในอันตรายและถูกเมินเฉยจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง เขาก็ละเมิดคำสั่งและบุกเข้าไปเพียงคนเดียว ด้วยความหวังว่าเขาจะสามารถช่วยผู้ที่เหลือรอดสักคน แต่มันสายเกินไป
และเมื่อโรเจอร์ได้รับรายงานก็รีบส่งกองกำลังเสริมตามเข้าไป ซึ่งก็พบเพียงชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าศพของหน่วยซีลทั้ง 7 คน ท่ามกลางสภาพผู้ก่อการร้ายที่ย่อยยับทั้งกองด้วยฝีมือของเขา
สถานการณ์นั้นนับเป็นประวัติศาสตร์ของหน่วยซีล พอกลับมาถึงฐานเควินก็ตรงเข้าไปตะบันหน้าหัวหน้าทีมข่าวกรองซึ่งเป็นผู้สั่งการในครั้งนั้น และลาออกก่อนที่จะถูกพิจารณาในเรื่องทำผิดวินัยทหาร นายพลเรือโทมองอดีตหัวหน้าหน่วยซีลที่ดีที่สุดของเขาอย่างเสียดาย
เมื่อ 3 ปีก่อนเขาพยายามคัดค้านการลาออกของชายหนุ่มแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

c c c c c c

“เควิน คุณต้องรับงานนี้นะ”
“ทำไมครับท่าน บอกเหตุผลที่ผมยอมรับได้มาสักข้อสิครับ” ชายหนุ่มสบตากับร่างสูงอายุตรงหน้าเขาอย่างท้าทาย
“มีเหตุผลตั้งมากมาย เควิน แต่มีเพียงเหตุผลเดียวที่สำคัญ นั่นคือผมเป็นพ่อทูนหัวของเขา”
เควินอึ้งเมื่อได้ยินดังนั้น เขาจะเพิกเฉยกับโรเจอร์อดีตผู้บังคับบัญชาที่เขานับถือได้อย่างไร ชายหนุ่มจ้องมองซองกระดาษสีน้ำตาลตรงหน้าอย่างเพ่งพิศ ในที่สุดเขาก็ยอมดึงรูปออกจากซองแรกมาดู
“ไรน์” ลูกชายคนเดียวของ คีธ ดาร์ซีย์เจ้าพ่อบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มโจรยัสฟาร์เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เขาสะดุดลมหายใจเมื่อมองสบตาเด็กหนุ่มรูปร่างบอบบางอายุประมาณ 19-20 ปี ที่กำลังหัวเราะอย่างร่าเริง ผมยาวสีดำสนิทถูกรวบไว้ด้านหลัง ดวงตาสีทองราวกับอำพันสูงค่าเป็นประกายงดงาม ชายหนุ่มวางรูปลง แล้วหยิบอีกซองหนึ่งขึ้นมาดึงรูปถ่ายออกมาอีกรูป
“รูปที่สองนั้นถูกส่งมาหลังจากไรน์ถูกจับตัวไป 1 อาทิตย์” โรเจอร์เอ่ยเบาต่อให้เป็นชายชาติทหารเข้มแข็งขนาดไหนแต่แววตาของชายสูงอายุยังส่อแววสะเทือนใจ รูปของเด็กหนุ่มคนเดิมในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินหยาบๆ ด้านหลังฉากเป็นป่าทึบ พอมองเห็นกระท่อมที่ถูกสร้างง่ายๆ กระจัดกระจายอยู่ 2-3 หลัง เควินมองสบตาหวาดกลัวระคนตกใจ ไม่เข้าใจของไรน์แล้ว ให้รู้สึกวูบลึกในอก เมื่อคิดว่าเด็กหนุ่มจะเผชิญกับอะไรบ้างในค่ายนั้น แม้พวกมันจะไม่ทำร้ายร่างกายเพราะหวังเงินจากการเรียกค่าไถ่ แต่ความทุกข์ทรมานจากการถูกกักขังก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่เข้มแข็งที่สุดประสาทเสียได้
“ในตอนแรกคีธยอมจ่ายเงินตามที่พวกมันเรียกร้องไป แต่พวกมันกลับเรียกร้องมากขึ้นและยังไม่ยอมปล่อยตัวไรน์ คีธจึงตัดสินใจมาบอกผม ผมส่งคนเข้าไป 2 ชุดแล้วล้มเหลวทั้งสองครั้ง และเมื่อวานรูปนี้ก็ส่งมาถึงมือผม พร้อมกับคำเตือนว่าถ้ามีใครเข้าไปอีกมันจะส่งชิ้นส่วนของไรน์กลับมา”
นายพลเรือส่งรูปถ่ายรูปสุดท้ายให้เขา พร้อมกับเสริมว่า
“คนของผมเก็บภาพนี้มาได้ทันก่อนจะถึงมือคีธ ผมไม่อยากให้เขาทุกข์ใจมากไปกว่านี้”
ชายหนุ่มเอื้อมมือมารับก้มลงมองแล้วต้องคำรามในลำคอ โทสะพุ่งวูบขึ้นทันที เมื่อเห็นร่างเด็กหนุ่มถูกผูกโยงไว้กับขื่อของกระท่อมไม้เก่าๆ เปลือยร่างท่อนบนเห็นแผ่นหลังบอบบางที่ถูกเฆี่ยนเป็นรอยแตกยับ เลือดไหลริน คอเอียงพับในลักษณะหมดสติ ผมสีดำยาวสลวยนั้นได้ถูกหั่นจนสั้นกะรุ่งกะริ่งระต้นคอ
“จัดการกับมัน แล้วเอาตัวไรน์กลับมา ได้โปรดเควิน” นายพลเรือก้าวไปที่หน้าต่าง มือจับขอบไม้เกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“ผมไม่ยกโทษให้ ที่พวกมันบังอาจทำกับไรน์ขนาดนั้น” ชายสูงอายุพึมพำเสียงพร่าเมื่อนึกถึงร่างบอบบางที่เขากับคีธอุตส่าห์ทะนุถนอมมาด้วยความรักและเอาใจใส่ เพราะโรเจอร์ไม่มีบุตรจึงทุ่มเทความรักให้กับลูกชายของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา ดังนั้นไรน์จึงนับว่าเป็นดวงตาดวงใจของโรเจอร์เลยทีเดียว
“คุณต้องการอะไร คนหรืออาวุธขนาดไหนบอกมาได้เลย”
เควินหยิบรูปไรน์มาดูอีกครั้ง เขาสบตางดงามสีอำพันนั้น ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นจะยังคงแจ่มใส ไร้เดียงสาอยู่หรือเปล่านะ เขาดึงรูปแรกมาเก็บไว้ ชายหนุ่มตัดสินใจ
“ไม่ต้องครับ ผมคนเดียวจะคล่องตัวมากกว่า”
“ขอบใจ เควิน คุณจะเดินทางได้เมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้ ให้เวลาผมสองอาทิตย์นะครับ เพราะถ้าเขาบาดเจ็บมากผมไม่แน่ใจว่าจะพาออกมาได้เร็วแค่ไหน ให้ ฮ. ส่งผมลงที่ชายป่าด้านตะวันออก แล้วก็มารอรับที่พรมแดนทางด้านใต้ของเซดาน ตรงนั้นมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ ถ้าสองอาทิตย์ยังไม่เห็นผม แสดงว่าผมล้มเหลว ท่านจะดำเนินการอย่างไรก็ตามใจ”
“ตกลง เควิน หวังว่าเหตุการณ์คงไม่ร้ายแรงถึงขั้นนั้น”

เควินก้าวออกไปส่ง มองร่างสูงอายุเดินก้มตัวไปยัง ฮ. ที่ติดเครื่องรอ ลมจากโรเตอร์พัดจนฝุ่นคลุ้งกระจายเมื่อ ฮ. ลำยักษ์ยกตัวขึ้น นายพลเรืออาวุโสมองลงมายังร่างสูงที่ยืนเด่นหน้าเคบินไม้หลังเล็ก นี่เป็นความหวังเดียวของเขาหากเควินยังไม่สามารถช่วยไรน์ออกมาได้ ก็คงไม่มีใครอีกแล้ว
เควินถอยกลับเมื่อ ฮ. ลับสายตาไปเขายกรูปที่ถือติดมือขึ้นมาดู
“เดี๋ยวเจอกันนะไรน์ อดทนอย่าเป็นอะไรไปก่อนนะ” เควินไล้นิ้วไปตามใบหน้าของเด็กหนุ่มในรูปอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีทองราวกับอำพันคู่นั้นดึงดูดใจเขาได้อย่างประหลาด เควินเม้มริมฝีปากคราวนี้เขาหวังว่าคงไม่สายเกินไปเหมือนกับเมื่อ 3 ปีก่อน

c c c c c c

เควินโยนเป้สีน้ำตาลไว้ด้านข้างก่อนจะทิ้งตัวลงบนพื้น ฮ. ทหารขนาดยักษ์ อิงศีรษะบนกองตาข่ายท้ายเครื่อง ชายหนุ่มนึกถึงเซดาน เมื่อหลายปีก่อนที่จะเกิดเรื่องจนเขาต้องลาออกจากทหาร รัฐบาลสหรัฐได้ส่งกำลังเข้าไปตามคำร้องขอจากรัฐบาลเซดาน เพื่อสนับสนุนการปราบปรามกองโจรกู้ชาติ
หน่วยซีลเป็นหน่วยหนึ่งที่ถูกส่งไปเซดาน เพื่อช่วยฝึกทหารของเซดานให้เชี่ยวชาญทั้งการจู่โจมใต้น้ำ บนพื้นดิน หรือแม้กระทั่งการโดดร่มแบบฮาโลเพื่อเข้าถึงจุดจู่โจมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากซีลเป็นนักรบพิเศษของกองทัพเรือที่มีความสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งในทะเล ทางอากาศและบนบก
เควินถูกส่งเข้าไปในฐานะครูฝึก เขาจึงรู้จักกับยัสฟาร์ผู้บัญชาการทหารเซดานดี ด้วยนิสัยที่แข็งกร้าวและอำมหิตของยัสฟาร์ที่กระทำต่อกองโจรที่พ่ายแพ้ ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่พอใจ ดังนั้นเพื่อเป็นการเอาใจสหรัฐ เซดานจึงพิจารณาลงโทษยัสฟาร์ในข้อหากระทำการที่โหดร้ายกับเชลยสงครามผิดหลักมนุษยธรรม โดยการปลดเขาออกจากตำแหน่งภายหลังการปราบปรามกองโจรเสร็จสิ้นลง
ยัสฟาร์โกรธแค้นมาก เขาโทษสหรัฐว่าเป็นตัวการทำให้เขาถูกลงโทษแทนที่จะได้รับความดีความชอบ เมื่อถูกปลดเขาถึงกับรวบรวมลูกน้องตั้งกองโจรขึ้นมาใหม่และทำการก่อกวนเล็กๆน้อยๆ ตามแนวชายแดนที่เป็นป่าทึบอีกครั้ง คราวนี้เซดานถึงกับเมินเฉยต่อการรุกรานเพราะเป้าหมายของกองโจรมักจะเป็นนักธุรกิจชาวสหรัฐที่มาติดต่อค้าขายกับเซดานแทน
ร่างสูงกระพริบตาวูบเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว
“ถึงเป้าหมายแล้วครับ” นายทหารหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาชิดเท้ารายงาน สายตาที่มองเควินเต็มไปด้วยความชื่นชมแกมศรัทธา เขาได้ยินชื่อของ
เควิน เคย์เลอร์มานาน ชื่อนี้ถูกยกเป็นตัวอย่างมากที่สุด ในระหว่างการฝึกสัปดาห์นรกของหลักสูตรนักทำลายจู่โจมใต้น้ำที่เกาะโคโรนาโด เขาไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้พบกับตัวจริงของวีรบุรุษของหน่วยซีลเช่นนี้ เควินยืดตัวขึ้นกระชับถุงมือหนังและตรวจเป้สัมภาระ เหวี่ยงปืนสะพายไหล่ก่อนก้าวไปที่ประตู
ป่าทางด้านตะวันออกอันตรายมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ไม่มีพื้นที่ให้ ฮ. ลงจอดและทึบมากเกินกว่าจะโดดร่มลงไป เควินจึงเลือกใช้สลิงปล่อยตัวรูดลงจาก ฮ. เมื่อลงสู่พื้นชายหนุ่มก็วิทยุบอกนักบิน
“เรียบร้อย”
“โชดคีครับ อีกสองอาทิตย์พบกัน” นักบินวิทยุตอบไปก่อนจะเชิดหัวแมงปอยักษ์ขึ้น

ป่าทางด้านตะวันออกนี้ทึบมาก จนแม้กระทั่งในตอนกลางวันแสงแดดก็ส่องแทบไม่ถึงพื้น บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยอากาศพิษและกลิ่นอบอวลของใบไม้ที่เน่าทับถมกัน แม้จะปลอดจากการลาดตระเวนของกองโจรแต่ก็อันตรายในเรื่องของสัตว์ป่าและงูพิษไม่แพ้กัน เพียงแต่เควินต้องการเข้าถึงฐานของพวกมันอย่างเงียบที่สุดก่อนที่จะได้ตัวไรน์มา เขาจึงเลือกป่าทางด้านนี้ เขาจะต้องแน่ใจว่าไรน์ปลอดภัยก่อนจะดำเนินการอย่างอื่น เควินดึงยางยืดสีดำที่ใช้รัดพันนาฬิกาข้อมือเพื่อป้องกันแสงสะท้อนและการกระแทกออก ดูเวลาและตรวจสอบทิศทางกับเข็มทิศก่อนที่จะเริ่มออกเดิน

c c c c c c

ค่ายแห่งนั้นค่อนข้างใหญ่ มีกระท่อมไม้ที่ถูกสร้างหยาบๆไว้ หลบซ่อนอยู่ตามหมู่ไม้ใหญ่ที่ขึ้นหนาทึบ เสียงพูดคุยดังแว่วๆ ท่าทางของกลุ่มกองโจรแม้จะมีการลาดตระเวนแต่ก็ดูท่าทีไม่ค่อยระวังตัวนัก พวกมันคงแน่ใจว่าจะไม่มีใครลุกล้ำเข้ามาถึงที่นี่อีก โดยเฉพาะเมื่อเจอกับคำขู่ด้วยชีวิตของเชลยคนสำคัญ
เควินลดกล้องอินฟราเรดในมือลงรอการเปลี่ยนเวรยามกะแรก หลังจากซุ่มดูสถานการณ์อยู่หลายวัน เขาก็พร้อมที่จะลงมือ

ร่างสูงใหญ่โผล่วูบด้านหลังของยามด้วยความรวดเร็ว เอื้อมมือที่แข็งราวคีมเหล็กไปปิดปากก่อนตวัดใบมีดอย่างรวดเร็วไปที่ลำคอหนา ร่างนั้นบิดเกร็งครู่หนึ่งก็อ่อนแรงลง เควินค่อยปล่อยร่างนั้นลงเช็ดใบมีดกับอกเสื้อของศพนั้น
“7 ล่ะ” ชายหนุ่มพึมพำ เมื่อวานเขาใช้เวลาทั้งวันคอยสังเกตและซุ่มดูคนทั้งหมด พบว่าในค่ายมีเกือบ 30 คน อาจจะมากกว่า เพราะในกระท่อมที่กระจัดกระจายอยู่เกือบ 10 หลังนั้นไม่สามารถสำรวจข้างในได้ ตอนนี้เขาจะต้องรีบก่อนที่ยามผลัดต่อไปจะมา เพราะการเปลี่ยนเวรยามจะทำกันทุก 4 ชั่วโมง
เควินทำการติดตั้งระเบิดพลาสติกลูกที่ 5 ไว้ ก่อนจะลัดเลาะไปยังกระท่อมหลังสุดท้ายที่มียามเฝ้าและอยู่ห่างจากหลังอื่นๆ ชายหนุ่มคาดว่าจะเป็นที่คุมขังไรน์ไว้ เพราะเห็นมีคนยกถาดอาหารเข้าไปทุกมื้อ
ร่างสูงยืนนิ่งในเงามืด มียามหนึ่งคนยืนอยู่หน้ากระท่อม แสงจากดวงจันทร์แม้จะน้อยนิดแต่ก็สว่างพอที่จะทำให้มันมองเห็นถ้ามีใครเข้าไปใกล้
ชายหนุ่มตัดสินใจ
“แกร็ก..”
เสียงก้อนหินดังกระทบใกล้เท้าทำให้ยามหันขวับ แล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัยเมื่อเห็นเพื่อนยืนกวักมือเรียกในเงามืดข้างกระท่อมจึงเดินเข้าไปหา
“อะไรวะ...อ๊ะ...” เสียงอุทานหลุดออกมาแผ่วเบาเมื่อเห็นหน้าคนที่กวักมือเรียกถนัดขึ้น แต่ไม่ทันตะโกนมือแข็งแกร่งก็กระชากมันเข้าไปในเงามืด มันเห็นเพียงประกายวูบสุดท้ายของใบมีดคมกริบที่ตวัดเข้ามาที่ลำคอ
“ซวบ!” ใบมีดโบวี่เล่มใหญ่ถูกกระชากออกจากบริเวณต้นคอตัดหลอดลมได้อย่างเฉียบขาดทำให้ไม่มีแม้แต่เสียงแผ่วเบาหลุดรอดออกมา ร่างนั้นยังกระตุกเกร็งและเริ่มอ่อนแรง เควินทิ้งร่างนั้นลงไปที่พื้น ยังคงมีเสียงฟ่อด...ฟ่อด...ของการสำลักเลือดและลมหายใจจนกระทั่งเงียบหายไป

เอี๊ยด!
ประตูเปิดออกช้าๆ อย่างแผ่วเบา แต่ก็ทำให้ร่างบางซึ่งนอนขดตัวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่รู้สึกตัวทันทีด้วยความที่หวาดระแวงอยู่ก่อน ร่างนั้นครางเสียงแผ่วด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ขดตัวสั่นระริกเมื่อเงยหน้าขึ้นพบร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบกริบ ข้างในกระท่อมมืดสนิทจนกระทั่งมองเห็นเพียงโครงร่างใหญ่โตของผู้ที่เข้ามาเท่านั้น
“ไม่...อย่า...” มือเล็กกอดตัวเองไว้แน่นกระถดร่างหนี พร้อมกับสะอื้นออกมาอย่างสิ้นหวังเมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ร่างบางได้กลิ่นคาวเลือดที่คุ้นจมูกจากร่างนั้นจนแทบจะอาเจียน ยังไม่ทันที่จะร้องตะโกนมือใหญ่ก็รวบข้อมือเขาไว้ขณะที่อีกข้างหนึ่งใช้ผ้าผืนยาวมัดปากเขาอย่างแน่นหนา แล้วจับตัวเขาพาดไหล่กว้าง

ไรน์รับรู้ถึงกิ่งไม้ที่ระใบหน้าเขา พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและเงียบกริบของชายผู้นั้น สองมือที่ถูกรวบไว้กำหมัดแน่นแต่แล้วก็ค่อยคลายออกอย่างหมดอาลัย มันคงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ถูกพลิกร่างวางลงที่พื้น แต่มือข้างหนึ่งยังคงยึดเขาไว้อย่างเหนียวแน่น ไรน์เงยหน้าขึ้นมองอย่างไร้ทางสู้ รอบข้างของเขาขณะนี้เป็นป่าทึบแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ ไรน์พยายามขยับตัวหนี แต่ก่อนที่จะทำอะไรก็ได้ยินน้ำเสียงแผ่วทุ้มจากชายร่างใหญ่ที่จับกุมตัวเขาไว้
“ไรน์ ผมชื่อเควิน โรเจอร์พ่อทูนหัวของคุณส่งผมมาช่วยคุณ คุณจำสิ่งนี้ได้หรือเปล่า” เควินส่งสิ่งของที่อยู่ในมืออีกข้างหนึ่งให้ ไรน์คลำไม้กางเขนอันเล็กร้อยด้วยสร้อยเงินนั้นแล้วถอนสะอื้นเมื่อรับรู้ถึงริ้วรอยต่างๆที่คุ้นเคย ร่างบางกอดไม้กางแขนไว้แนบอกก้มหน้าลงไหล่สั่นสะท้าน กลั้นเสียงสะอื้น เควินจึงเอื้อมมือไปแก้ผ้าที่มัดปากออก
“ผมรอมาตลอด รอ......จนกระทั่งสิ้นหวัง ผมคิดว่า.....คงไม่มีทางออกไปจาก...ที่นี่แล้ว” เควินเอื้อมมือไปแตะใบหน้าเรียวซูบของร่างบางแล้วจับสร้อยเส้นเล็กนั้นคล้องคอให้ ไม่อยากทอนความหวังนั้นแต่ก็ต้องพูด
“ยังหรอกไรน์ ตอนนี้เรายังอยู่ในเขตของพวกมันอยู่ แต่ผมสัญญาว่าจะพาคุณกลับไปให้ได้” เควินไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาสัญญาออกไป โดยปกติแล้วชายหนุ่มไม่เคยรับปากในสิ่งที่ยังไม่แน่ใจในผลสำเร็จ แต่ครั้งนี้ท่าทางของร่างบางตรงหน้าทำให้เขาทนไม่ได้ต้องหลุดปากออกมา
ไม่ทันขาดคำไรน์ก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเคาะไม้รัวขึ้น และเสียงตะโกนเอะอะที่ดังแว่วอยู่ในความเงียบสนิทยิ่งทำให้เหมือนกับอยู่ไม่ไกลนัก เควินเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางนั้น แล้วยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
“พวกมันคงรู้ตัวแล้ว อุดหูไว้ไรน์” ชายหนุ่มล้วงรีโมทคอนโทรลขึ้นมาก่อนพึมพำ
“ถ้านายรอดมาได้ เราคงได้เจอกันอีกนะยัสฟาร์”

ตูม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นท่ามกลางความเงียบของป่า เมื่อชายหนุ่มกดปุ่มรีโมทคอนโทรล ก่อนที่จะระเบิดติดตามกันอย่างต่อเนื่องอีก 4 ครั้ง และเสียงตูมครั้งสุดท้ายทำให้เควินหันไปมองขมวดคิ้วอย่างสงสัย แล้วก็ยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อเห็นเปลวเพลิงลุกไหม้อย่างกระหายหิวลามเลียไปตามยอดไม้ หมู่ไม้กลายเป็นเปลวเพลิงแผ่นเดียวกันที่ทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าประมาณหกสิบหรือเจ็ดสิบฟุต ควันดำม้วนตัวขื้นเป็นก้อนมหึมา
ตอนวางระเบิดเขาไม่มีเวลาหาที่เก็บอาวุธ แต่ก็วางกระจายตามจุดสำคัญ ลูกสุดท้ายคงไปวางใกล้คลังแสงและคงมีบางส่วนกระเด็นไปถูกที่เก็บอาวุธดินปืนและน้ำมันในค่ายพอดี เควินหันมามองร่างบางที่นั่งตัวสั่นด้วยความตกใจ
“พวกมันคงเกิดความเสียหายมากพอที่จะไม่สามารถตามเรามาได้ แต่เพื่อความไม่ประมาทเราต้องไปให้ถึงจุดนัดพบให้เร็วที่สุด เดินไหวหรือเปล่า? ไรน์”
ไรน์พยายามระงับความตกใจจากเสียงระเบิด พร้อมกับผงกศีรษะเบาๆ
“คืนนี้เดินต่ออีกซัก 2- 3 ชั่วโมง ไปให้ไกลจากนี่ซักหน่อยแล้วผมจะให้พักนะ” ชายหนุ่มจูงร่างบางไว้ก่อนพึมพำปลอบใจ ไรน์ขยับกายลุกขึ้นช้าๆ ยังคงรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลังแม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ตอนนี้จะให้เขาทำอะไรก็ได้ขอให้หลุดพ้นไปจากนรกแห่งนี้ก็พอ

c c c c c c

“ไม่...อือ...ไม่...อย่า”
เควินลืมตาอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงครางจากร่างบางที่นอนอยู่ใกล้ๆ เขาเขย่าตัวไรน์เบาๆ แต่ร่างบางยังคงกระสับกระส่าย
“ไรน์” เควินกระซิบเขารวบร่างเบาหวิวเหมือนแทบไม่มีน้ำหนักเข้ามา พึมพำปลอบประโลม ถึงอยู่ในความมืดแต่ชายหนุ่มยังมองเห็นประกายจากน้ำตาที่ร่วงลงมาทั้งที่ร่างบางยังไม่ลืมตาตื่นด้วยซ้ำ
เหตุการณ์ที่ผ่านมาคงหนักหนามากจนเกินกว่าที่ไรน์จะทนรับได้ พอหลับจิตใต้สำนึกที่หวาดกลัวจึงถูกปลดปล่อยออกมา ร่างในอ้อมแขนเขาถอนสะอื้นเบาๆ เควินโยกร่างไรน์เบาๆ จนเริ่มสงบลง เขาก้มลงมองแล้วรู้สึกถึงความต้องการที่จะปกป้องไม่ให้ร่างนี้พบกับความเจ็บปวดอีก เควินกระชับอ้อมแขนไว้แน่นไม่ต้องการที่จะวางไรน์ลง จนกระทั่งเช้า

“ไรน์ ไรน์ ตื่นเถอะ” เควินเรียกร่างที่ฟุบหลับอยู่เบาๆ ก้มลงมองขณะที่ดวงตาสีอำพันค่อยกระพริบตาตื่น ก่อนที่สมองจะทันรับรู้อะไรแววตานั้นก็ทอประกายตกใจ หวาดกลัว ลนลานขยับตัวถอยห่างจากเขาอย่างรวดเร็ว
“ไรน์ ไม่ต้องกลัวนี่ผมนะ เควินไง” เควินพูดช้าๆ ค่อยขยับตัวไม่ให้ร่างบางตกใจ
ไรน์พยายามระงับความตกใจเริ่มลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืน ไม่! เขาไม่เป็นไรแล้ว! เขาออกมาพ้นจากที่นั่นแล้ว ร่างบางสูดลมหายใจลึกๆ พยายามควบคุมตัว เควินค่อยๆปล่อยมือเมื่อเห็นว่าไรน์พอควบคุมตนเองได้ก่อนจะเดินไปริมธารน้ำเล็กๆ ที่พวกเขาตกลงหยุดพักเมื่อคืน
ไรน์ค่อยๆขยับไปที่ริมน้ำมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างระวังตัว เมื่อคืนมืดสนิทจนเขาไม่ทันสังเกตอะไร แต่ตอนกลางวันเขาเห็นชายตรงหน้าชัดเจนขึ้น ร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดพราง ใบหน้าคมเข้มถูกป้ายด้วยสีดำเป็นปื้นๆ ดวงตาสีน้ำเงินคมกริบ สำหรับผมก็คงถูกทาไว้ด้วยอะไรบางอย่างเหนียวๆ สีคล้ำจนไม่แน่ใจว่าสีผมที่แท้จริงเป็นสีอะไร ไรน์มองธารน้ำเล็กๆ ตรงหน้า น้ำใสแจ๋วจนมองเห็นตะกอนใบไม้ที่ทับถมอยู่เบื้องล่าง ร่างบางจึงก้มลงล้างมือก่อนจะวักน้ำลูบหน้า พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบเควินที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
เควินมองใบหน้าที่แม้จะดูซีดเซียว แต่คิ้วเรียวและขนตาสีดำสนิทเปียกน้ำยิ่งส่งให้ดวงตาสีอำพันทอประกายระยับ เพียงแต่ตอนนี้แววตานั้นดูเจ็บปวดและหวาดระแวง ไรน์หลบตาร่างสูงแล้วค่อยขยับถอยห่างออกมาอย่างระวัง
เควินสำรวจร่างเพรียวบางตรงหน้า ใบหน้าดูซูบกว่าที่เขาเห็นในรูปแต่ยังคงงดงามและยิ่งดูน่าทะนุถนอม แขนขาเรียวผิวขาวนวลที่ตอนนี้ดูซีดเผือดไปจากที่ถูกคุมขังในกระท่อมจนไม่ได้ออกมาพบแสงตะวันเลย ชายหนุ่มเลื่อนสายตาแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมองลงไปที่เท้าเปล่าเปลือยของไรน์
ชายหนุ่มก้าวเข้ามารวดเร็ว ก้มลงพลิกข้อเท้าบอบบางมาดูแล้วก็อุทานเมื่อมองเห็นรอยบาดเป็นทางยาวมีเศษดินอุดตัน และรอยเลือดที่ยังคงซึมออกมาเรื่อยๆ
“ไปโดนอะไรมา? ทำไมไม่รีบบอก แล้วเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?” สายตาคมที่มองมามีแววคาดคั้น ไรน์หลบตาวูบก่อนพึมพำเสียงเบา
“ถูกก้อนหินบาดตอนเดินทางเมื่อคืนครับ” เควินมองท่าทางนั้นแล้วก็ถอนใจก่อนเอ่ยปาก
“เดี๋ยวผมจะทำแผลให้”
“ไม่ต้อง! ผมไม่เป็นไรครับ” ร่างบางพยายามกระตุกข้อเท้าหนี แต่เควินเกร็งข้อมือรั้งไว้ดุทันที
“อย่าดื้อ ไรน์! แผลขนาดนี้ยังบอกไม่เป็นไรอีกแล้วเรายังต้องเดินกันอีกไกล” ชายหนุ่มรวบข้อเท้าไว้แน่น วักน้ำขึ้นมาล้างเท้าให้จนสะอาด หลังจากทำแผลโดยใช้ชุดปฐมพยาบาลที่ติดมาแล้วก็คลี่ผ้าพันเท้าให้อย่างรวดเร็ว
ไรน์ก้มลงมองมือใหญ่ที่กำลังพันผ้าให้ ไรน์ไม่มีรองเท้าเควินจึงใช้เศษผ้าพันรอบเท้าให้ทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้ไปเหยียบและถูกอะไรบาดอีก ไรน์เลื่อนสายตาไปที่ใบหน้าของเควิน ชายหนุ่มอยู่ใกล้จนไรน์สังเกตเห็นแพขนตาหนา และปอยผมสีเงินที่ถูกป้ายไว้ด้วยสีดำเหนียวๆ จนกระดำกระด่างนั้นได้
“เอาล่ะ เสร็จแล้ว” เควินเงยหน้าขึ้น ไรน์สบตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นแล้วรีบหลบตาวูบ พร้อมกับพึมพำตอบเบาๆ
“ขอบคุณครับ” ร่างบางขยับตัวเพื่อจะถอยห่าง คอเสื้อตัวหลวมโคร่งที่สวมอยู่จึงเลื่อนลงมาที่ไหล่ ทำให้เห็นแนวแส้ที่พาดผ่านเลยมาที่ไหล่และต้นคอเป็นรอยเขียวปนม่วง เควินชะงักเมื่อเห็น เขาสูดลมหายใจลึกก่อนเอื้อมมือไปจับต้นคอเล็กนั้น
ไรน์สะดุ้งเงยหน้ามอง ดวงตาสีอำพันมีแววหวาดระแวงชั่ววูบหนึ่ง
“ผมขอดูแผลที่หลังหน่อย” โดยไม่รอคำตอบ มือใหญ่ก็อ้อมไปกระตุกเชือกที่ผูกด้านหน้าของเสื้อ สังเกตเห็นว่าร่างบางนั่งตัวแข็งทื่อ กำมือแน่น เมื่อเควินรูดเสื้อลงไปชายหนุ่มถึงกับกลั้นหายใจเมื่อเห็นรอยแตกช้ำด้านหลัง เวลาที่ผ่านมาทำให้มันเปลี่ยนเป็นสีม่วงปนเขียวทั่วแผ่นหลังบอบบาง
เควินเคยเจอกับบาดแผลมามาก ทั้งที่ร้ายแรงและอันตรายมากกว่านี้หลายเท่านัก แต่เขากลับรู้สึกถึงแรงโทสะที่พุ่งขึ้นรุนแรงจนตาลายแม้จะเตรียมใจกับสิ่งที่เห็นไว้ เควินกัดฟันแน่นถ้ามีโอกาสได้พบตัวยัสฟาร์อีกครั้งเขาคงไม่รีรอที่จะทำให้มันเจ็บปวดเป็นสิบๆ เท่าของที่ไรน์โดนทีเดียว
“ยังเจ็บอยู่ไหม” นิ้วเรียวแข็งแรงแตะไปที่ขอบแผลอย่างระวัง ไรน์สบตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวนั้น สัญชาติญาณรู้ว่าชายหนุ่มกำลังโกรธกับต้นเหตุที่ทำให้เกิดบาดแผลนี้ ไรน์จึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังระวังตัวขณะค่อยๆดึงเสื้อขึ้นมา พร้อมกับสั่นศีรษะน้อยๆ
“ไม่มากแล้วครับ”
เควินมองดวงตาระแวงคู่นั้นแล้วก็ถอนใจ จับมือสั่นระริกที่กำลังรวบคอเสื้ออยู่ แล้วชิงผูกเชือกให้เองอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มค้นเสบียงจากเป้หลังส่งให้
“กินก่อน เราจะเดินเลียบริมน้ำนี่ไป อีก 3 วันก็จะถึงหมู่บ้านแถวชายแดนเราจะพักรอคนมารับที่นั่น”
ไรน์รับอาหารมากัดเล็มทีละน้อย เควินมองแล้วก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้ กินอย่างนี้กว่าจะหมดเห็นจะต้องรออีกพักใหญ่ มิน่าเล่าตัวถึงได้บางขนาดนี้ แล้วสองเดือนที่ผ่านมานี่คงกินไม่ค่อยได้เท่าไร ไรน์เงยหน้าสบตาร่างสูงที่มองมาแล้วก็รู้สึกเหมือนอาหารจะติดคอ ต้องรีบคว้ากระติกน้ำมาดื่ม แล้ววางอาหารลง เควินขมวดคิ้วเมื่อมองอาหารที่เหลือ
“ทำไมกินน้อยนัก เดี๋ยวก็หมดแรงเดินหรอก”
“ผมอิ่มแล้วครับ” ไรน์รีบบอก เควินรับอาหารที่เหลือมาเก็บไว้ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็เดินทางต่อนะ ออกไปให้พ้นบริเวณนี้อีกหน่อย”

c c c c c c

ไรน์พยายามก้าวตามร่างสูงที่เดินนำหน้า ร่างบางหอบหายใจหนักๆ ด้วยความเหนื่อยแต่ก็ไม่ได้ปริปากขอพัก ถึงแม้จะเดินมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงตั้งแต่เช้าจนตอนนี้เกือบจะบ่ายแล้ว
“อ๊ะ!......” ไรน์อุทานเบาๆ เมื่อเหยียบไปบนหินลื่นๆ แล้วถลาล้มฟุบลง เม้มปากกลั้นความเจ็บปวดไว้ขณะที่ร่างสูงหันขวับมาทันที
“ไรน์!” เควินก้าวยาวๆ กลับมาก้มลงประคอง
“ตรงนี้โขดหินมากต้องระวังหน่อย แต่ใกล้จะถึงจุดพักแล้ว ทนอีกนิด” ไรน์พยักหน้าเขารู้ว่าเควินต้องการทำเวลา เพราะแม้ชายหนุ่มจะปลอบโยน และปฏิบัติกับเขาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ยอมผ่อนปรนหรือลดฝีเท้าลงแม้แต่น้อย
เควินมองใบหน้าเล็กที่ตอนนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อ คิ้วเรียวสวยขมวดแน่น การเดินเลียบลำน้ำเริ่มลำบากมากขึ้นเพราะมีโขดหินเล็กใหญ่สลับกัน แต่พวกเขาทำเวลาได้ดีมาก ลำน้ำเริ่มกว้างขึ้นเนื่องจากใกล้ถึงบริเวณที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำก่อนจะกลายเป็นน้ำตกขนาดย่อมๆ ไหลผ่านลงไปที่หมู่บ้าน
ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมาไรน์อดทนมากไม่เคยปริปากบ่น ได้แต่เดินตามเขาเงียบๆ ในไม่ช้าเควินก็ค้นพบว่ามีความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่างบอบบางที่ลวงตานี้

ชายหนุ่มเทน้ำจากกระติกใส่ผ้าบิดแล้วเช็ดไปที่ใบหน้าไรน์เบาๆ ดวงตาสีอำพันลืมขึ้นเมื่อรับรู้ความเย็นที่สัมผัสใบหน้า
“ไปต่อไหวมั้ย” ไรน์หมดแรงตอบได้แต่พยายามลุกขึ้น เควินค่อยประคองร่างบางให้ยืนขึ้น คราวนี้ชายหนุ่มเดินใกล้ๆ คอยช่วยเหลือเมื่อเห็นไรน์ทำท่าจะพลาด
จนอีกเนิ่นนานในความรู้สึกของไรน์ พวกเขาก็เดินมาถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รวมของลำน้ำเล็กๆ อีก 2-3 สาย มารวมกัน รอบๆบริเวณมีแก่งหินเล็กๆ รอบหลายแก่ง ไรน์ได้ยินเสียงน้ำตกดังแว่วมาไกลๆ จึงเงยหน้าเป็นเชิงถาม
“อีกประมาณ 2 ไมล์เป็นน้ำตก จุดนัด ฮ. อยู่ห่างไปอีกนิดหน่อย แต่เราจะพักอยู่ที่นี่เพราะเราทำเวลาได้ดี มาถึงก่อนเวลานัด 2 วัน ถ้าลงไปมากกว่านี้คนจากหมู่บ้านอาจขึ้นมาหาของป่าแล้วเจอเราได้ ผมไม่อยากให้ใครรู้ เผื่อไปเจอสายของไอ้ยัสฟาร์เข้า”
ไรน์พยักหน้ารับเพราะแทบไม่มีเสียงพูดออกมาแล้ว เมื่อได้ยินคำว่าพักร่างบางก็ทรุดลงไปนั่งพิงศีรษะไปกับโขดหินอย่างอ่อนแรง
เควินเห็นอย่างนั้นจึงเดินสำรวจไปรอบๆ เพื่อหาจุดพักแรม และลองคำนวณทิศทางกับจุดนัดพบ ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจเมื่อแน่ใจว่าตรงตามเป้าหมายที่คาดไว้ และเมื่อเจอโพรงหินขนาดพอเหมาะจึงวางสัมภาระลง พอเดินกลับมาก็พบว่าไรน์ฟุบหลับไป
ถึงแม้เควินจะค่อยช้อนร่างของไรน์ขึ้นเบาๆ แต่ร่างบางก็กระพริบตาทันที
“เควิน!” ชายหนุ่มวางไรน์ลงบนพื้นหินเรียบ ไรน์มองสำรวจไปทั่วๆ โพรงหิน ก่อนจะขยับเข้าเข้าไปนั่งที่มุมหนึ่ง
“เราจะพักกันตรงนี้หรือครับ”
“อืมม์” ชายหนุ่มรับคำ ชายหนุ่มวางปืนและถอดเลื้อตัวนอกออกเหลือแต่เสื้อยืดชั้นใน เขามองสำรวจร่างมอมแมมตรงหน้าก่อนตัดสินใจ
“ไรน์ อยู่คนเดียวสัก 2-3 ชั่วโมงได้มั้ย”
ร่างบางลืมตาทันที ดวงตามีแววตกใจ “คุณจะไปไหนครับ จะทิ้งผมไว้ที่นี่หรือ?”
“ผมจะลงไปที่หมู่บ้าน เราต้องการเสบียงเพิ่มแล้วก็ของอีกบางอย่าง ผมจะรีบกลับมานะ ไรน์”
ไรน์กำมือแน่นขณะมองร่างสูงอย่างลังเล เควินเห็นดังนั้นจึงคุกเข่าลงใกล้ๆ มือใหญ่แตะใบหน้าเรียวให้เงยหน้ามองเขา ไรน์สบตาสีน้ำเงินเข้มมั่นคงที่เป็นดุจที่พักพิงของเขา
“ผมสัญญาแล้วว่าจะพาคุณกลับบ้าน ผมจะรีบกลับมา” เควินพูดจบก็ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นร่างบางคลายความตื่นตระหนก
“สัญญานะครับ” ไรน์ย้ำเสียงแผ่วมือเรียวเล็กวางซ้อนลงบนมือแข็งแรงนั้น แววตาวิงวอนนั้นทำให้ชายหนุ่มอดใจไว้ไม่ได้ เควินก้มลงจุมพิตหน้าผากบางพร้อมกับกระซิบ
“ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณ ผมสัญญา” ไรน์รู้สึกหน้าร้อนผ่าวรีบก้มหน้าลง แต่เมื่อรวบรวมความคิดได้เงยหน้าขึ้นมาอีกทีร่างสูงก็หายไปแล้ว
ไรน์ค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปในส่วนลึกของโพรงหิน เอนศีรษะพิงกับโขดหินเริ่มตั้งตารอ เพียงแค่ชั่วครู่ที่เควินจากไปร่างบางก็รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวทันที ทั้งป่าดูเงียบได้ยินเพียงเสียงนกร้องและเสียงน้ำไหล ด้วยความอ่อนเพลียไรน์ก็ผล็อยหลับไปในเวลาไม่นานนัก

c c c c c c

“อือ....ไม่...อย่าเข้ามา....ไม่” ไรน์ครางเขามองไปรอบๆ ป่ารอบข้างดูมืดสนิทมองแทบไม่เห็นอะไร ได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน พวกมันกำลังไล่ตามใกล้เข้ามาแล้ว ร่างบางพยายามวิ่งหนีแต่แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้น ไรน์จำได้แม่นไม่มีวันลืม เสียงนั้นเป็นคนสั่งเฆี่ยนเขา และตอนนี้มันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ไรน์พยายามวิ่ง วิ่ง แต่แล้วก็สะดุดรากไม้ล้มกลิ้ง ร่างบางหอบหายใจเหนื่อยอ่อนรีบเงยหน้าขึ้นแล้วก็ขยับถอยหลังเมื่อเห็นเท้าคู่หนึ่งอยู่ตรงหน้าเขา เมื่อค่อยๆ เงยหน้าไล่ขึ้นไรน์ครางอย่างหวาดกลัวเมื่อสบตาดำสนิท ใบหน้ายิ้มแสยะน่าเกลียด ในมือมันถือแส้เส้นยาวเหยียดที่กำลังยกขึ้นสูงก่อนจะสะบัดลงมาอย่างรวดเร็ว

“ไม่!”
ไรน์กรีดร้องร่างผวาขึ้นมาทันที ยังไม่ทันตื่นเต็มที่ร่างบางต่อสู้ดิ้นรนด้วยความหวาดกลัวเมื่อรู้สึกว่ามีวงแขนแข็งแรงคู่หนึ่งโอบรัดเขาไว้
“ไรน์! ไรน์! ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ผมอยู่นี่แล้ว” เควินเองก็พยายามระงับความตกใจไว้ เขาได้ยินเสียงกรีดร้องเมื่อเริ่มก้าวข้ามโขดหินเข้ามา ทำให้รีบทิ้งของทุกอย่างที่หอบมาแล้วกระโจนเข้าโพรงหินมาอย่างรวดเร็ว
เควินโอบร่างบางที่กำลังผวาลุกขึ้นไว้ได้ทัน เสียงอ่อนโยนที่พูดซ้ำๆ ค่อยแทรกผ่านโสตประสาทของไรน์เข้าไป ดวงตาสีอำพันกระพริบลืมขึ้นพอเห็นชายหนุ่มก็ผวาเข้ากอดร่างสูงไว้แน่นพยายามควบคุมลมหายใจที่หอบกระชั้นตนเอง
“ขอโทษครับ ผม...ผมฝันร้าย” ไรน์พึมพำเสียงสั่น ภาพความฝันนั้นยังคงติดตาราวกับเป็นเรื่องจริง
“ไรน์หยุดขอโทษเสียที ไม่ใช่ความผิดอะไรของคุณสักนิด” เควินมองร่างบางในอ้อมแขน ชายหนุ่มเองก็โล่งใจจนกอดไรน์ไว้แน่น แล้วค่อยปล่อยมือออกเมื่อแน่ใจว่าพอควบคุมตัวได้
“ไม่เป็นไรนะ” ไรน์พยักหน้า เควินจึงลุกขึ้นเดินไปเก็บสัมภาระที่โยนทิ้งไปเมื่อครู่
ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดชายแดนเคยชินกับผู้คนแปลกๆ ที่ผ่านไปมา พวกชาวบ้านไม่ได้สนใจอะไรนอกจากปากท้องของตัวเอง ทำให้การซื้อหาข้าวของทำได้ง่ายพอควร ความจริงเควินไม่ต้องการที่จะเข้ามาในหมู่บ้าน แต่ในเมื่อพวกเขาคงต้องรออีกหลายวัน เควินจึงอยากอำนวยความสะดวกให้กับไรน์บ้าง เท่าที่เขาจะทำได้ในสถานการณ์เช่นนี้
“บ่ายมากแล้ว คุณไปอาบน้ำก่อนดีมั้ย ค่ำลงอากาศจะเย็นมากเกินไป ผมมีไอ้นี่ให้คุณด้วย” ชายหนุ่มพูดแล้วค้นเสื้อผ้าส่งให้กับไรน์ พร้อมกับชูสบู่ในมือ
ไรน์อึ้งเมื่อเห็นสิ่งของที่ชายหนุ่มไปซื้อหามาส่วนใหญ่เป็นของใช้ของเขา ร่างบางมองชายหนุ่มอย่างขอบคุณ สำหรับเควินเรื่องอย่างนี้คงจะเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับเขาไม่น้อย
“ผมทำให้คุณลำบากหรือเปล่าครับ”
“ผมทำในสิ่งที่สามารถทำได้ไรน์ และผมอยากทำให้คุณ อย่ากังวลเลย”
“ผมกลัว เควิน ถ้าเกิดพวกนั้นตามมาทัน หรือคนในหมู่บ้านมีพวกของมันล่ะครับ”
“ไม่ต้องกังวล ผมเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นอย่าลืมสิ แล้วความสูญเสียที่พวกมันได้รับคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะรวบรวมคนและอาวุธได้อีก” เควินจูงมือร่างบางมาที่บริเวณที่เป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ไม่ลึกมากนัก
“คุณอาบน้ำตรงนี้ อย่าไปไกลมากนะ”

ไรน์มองตามร่างสูงที่เดินกลับไปแล้วก็ลงมือถอดเสื้อผ้าแล้วหย่อนตัวลงไปในน้ำ พลางนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกแสบแผลที่หลัง แต่ความเย็นสบายของสายน้ำทำให้เผลอถอนใจอย่างมีความสุข ไรน์เริ่มลงมือขัดเนื้อตัว ถูสบู่แล้วสางปอยผมที่ยุ่งเหยิงออกช้าๆ ก่อนจะมุดลงไปใต้น้ำเพื่อล้างคราบสบู่ออก ตอนแรกไรน์ก็แอบชำเลืองมองร่างสูงที่ง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารและที่พัก พอผ่านไปสักระยะก็เริ่มเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียก
“ไรน์ นานมากแล้วขึ้นมาเสียที” ไรน์ถอนใจอย่างเสียดายแต่ก็ยอมขึ้นจากน้ำลงมือเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ชุดที่เควินหามาให้ค่อนข้างหลวมจนต้องพับทั้งแขนเสื้อและกางเกง
“เอ้านี่ กินก่อน” เควินยื่นซุปกระป๋องที่อุ่นแล้วให้ เมื่อร่างบางก้าวไปนั่งบนผ้าที่ปูไว้ ไรน์รับมาแล้วเริ่มกินเมื่อเงยหน้ามองเห็นเควินนั่งมองจึงถามเบาๆ
“แล้วคุณล่ะครับ”
“ผมเรียบร้อยตอนอยู่ที่หมู่บ้าน คุณกินให้อิ่มแล้วเดี๋ยวผมจะดูแผลให้”
เมื่อไรน์วางกระป๋องลงชายหนุ่มก็ค้นชุดปฐมพยาบาลเล็กๆออกมา ร่างบางหันหลังให้ชายหนุ่มแต่โดยดี เพราะถึงไม่ยอมชายหนุ่มก็ดึงดันจนได้เหมือนทุกวันแหละ เควินทำความสะอาดแผลที่หลังและเท้าพร้อมกับทาครีมฆ่าเชื้อให้อย่างรวดเร็วและระมัดระวัง
“เอาละ คราวนี้ก็นอนพักได้แล้ว” ไรน์เหลือบตามองอย่างจะค้อนเมื่อได้ยินคำสั่งเหมือนเขาเป็นเด็ก
“ผมยังไม่ง่วง”
“นอนไปเถอะไรน์ คุณยังต้องพักผ่อนมากๆ จะได้มีเรี่ยวแรงมากขึ้น” เควินยิ้มแต่สายตามองมามีแววบังคับ ไรน์จึงยอมเอนตัวลงเควินยิ้มลูบศีรษะเบาๆ อดใจไม่ให้แตะต้องร่างบางไม่ได้ มือใหญ่ไล้ผิวแก้มเนียนราวกับเนื้อแพร แล้วเลื่อนมาปิดเปลือกตาให้อย่างนุ่มนวลไรน์จึงยอมหลับตาลงอย่างว่าง่าย
“เด็กดี” เควินก้มลงจุมพิตที่แก้มเนียนใส ไรน์หน้าแดงยกมือลูบแก้มเบาๆ ความรู้สึกแปลกที่เกิดขึ้นทำให้ในใจอบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยจนสามารถหลับไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เควินนั่งมองร่างบอบบางที่หลับสนิทไปได้เพียง 2-3 ชั่วโมง แล้วต้องถอนใจเบาๆ อย่างกังวลเมื่อเห็นไรน์เริ่มกระสับกระส่าย ส่งเสียงครางเสียงเบาในลำคอ เพราะหลังจากที่ไรน์หลับสนิทไปได้สักพัก จะต้องมีอาการเหมือนตกอยู่ในฝันร้ายทุรนทุรายอย่างนี้ทุกครั้ง
ชายหนุ่มรวบร่างบางเข้ามากอด พึมพำปลอบโยนเหมือนทุกคืนที่ไรน์เกิดอาการขึ้น จนกระทั่งไรน์เริ่มสงบแล้วหลับต่อได้ แม้ในขณะหลับไรน์ยังเกาะเกี่ยวเขาไว้แน่นเหมือนจะใช้เป็นที่พึ่ง ร่างกายทุกส่วนแนบชิดกันจนเควินรับรู้ถึงความนุ่มละมุนในอ้อมแขน
เควินไล้มือตามวงหน้าเล็กเลื่อนมาที่ริมฝีปาก ชายหนุ่มก้มลงแตะริมฝีปากเบาๆ ไปทั่วใบหน้าอย่างอดไม่ได้ก่อนลดริมฝีปากลงมาที่ลำคอบอบบาง กระดุมเสื้อถูกปลดจนเห็นไหล่ลาดและอกขาวนวล ชายหนุ่มสัมผัสอย่างต้องติดใจ
“อืมม์” ไรน์ครางแผ่วเบา
เควินรู้ตัวทันทีชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเงยหน้าขึ้น ‘บ้าชะมัด เขากำลังทำอะไร’ เขากำลังจะทำลายความไว้วางใจของไรน์งั้นหรือ เควินระงับใจตนเองขณะติดกระดุมเสื้อให้ใหม่ ก่อนจะพลิกตัวยกมือก่ายหน้าผากพยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังตื่นตัวขึ้น

c c c c c c

“เควิน เควิน คุณอยู่ที่ไหน”
ไรน์เรียกหาเควินอย่างตกใจเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้วมองไม่เห็นร่างสูง เขากวาดตามองอย่างรวดเร็วแล้วรีบลุกออกมาข้างนอก แล้วก็ต้องถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเควินค่อยโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
ไรน์มองร่างสูงที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมา สิ่งที่สะดุดสายตาของไรน์สิ่งแรกคือเรือนผมสีเงินเป็นประกายเพราะล้างเอาคราบสีที่ป้ายไว้ออกไปแล้ว เควินยกมือแข็งแรงเสยเส้นผมที่เปียกลู่ไปข้างหลัง ทำให้เห็นโครงหน้าที่ดูเข้มแข็ง ดวงตาคมกริบสีน้ำเงิน จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป ไรน์ตะลึงมองจนกระทั่งเควินก้าวขึ้นมาบนฝั่ง แล้วอุทานอย่างรู้ตัวใบหน้าร้อนผ่าวรีบเมินหน้าหนี แต่สมองกลับพิมพ์ภาพรูปร่างงดงามแข็งแรงอย่างที่ผู้ชายทุกคนจะต้องอิจฉาไว้ในสมองเรียบร้อยไปแล้ว
เควินมองใบหน้าแดงก่ำของไรน์ที่เมินไป ไม่ยอมสบตาเขาแล้วครางในใจเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ต้นขา แม้กระทั่งน้ำเย็นเฉียบที่อาบอยู่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เขาสบถในใจเบาๆ เมื่อเกิดความต้องการขึ้นมาจนแทบควบคุมไม่ได้ เขาคงจะขาดเซ็กส์ไปนานเกินไปล่ะมั้ง?
“มีอะไรหรือไรน์” ชายหนุ่มถามขณะแต่งตัวอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ...ผมเพียงตื่นมาแล้วไม่มองเห็นคุณ เลย..เอ่อ...” ไรน์ยังคงเมินหน้าขณะตอบ หัวใจเต้นระทึกหวามไหว รู้สึกแปลกๆ กับปฏิกิริยาของตนเอง
“ผมตื่นแล้วไปตรวจดูรอบๆ พอมีเวลาก็เลยอาบน้ำเสียหน่อย หิวหรือยัง?” เควินถามกลับ
“ไม่ครับ” ไรน์รีบหันหลังกลับ พอจะก้าวเดินก็ต้องลื่นถลาเพราะความรีบร้อน เควินอุทาน
“ระวัง”
ชายหนุ่มโอบเอวเล็กไว้ได้ทัน ไรน์เงยหน้าขึ้นหัวใจกระตุกวูบเมื่อรู้ตัวว่ายืนพิงกับร่างสูง มือเล็กวางที่อกกว้างไว้เป็นหลักยึด เควินก้มลงมองริมฝีปากสีแดงเรื่อนั้นอย่างเผลอตัว ใบหน้าค่อยก้มลงช้าๆ ไรน์หลับตาลงเมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มแนบลงมา ปากบางเผยอรับอย่างโอนอ่อนปล่อยให้ปลายลิ้นร้อนผ่าวแทรกเข้ามาดูดดื่มเชยชิมความอ่อนหวาน
“อืมม์....” เสียงครางแผ่วๆ จากร่างบาง เมื่อชายหนุ่มย้ำจุมพิตลงมาติดๆกัน มือเล็กเกาะเกี่ยวอกเสื้อชายหนุ่มไว้เป็นหลักยึด เมื่อรู้สึกว่าหัวเข่าตนเองกำลังจะไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเองได้ ความรู้สึกวาบหวาม อารมณ์ที่ไม่เคยรู้จักกำลังเกิดขึ้นกับไรน์
เควินครางอย่างพอใจเมื่อเห็นไรน์ตอบสนองเขาอย่างอ่อนหวาน แม้จะขัดเขินเพราะไร้ประสบการณ์ ปลายลิ้นร้อนๆของเขารุกไล่เชยชิมความหวานอย่างไม่รู้จักพอ อารมณ์ปรารถนาลุกโพลงจนไม่สามารถควบคุมได้ มือใหญ่สอดเข้าไปได้ชายเสื้อตัวโคร่งของไรน์ ลูบไล้เอวบางอย่างถือสิทธิ์
“อ๊ะ...”ไรน์อุทานเบาเมื่อปลายนิ้วแข็งแรงไล้มาถึงหน้าอกเรียบเนียน คลึงยอดอกเบาๆ จนร่างบางสูดลมหายใจลึกเงยหน้าอวดลำคอขาวผ่องให้ปลายลิ้นชายหนุ่มไล้เลียลงมา ขบย้ำฝากรอยรักไว้ เควินเลื่อนมือลงมาที่หน้าท้องเรียบละมุนนิ้วเรียวแทรกลงไปในกางเกงตัวหลวมโคร่งอย่างง่ายดาย
“อื้อ..” สะโพกบางกระตุกแนบร่างเข้าไปหาร่างสูงอย่างยืนไม่อยู่ เควินพึมพำเบาชิดใบหูเล็กขณะบอกไรน์ให้สัมผัสเขา ไรน์หน้าแดงก่ำมือเล็กเริ่มขยับสัมผัสอกกว้างอย่างขลาดๆ ทำให้เควินครางอย่างพอใจ แต่....
“โอ๊ย........” ไรน์สะดุ้งกับความรู้สึกเจ็บแปลบ เมื่อมือหนักๆของชายหนุ่มเลื่อนไปที่ถูกรอยแผลบริเวณด้านหลัง น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาวูบ
เควินเงยหน้าขึ้นจากลำคอระหง ปล่อยมือจากแผ่นหลังบอบบางทันที ดันร่างบางออกห่าง สบตาสีอำพันที่กำลังพร่ามัวด้วยอารมณ์ที่เขาเป็นคนปลุกขึ้น ริมฝีปากแดงช้ำสั่นระริก รวมถึงรอยแดงเป็นจ้ำบริเวณลำคอ
“บัดซบ” เควินพึมพำด่าตนเอง เขากำลังฉวยโอกาสกับอารมณ์อ่อนไหวที่กำลังต้องการที่พึ่งพิงของไรน์
ไรน์สะดุ้งเมื่อได้ยินและพอสบตาโกรธเกรี้ยวของเควิน ดวงตางดงามทอประกายเจ็บปวดอับอายด้วยความเข้าใจผิด
“ผมขอโทษ” ไรน์พึมพำอย่างอับอาย ถอยกายออกมาเซไปวูบหนึ่งแล้วทรงตัวได้ เควินสบตาคู่นั้นแล้วก็เข้าใจ
“ไม่..ไรน์ ผมสิต้องขอโทษ ผมไม่ควรทำอย่างนั้น” เควินถอนใจลึกเมื่อเห็นไรน์ยังคงเมินหน้าหนี เขาช้อนร่างของไรน์อย่างระวังไม่ให้กระทบกระเทือนแผลที่หลังก่อนเดินกลับที่พัก ทรุดตัวลงนั่งวางร่างบางไว้บนตัก จับคางมนให้สบตาเขา
“ไรน์ ผมขอโทษ ผมกำลังฉวยโอกาสกับคุณ”
“คุณไม่ได้ฉวยโอกาส” ไรน์แย้งเบาๆ สบตาชายหนุ่ม เควินครางเมื่อเห็นความไว้วางใจในดวงตาคู่งาม
ไม่! นี่เป็นเพราะสถานการณ์พาไปเท่านั้น ไรน์กำลังอ่อนแอและหวาดกลัวจึงทำให้สับสน เควินรู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้มักจะไม่ยั่งยืน ภาวะอันตรายจะทำให้คนสองคนใกล้ชิดกัน แต่พออันตรายผ่านพ้นไปความสัมพันธ์อันเกิดจากการพึ่งพิงมักจะจบลงในเวลาไม่นานนัก
ตอนนี้ไรน์ไร้ที่พึ่งจึงยึดเขาไว้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในฐานะอย่างเขาผ่านเรื่องเช่นนี้มามากไม่ควรหลวมตัวให้มันเกิดขึ้น ถ้าเกิดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตินี้ไปความรู้สึกของไรน์อาจจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้
เควินรู้สึกใจวูบลึกแปลกๆ เพราะเขาไม่อยากให้ไรน์ต้องมารู้สึกเสียใจในความสัมพันธ์ของพวกเขาทีหลัง เขาคงทนไม่ได้ถ้าต้องเห็นแววเฉยชาเหมือนแค่คนรู้จักกันเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง
“ผมไม่อยากให้คุณเสียใจทีหลัง” เควินพึมพำ

‘ผมจะไม่เสียใจ’ ร่างบางคิดในใจแต่ไม่พูดออกมา ความรู้สึกที่เขามีต่อเควินไม่เพียงแค่ความต้องการพึ่งพิงหรือความปลอดภัยเท่านั้น ไรน์แน่ใจ ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมามันอาจจะดูน้อยในสายตาของบางคน แต่สำหรับไรน์มันมากพอแล้ว
ความรู้สึกอ่อนหวานเกิดขึ้นในใจ เมื่อรู้สึกถึงความต้องการของเควินที่จะปกป้องเขาแม้กระทั่งจากตัวของเควินเอง
ร่างสูงตรงหน้าดูเหมือนจะแน่ใจในความคิดและการกระทำของตนเองยิ่งนัก ร่างบางจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน ความรู้สึกของเควินที่เกิดขึ้นก็ต้องไม่ใช่แค่ต้องการปกป้องเขาแน่ มันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น ตอนนี้เขาจะยอมรับมันแค่นี้ก่อนก็ได้

c c c c c c

“พรุ่งนี้เราจะเดินทางแต่เช้า คงใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะจุดนัดพบนั้นอยู่ทางใต้ของหมู่บ้านลงไปอีก แต่เราจะไปทางลัดไม่ต้องผ่านหมู่บ้าน” เควินบอกไรน์เมื่อเขาเอนตัวลงนอนบนผ้าปู ห่างออกมาจากร่างบางเกือบฟุต
“กลับไปแล้ว คุณจะทำอะไรต่อครับ” ไรน์ถามเบาๆ เมื่อพลิกตัวหันหน้ามาทางร่างสูง
“ผมทำงานอิสระ แล้วแต่จะมีคนจ้าง” เควินมองกองไฟที่เริ่มริบหรี่ลง
“เหมือนอย่างครั้งนี้หรือครับ”
“ครั้งนี้เป็นครั้งพิเศษ เพราะโรเจอร์ขอร้องผม ท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาผมเมื่อครั้งอยู่หน่วยซีล” ดวงตาคมกริบหรี่ลงวูบหนึ่ง เมื่อนึกถึงอดีต
“ทำไมคุณถึงลาออกจากทหารล่ะครับ” เควินเงียบไปครู่หนึ่ง ไรน์จึงพูดเบาๆ
“ผมขอโทษ ถ้าคุณไม่ต้องการเล่าก็ไม่เป็นไร” เควินหันมามองสบตาใสที่เป็นประกายในความมืด
“ก็ไม่มีอะไรมาก” ชายหนุ่มเริ่มเล่าเรื่องช้าๆ น่าแปลกที่เขาอยากเล่าให้กับไรน์ฟัง ไรน์ฟังจบก็ขยับลุกขึ้นช้าๆ คุกเข่าชิดร่างสูงที่หันมาสบตาเขา
“ครั้งนั้นคุณไปไม่ทัน แต่ครั้งนี้คุณมาช่วยผมได้ทัน” เควินยิ้มเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเหมือนอะไรหนักๆ ที่อยู่ในใจเขาถูกยกออก
“ใช่ ไรน์” ร่างบางสบตาของชายหนุ่ม มองอย่างพิจารณาก่อนจะยิ้มออกมา แล้วไรน์จึงเอนร่างลงช้าๆ ทำให้เควินโอบร่างบางแนบอกไว้อย่างอัตโนมัติ เสียงถอนหายใจแผ่วเบาอย่างมีความสุขเมื่อได้อยู่ในที่ที่เขาต้องการ

เควินลืมตาตื่น ขมวดคิ้วมองไรน์ที่กำลังหลับสนิทในอ้อมอกเขา แล้วแววตาก็อ่อนโยนลงเขาถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่าเมื่อคืนร่างบางหลับสนิทโดยไม่มีอาการฝันร้ายเลย
“ไรน์ ตื่นเถอะ เช้าแล้วคุณจะได้กลับบ้านแล้วนะ” เขากระซิบปลุกเบาๆ มองเปลือกตาบางที่ค่อยๆ ลืมขึ้นสบตาสีอำพันแฝงแววงัวเงีย อาจเป็นเช้าสุดท้ายสำหรับเขาที่จะมีโอกาสเช่นนี้ หลังจากไรน์กลับไปถึงบ้านอย่างปลอดภัยเขาคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

TBC

ซีล (SEAL: SEA-AIR-LAND) นักรบพิเศษของกองทัพเรือที่มีความสามารถปฏิบัติงานทั้งในทะเล อากาศและบนพื้นดิน
ฮาโล (HALO: HIGH-ALTITUDE, LOW-OPENING) การกระโดดร่มแบบดิ่งพสุธาจากความสูง 25,000 ฟุต โดยหายใจจากขวดออกซิเจน สู่ระดับต่ำกว่า 4,000 ฟุต จึงกางร่มชูชีพ