crisis

Thursday, January 13, 2005

crisis1

By SF

ร่างบางค่อยๆ ขยับตัวช้าๆ คิ้วเรียวขมวดแน่น ขบริมฝีปากที่แห้งผากเพื่อกลั้นเสียงร้องครางไว้ แม้จะผ่านมาได้หลายวันแต่แผ่นหลังที่ถูกเฆี่ยนยังรู้สึกถึงร้อนผ่าว และเจ็บปวด ตลอดเวลาสองเดือนเขาถูกกักขัง ถูกเชือกล่ามไว้กับแคร่ไม้ ให้อาหารตามเวลาเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง
ระยะแรกของการถูกคุมขังเขามีเพียงความตกใจ หวาดกลัวและไม่เข้าใจ จนเนิ่นนานต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเริ่มเกาะกุมจิตใจ
ร่างบางเริ่มเข้าใจ เขาคงไม่มีวันพ้นไปจากนรกแห่งนี้

c c c c c c

“ผมลาออกแล้วนะครับ ท่าน” เควินกล่าวแล้วหันหลังให้ ตาสีน้ำเงินเข้มคมกริบทอแววเฉยเมย ร่างสูงใหญ่แข็งแรงก้าวไปยืนกอดอก มองออกไปนอกหน้าต่างเคบินไม้ซุงซึ่งสร้างอยู่บนลานแคบๆ ริมเชิงผาทำให้เหลือเนื้อที่ข้างหน้าไม่มากนัก และในขณะนี้จอดด้วยเฮลิคอปเตอร์ทหารลำใหญ่
“ผมรู้ เควิน แต่ครั้งนี้ผมต้องการคุณ เพราะมีคุณเท่านั้นที่รู้จักป่าที่เซดานดีจนแทบจะหลับตาเดินได้” โรเจอร์ ผู้บังคับบัญชาหน่วยซีล นายพลเรือโทอาวุโสแห่งราชนาวีสหรัฐบอกอดีตหัวหน้าหน่วยซีลฝีมือเยี่ยมของเขา
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะครับท่าน ผมกลับไปทำงานที่นั่นไม่ได้แล้ว” ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างอึดอัดก่อนหันกลับมา โรเจอร์มองหน้าชายหนุ่มอย่างเข้าใจแต่ดวงตาของผู้สูงอายุก็มีแววไม่ยอมแพ้
“เควิน ตอนนี้ผมต้องการความสามารถของคุณ เลิกลงโทษตัวเองเสียที เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนไม่ใช่ความผิดของคุณ มันเกิดจากข้อมูลที่ผิดพลาดของหน่วยข่าวกรองต่างหาก”
“ผมรู้ แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัว ผมน่าจะช่วยพวกเขาออกมาได้สักคน” เควินยิ้มเยาะตัวเองเมื่อกล่าวต่อ
“ผมสูญเสียเพื่อนและลูกน้องที่ดีที่สุดไปถึง 7 คน เพราะความโง่ของไอ้พวกที่มัวแต่นั่งวิเคราะห์ข้อมูลปลอมๆ นั่น เพียงแค่กฎข้อแรกที่บอกว่าพวกเราต้องไม่ทิ้งเพื่อน ผมก็ทำไม่ได้เสียแล้ว”
“เควินนั่นไม่ใช่การทิ้ง แต่คุณเข้าไปช่วยไม่ทันต่างหาก”
“แต่สำหรับผม มันไม่แตกต่างกันเลย”
นายพลเรืออาวุโสถอนใจเมื่อนึกถึงรายงานของเควินที่ถูกส่งถึงมือเขาเมื่อ 3 ปีก่อน หน่วยซีลกลุ่มหนึ่งซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกและอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเควิน ได้ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจลับตามข่าวที่สายรายงาน แต่ข่าวนั้นกลับเป็นกลลวงของผู้ก่อการร้าย เป็นเหตุให้หน่วยซีลที่ถูกส่งไปทั้งหน่วยตกอยู่ในกับดัก และถูกลอยแพจากเบื้องบน
ซึ่งภารกิจนั้นเควินเองได้เป็นผู้คัดค้านตั้งแต่แรก เพราะเห็นว่าสถานการณ์นั้นน่าสงสัยเกินไป แต่เมื่อรู้ว่าคนของเขาตกอยู่ในอันตรายและถูกเมินเฉยจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง เขาก็ละเมิดคำสั่งและบุกเข้าไปเพียงคนเดียว ด้วยความหวังว่าเขาจะสามารถช่วยผู้ที่เหลือรอดสักคน แต่มันสายเกินไป
และเมื่อโรเจอร์ได้รับรายงานก็รีบส่งกองกำลังเสริมตามเข้าไป ซึ่งก็พบเพียงชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าศพของหน่วยซีลทั้ง 7 คน ท่ามกลางสภาพผู้ก่อการร้ายที่ย่อยยับทั้งกองด้วยฝีมือของเขา
สถานการณ์นั้นนับเป็นประวัติศาสตร์ของหน่วยซีล พอกลับมาถึงฐานเควินก็ตรงเข้าไปตะบันหน้าหัวหน้าทีมข่าวกรองซึ่งเป็นผู้สั่งการในครั้งนั้น และลาออกก่อนที่จะถูกพิจารณาในเรื่องทำผิดวินัยทหาร นายพลเรือโทมองอดีตหัวหน้าหน่วยซีลที่ดีที่สุดของเขาอย่างเสียดาย
เมื่อ 3 ปีก่อนเขาพยายามคัดค้านการลาออกของชายหนุ่มแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

c c c c c c

“เควิน คุณต้องรับงานนี้นะ”
“ทำไมครับท่าน บอกเหตุผลที่ผมยอมรับได้มาสักข้อสิครับ” ชายหนุ่มสบตากับร่างสูงอายุตรงหน้าเขาอย่างท้าทาย
“มีเหตุผลตั้งมากมาย เควิน แต่มีเพียงเหตุผลเดียวที่สำคัญ นั่นคือผมเป็นพ่อทูนหัวของเขา”
เควินอึ้งเมื่อได้ยินดังนั้น เขาจะเพิกเฉยกับโรเจอร์อดีตผู้บังคับบัญชาที่เขานับถือได้อย่างไร ชายหนุ่มจ้องมองซองกระดาษสีน้ำตาลตรงหน้าอย่างเพ่งพิศ ในที่สุดเขาก็ยอมดึงรูปออกจากซองแรกมาดู
“ไรน์” ลูกชายคนเดียวของ คีธ ดาร์ซีย์เจ้าพ่อบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มโจรยัสฟาร์เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เขาสะดุดลมหายใจเมื่อมองสบตาเด็กหนุ่มรูปร่างบอบบางอายุประมาณ 19-20 ปี ที่กำลังหัวเราะอย่างร่าเริง ผมยาวสีดำสนิทถูกรวบไว้ด้านหลัง ดวงตาสีทองราวกับอำพันสูงค่าเป็นประกายงดงาม ชายหนุ่มวางรูปลง แล้วหยิบอีกซองหนึ่งขึ้นมาดึงรูปถ่ายออกมาอีกรูป
“รูปที่สองนั้นถูกส่งมาหลังจากไรน์ถูกจับตัวไป 1 อาทิตย์” โรเจอร์เอ่ยเบาต่อให้เป็นชายชาติทหารเข้มแข็งขนาดไหนแต่แววตาของชายสูงอายุยังส่อแววสะเทือนใจ รูปของเด็กหนุ่มคนเดิมในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินหยาบๆ ด้านหลังฉากเป็นป่าทึบ พอมองเห็นกระท่อมที่ถูกสร้างง่ายๆ กระจัดกระจายอยู่ 2-3 หลัง เควินมองสบตาหวาดกลัวระคนตกใจ ไม่เข้าใจของไรน์แล้ว ให้รู้สึกวูบลึกในอก เมื่อคิดว่าเด็กหนุ่มจะเผชิญกับอะไรบ้างในค่ายนั้น แม้พวกมันจะไม่ทำร้ายร่างกายเพราะหวังเงินจากการเรียกค่าไถ่ แต่ความทุกข์ทรมานจากการถูกกักขังก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่เข้มแข็งที่สุดประสาทเสียได้
“ในตอนแรกคีธยอมจ่ายเงินตามที่พวกมันเรียกร้องไป แต่พวกมันกลับเรียกร้องมากขึ้นและยังไม่ยอมปล่อยตัวไรน์ คีธจึงตัดสินใจมาบอกผม ผมส่งคนเข้าไป 2 ชุดแล้วล้มเหลวทั้งสองครั้ง และเมื่อวานรูปนี้ก็ส่งมาถึงมือผม พร้อมกับคำเตือนว่าถ้ามีใครเข้าไปอีกมันจะส่งชิ้นส่วนของไรน์กลับมา”
นายพลเรือส่งรูปถ่ายรูปสุดท้ายให้เขา พร้อมกับเสริมว่า
“คนของผมเก็บภาพนี้มาได้ทันก่อนจะถึงมือคีธ ผมไม่อยากให้เขาทุกข์ใจมากไปกว่านี้”
ชายหนุ่มเอื้อมมือมารับก้มลงมองแล้วต้องคำรามในลำคอ โทสะพุ่งวูบขึ้นทันที เมื่อเห็นร่างเด็กหนุ่มถูกผูกโยงไว้กับขื่อของกระท่อมไม้เก่าๆ เปลือยร่างท่อนบนเห็นแผ่นหลังบอบบางที่ถูกเฆี่ยนเป็นรอยแตกยับ เลือดไหลริน คอเอียงพับในลักษณะหมดสติ ผมสีดำยาวสลวยนั้นได้ถูกหั่นจนสั้นกะรุ่งกะริ่งระต้นคอ
“จัดการกับมัน แล้วเอาตัวไรน์กลับมา ได้โปรดเควิน” นายพลเรือก้าวไปที่หน้าต่าง มือจับขอบไม้เกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“ผมไม่ยกโทษให้ ที่พวกมันบังอาจทำกับไรน์ขนาดนั้น” ชายสูงอายุพึมพำเสียงพร่าเมื่อนึกถึงร่างบอบบางที่เขากับคีธอุตส่าห์ทะนุถนอมมาด้วยความรักและเอาใจใส่ เพราะโรเจอร์ไม่มีบุตรจึงทุ่มเทความรักให้กับลูกชายของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา ดังนั้นไรน์จึงนับว่าเป็นดวงตาดวงใจของโรเจอร์เลยทีเดียว
“คุณต้องการอะไร คนหรืออาวุธขนาดไหนบอกมาได้เลย”
เควินหยิบรูปไรน์มาดูอีกครั้ง เขาสบตางดงามสีอำพันนั้น ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นจะยังคงแจ่มใส ไร้เดียงสาอยู่หรือเปล่านะ เขาดึงรูปแรกมาเก็บไว้ ชายหนุ่มตัดสินใจ
“ไม่ต้องครับ ผมคนเดียวจะคล่องตัวมากกว่า”
“ขอบใจ เควิน คุณจะเดินทางได้เมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้ ให้เวลาผมสองอาทิตย์นะครับ เพราะถ้าเขาบาดเจ็บมากผมไม่แน่ใจว่าจะพาออกมาได้เร็วแค่ไหน ให้ ฮ. ส่งผมลงที่ชายป่าด้านตะวันออก แล้วก็มารอรับที่พรมแดนทางด้านใต้ของเซดาน ตรงนั้นมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ ถ้าสองอาทิตย์ยังไม่เห็นผม แสดงว่าผมล้มเหลว ท่านจะดำเนินการอย่างไรก็ตามใจ”
“ตกลง เควิน หวังว่าเหตุการณ์คงไม่ร้ายแรงถึงขั้นนั้น”

เควินก้าวออกไปส่ง มองร่างสูงอายุเดินก้มตัวไปยัง ฮ. ที่ติดเครื่องรอ ลมจากโรเตอร์พัดจนฝุ่นคลุ้งกระจายเมื่อ ฮ. ลำยักษ์ยกตัวขึ้น นายพลเรืออาวุโสมองลงมายังร่างสูงที่ยืนเด่นหน้าเคบินไม้หลังเล็ก นี่เป็นความหวังเดียวของเขาหากเควินยังไม่สามารถช่วยไรน์ออกมาได้ ก็คงไม่มีใครอีกแล้ว
เควินถอยกลับเมื่อ ฮ. ลับสายตาไปเขายกรูปที่ถือติดมือขึ้นมาดู
“เดี๋ยวเจอกันนะไรน์ อดทนอย่าเป็นอะไรไปก่อนนะ” เควินไล้นิ้วไปตามใบหน้าของเด็กหนุ่มในรูปอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีทองราวกับอำพันคู่นั้นดึงดูดใจเขาได้อย่างประหลาด เควินเม้มริมฝีปากคราวนี้เขาหวังว่าคงไม่สายเกินไปเหมือนกับเมื่อ 3 ปีก่อน

c c c c c c

เควินโยนเป้สีน้ำตาลไว้ด้านข้างก่อนจะทิ้งตัวลงบนพื้น ฮ. ทหารขนาดยักษ์ อิงศีรษะบนกองตาข่ายท้ายเครื่อง ชายหนุ่มนึกถึงเซดาน เมื่อหลายปีก่อนที่จะเกิดเรื่องจนเขาต้องลาออกจากทหาร รัฐบาลสหรัฐได้ส่งกำลังเข้าไปตามคำร้องขอจากรัฐบาลเซดาน เพื่อสนับสนุนการปราบปรามกองโจรกู้ชาติ
หน่วยซีลเป็นหน่วยหนึ่งที่ถูกส่งไปเซดาน เพื่อช่วยฝึกทหารของเซดานให้เชี่ยวชาญทั้งการจู่โจมใต้น้ำ บนพื้นดิน หรือแม้กระทั่งการโดดร่มแบบฮาโลเพื่อเข้าถึงจุดจู่โจมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากซีลเป็นนักรบพิเศษของกองทัพเรือที่มีความสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งในทะเล ทางอากาศและบนบก
เควินถูกส่งเข้าไปในฐานะครูฝึก เขาจึงรู้จักกับยัสฟาร์ผู้บัญชาการทหารเซดานดี ด้วยนิสัยที่แข็งกร้าวและอำมหิตของยัสฟาร์ที่กระทำต่อกองโจรที่พ่ายแพ้ ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่พอใจ ดังนั้นเพื่อเป็นการเอาใจสหรัฐ เซดานจึงพิจารณาลงโทษยัสฟาร์ในข้อหากระทำการที่โหดร้ายกับเชลยสงครามผิดหลักมนุษยธรรม โดยการปลดเขาออกจากตำแหน่งภายหลังการปราบปรามกองโจรเสร็จสิ้นลง
ยัสฟาร์โกรธแค้นมาก เขาโทษสหรัฐว่าเป็นตัวการทำให้เขาถูกลงโทษแทนที่จะได้รับความดีความชอบ เมื่อถูกปลดเขาถึงกับรวบรวมลูกน้องตั้งกองโจรขึ้นมาใหม่และทำการก่อกวนเล็กๆน้อยๆ ตามแนวชายแดนที่เป็นป่าทึบอีกครั้ง คราวนี้เซดานถึงกับเมินเฉยต่อการรุกรานเพราะเป้าหมายของกองโจรมักจะเป็นนักธุรกิจชาวสหรัฐที่มาติดต่อค้าขายกับเซดานแทน
ร่างสูงกระพริบตาวูบเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว
“ถึงเป้าหมายแล้วครับ” นายทหารหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาชิดเท้ารายงาน สายตาที่มองเควินเต็มไปด้วยความชื่นชมแกมศรัทธา เขาได้ยินชื่อของ
เควิน เคย์เลอร์มานาน ชื่อนี้ถูกยกเป็นตัวอย่างมากที่สุด ในระหว่างการฝึกสัปดาห์นรกของหลักสูตรนักทำลายจู่โจมใต้น้ำที่เกาะโคโรนาโด เขาไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้พบกับตัวจริงของวีรบุรุษของหน่วยซีลเช่นนี้ เควินยืดตัวขึ้นกระชับถุงมือหนังและตรวจเป้สัมภาระ เหวี่ยงปืนสะพายไหล่ก่อนก้าวไปที่ประตู
ป่าทางด้านตะวันออกอันตรายมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ไม่มีพื้นที่ให้ ฮ. ลงจอดและทึบมากเกินกว่าจะโดดร่มลงไป เควินจึงเลือกใช้สลิงปล่อยตัวรูดลงจาก ฮ. เมื่อลงสู่พื้นชายหนุ่มก็วิทยุบอกนักบิน
“เรียบร้อย”
“โชดคีครับ อีกสองอาทิตย์พบกัน” นักบินวิทยุตอบไปก่อนจะเชิดหัวแมงปอยักษ์ขึ้น

ป่าทางด้านตะวันออกนี้ทึบมาก จนแม้กระทั่งในตอนกลางวันแสงแดดก็ส่องแทบไม่ถึงพื้น บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยอากาศพิษและกลิ่นอบอวลของใบไม้ที่เน่าทับถมกัน แม้จะปลอดจากการลาดตระเวนของกองโจรแต่ก็อันตรายในเรื่องของสัตว์ป่าและงูพิษไม่แพ้กัน เพียงแต่เควินต้องการเข้าถึงฐานของพวกมันอย่างเงียบที่สุดก่อนที่จะได้ตัวไรน์มา เขาจึงเลือกป่าทางด้านนี้ เขาจะต้องแน่ใจว่าไรน์ปลอดภัยก่อนจะดำเนินการอย่างอื่น เควินดึงยางยืดสีดำที่ใช้รัดพันนาฬิกาข้อมือเพื่อป้องกันแสงสะท้อนและการกระแทกออก ดูเวลาและตรวจสอบทิศทางกับเข็มทิศก่อนที่จะเริ่มออกเดิน

c c c c c c

ค่ายแห่งนั้นค่อนข้างใหญ่ มีกระท่อมไม้ที่ถูกสร้างหยาบๆไว้ หลบซ่อนอยู่ตามหมู่ไม้ใหญ่ที่ขึ้นหนาทึบ เสียงพูดคุยดังแว่วๆ ท่าทางของกลุ่มกองโจรแม้จะมีการลาดตระเวนแต่ก็ดูท่าทีไม่ค่อยระวังตัวนัก พวกมันคงแน่ใจว่าจะไม่มีใครลุกล้ำเข้ามาถึงที่นี่อีก โดยเฉพาะเมื่อเจอกับคำขู่ด้วยชีวิตของเชลยคนสำคัญ
เควินลดกล้องอินฟราเรดในมือลงรอการเปลี่ยนเวรยามกะแรก หลังจากซุ่มดูสถานการณ์อยู่หลายวัน เขาก็พร้อมที่จะลงมือ

ร่างสูงใหญ่โผล่วูบด้านหลังของยามด้วยความรวดเร็ว เอื้อมมือที่แข็งราวคีมเหล็กไปปิดปากก่อนตวัดใบมีดอย่างรวดเร็วไปที่ลำคอหนา ร่างนั้นบิดเกร็งครู่หนึ่งก็อ่อนแรงลง เควินค่อยปล่อยร่างนั้นลงเช็ดใบมีดกับอกเสื้อของศพนั้น
“7 ล่ะ” ชายหนุ่มพึมพำ เมื่อวานเขาใช้เวลาทั้งวันคอยสังเกตและซุ่มดูคนทั้งหมด พบว่าในค่ายมีเกือบ 30 คน อาจจะมากกว่า เพราะในกระท่อมที่กระจัดกระจายอยู่เกือบ 10 หลังนั้นไม่สามารถสำรวจข้างในได้ ตอนนี้เขาจะต้องรีบก่อนที่ยามผลัดต่อไปจะมา เพราะการเปลี่ยนเวรยามจะทำกันทุก 4 ชั่วโมง
เควินทำการติดตั้งระเบิดพลาสติกลูกที่ 5 ไว้ ก่อนจะลัดเลาะไปยังกระท่อมหลังสุดท้ายที่มียามเฝ้าและอยู่ห่างจากหลังอื่นๆ ชายหนุ่มคาดว่าจะเป็นที่คุมขังไรน์ไว้ เพราะเห็นมีคนยกถาดอาหารเข้าไปทุกมื้อ
ร่างสูงยืนนิ่งในเงามืด มียามหนึ่งคนยืนอยู่หน้ากระท่อม แสงจากดวงจันทร์แม้จะน้อยนิดแต่ก็สว่างพอที่จะทำให้มันมองเห็นถ้ามีใครเข้าไปใกล้
ชายหนุ่มตัดสินใจ
“แกร็ก..”
เสียงก้อนหินดังกระทบใกล้เท้าทำให้ยามหันขวับ แล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัยเมื่อเห็นเพื่อนยืนกวักมือเรียกในเงามืดข้างกระท่อมจึงเดินเข้าไปหา
“อะไรวะ...อ๊ะ...” เสียงอุทานหลุดออกมาแผ่วเบาเมื่อเห็นหน้าคนที่กวักมือเรียกถนัดขึ้น แต่ไม่ทันตะโกนมือแข็งแกร่งก็กระชากมันเข้าไปในเงามืด มันเห็นเพียงประกายวูบสุดท้ายของใบมีดคมกริบที่ตวัดเข้ามาที่ลำคอ
“ซวบ!” ใบมีดโบวี่เล่มใหญ่ถูกกระชากออกจากบริเวณต้นคอตัดหลอดลมได้อย่างเฉียบขาดทำให้ไม่มีแม้แต่เสียงแผ่วเบาหลุดรอดออกมา ร่างนั้นยังกระตุกเกร็งและเริ่มอ่อนแรง เควินทิ้งร่างนั้นลงไปที่พื้น ยังคงมีเสียงฟ่อด...ฟ่อด...ของการสำลักเลือดและลมหายใจจนกระทั่งเงียบหายไป

เอี๊ยด!
ประตูเปิดออกช้าๆ อย่างแผ่วเบา แต่ก็ทำให้ร่างบางซึ่งนอนขดตัวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่รู้สึกตัวทันทีด้วยความที่หวาดระแวงอยู่ก่อน ร่างนั้นครางเสียงแผ่วด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ขดตัวสั่นระริกเมื่อเงยหน้าขึ้นพบร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบกริบ ข้างในกระท่อมมืดสนิทจนกระทั่งมองเห็นเพียงโครงร่างใหญ่โตของผู้ที่เข้ามาเท่านั้น
“ไม่...อย่า...” มือเล็กกอดตัวเองไว้แน่นกระถดร่างหนี พร้อมกับสะอื้นออกมาอย่างสิ้นหวังเมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ร่างบางได้กลิ่นคาวเลือดที่คุ้นจมูกจากร่างนั้นจนแทบจะอาเจียน ยังไม่ทันที่จะร้องตะโกนมือใหญ่ก็รวบข้อมือเขาไว้ขณะที่อีกข้างหนึ่งใช้ผ้าผืนยาวมัดปากเขาอย่างแน่นหนา แล้วจับตัวเขาพาดไหล่กว้าง

ไรน์รับรู้ถึงกิ่งไม้ที่ระใบหน้าเขา พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและเงียบกริบของชายผู้นั้น สองมือที่ถูกรวบไว้กำหมัดแน่นแต่แล้วก็ค่อยคลายออกอย่างหมดอาลัย มันคงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ถูกพลิกร่างวางลงที่พื้น แต่มือข้างหนึ่งยังคงยึดเขาไว้อย่างเหนียวแน่น ไรน์เงยหน้าขึ้นมองอย่างไร้ทางสู้ รอบข้างของเขาขณะนี้เป็นป่าทึบแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ ไรน์พยายามขยับตัวหนี แต่ก่อนที่จะทำอะไรก็ได้ยินน้ำเสียงแผ่วทุ้มจากชายร่างใหญ่ที่จับกุมตัวเขาไว้
“ไรน์ ผมชื่อเควิน โรเจอร์พ่อทูนหัวของคุณส่งผมมาช่วยคุณ คุณจำสิ่งนี้ได้หรือเปล่า” เควินส่งสิ่งของที่อยู่ในมืออีกข้างหนึ่งให้ ไรน์คลำไม้กางเขนอันเล็กร้อยด้วยสร้อยเงินนั้นแล้วถอนสะอื้นเมื่อรับรู้ถึงริ้วรอยต่างๆที่คุ้นเคย ร่างบางกอดไม้กางแขนไว้แนบอกก้มหน้าลงไหล่สั่นสะท้าน กลั้นเสียงสะอื้น เควินจึงเอื้อมมือไปแก้ผ้าที่มัดปากออก
“ผมรอมาตลอด รอ......จนกระทั่งสิ้นหวัง ผมคิดว่า.....คงไม่มีทางออกไปจาก...ที่นี่แล้ว” เควินเอื้อมมือไปแตะใบหน้าเรียวซูบของร่างบางแล้วจับสร้อยเส้นเล็กนั้นคล้องคอให้ ไม่อยากทอนความหวังนั้นแต่ก็ต้องพูด
“ยังหรอกไรน์ ตอนนี้เรายังอยู่ในเขตของพวกมันอยู่ แต่ผมสัญญาว่าจะพาคุณกลับไปให้ได้” เควินไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาสัญญาออกไป โดยปกติแล้วชายหนุ่มไม่เคยรับปากในสิ่งที่ยังไม่แน่ใจในผลสำเร็จ แต่ครั้งนี้ท่าทางของร่างบางตรงหน้าทำให้เขาทนไม่ได้ต้องหลุดปากออกมา
ไม่ทันขาดคำไรน์ก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเคาะไม้รัวขึ้น และเสียงตะโกนเอะอะที่ดังแว่วอยู่ในความเงียบสนิทยิ่งทำให้เหมือนกับอยู่ไม่ไกลนัก เควินเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางนั้น แล้วยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
“พวกมันคงรู้ตัวแล้ว อุดหูไว้ไรน์” ชายหนุ่มล้วงรีโมทคอนโทรลขึ้นมาก่อนพึมพำ
“ถ้านายรอดมาได้ เราคงได้เจอกันอีกนะยัสฟาร์”

ตูม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นท่ามกลางความเงียบของป่า เมื่อชายหนุ่มกดปุ่มรีโมทคอนโทรล ก่อนที่จะระเบิดติดตามกันอย่างต่อเนื่องอีก 4 ครั้ง และเสียงตูมครั้งสุดท้ายทำให้เควินหันไปมองขมวดคิ้วอย่างสงสัย แล้วก็ยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อเห็นเปลวเพลิงลุกไหม้อย่างกระหายหิวลามเลียไปตามยอดไม้ หมู่ไม้กลายเป็นเปลวเพลิงแผ่นเดียวกันที่ทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าประมาณหกสิบหรือเจ็ดสิบฟุต ควันดำม้วนตัวขื้นเป็นก้อนมหึมา
ตอนวางระเบิดเขาไม่มีเวลาหาที่เก็บอาวุธ แต่ก็วางกระจายตามจุดสำคัญ ลูกสุดท้ายคงไปวางใกล้คลังแสงและคงมีบางส่วนกระเด็นไปถูกที่เก็บอาวุธดินปืนและน้ำมันในค่ายพอดี เควินหันมามองร่างบางที่นั่งตัวสั่นด้วยความตกใจ
“พวกมันคงเกิดความเสียหายมากพอที่จะไม่สามารถตามเรามาได้ แต่เพื่อความไม่ประมาทเราต้องไปให้ถึงจุดนัดพบให้เร็วที่สุด เดินไหวหรือเปล่า? ไรน์”
ไรน์พยายามระงับความตกใจจากเสียงระเบิด พร้อมกับผงกศีรษะเบาๆ
“คืนนี้เดินต่ออีกซัก 2- 3 ชั่วโมง ไปให้ไกลจากนี่ซักหน่อยแล้วผมจะให้พักนะ” ชายหนุ่มจูงร่างบางไว้ก่อนพึมพำปลอบใจ ไรน์ขยับกายลุกขึ้นช้าๆ ยังคงรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลังแม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ตอนนี้จะให้เขาทำอะไรก็ได้ขอให้หลุดพ้นไปจากนรกแห่งนี้ก็พอ

c c c c c c

“ไม่...อือ...ไม่...อย่า”
เควินลืมตาอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงครางจากร่างบางที่นอนอยู่ใกล้ๆ เขาเขย่าตัวไรน์เบาๆ แต่ร่างบางยังคงกระสับกระส่าย
“ไรน์” เควินกระซิบเขารวบร่างเบาหวิวเหมือนแทบไม่มีน้ำหนักเข้ามา พึมพำปลอบประโลม ถึงอยู่ในความมืดแต่ชายหนุ่มยังมองเห็นประกายจากน้ำตาที่ร่วงลงมาทั้งที่ร่างบางยังไม่ลืมตาตื่นด้วยซ้ำ
เหตุการณ์ที่ผ่านมาคงหนักหนามากจนเกินกว่าที่ไรน์จะทนรับได้ พอหลับจิตใต้สำนึกที่หวาดกลัวจึงถูกปลดปล่อยออกมา ร่างในอ้อมแขนเขาถอนสะอื้นเบาๆ เควินโยกร่างไรน์เบาๆ จนเริ่มสงบลง เขาก้มลงมองแล้วรู้สึกถึงความต้องการที่จะปกป้องไม่ให้ร่างนี้พบกับความเจ็บปวดอีก เควินกระชับอ้อมแขนไว้แน่นไม่ต้องการที่จะวางไรน์ลง จนกระทั่งเช้า

“ไรน์ ไรน์ ตื่นเถอะ” เควินเรียกร่างที่ฟุบหลับอยู่เบาๆ ก้มลงมองขณะที่ดวงตาสีอำพันค่อยกระพริบตาตื่น ก่อนที่สมองจะทันรับรู้อะไรแววตานั้นก็ทอประกายตกใจ หวาดกลัว ลนลานขยับตัวถอยห่างจากเขาอย่างรวดเร็ว
“ไรน์ ไม่ต้องกลัวนี่ผมนะ เควินไง” เควินพูดช้าๆ ค่อยขยับตัวไม่ให้ร่างบางตกใจ
ไรน์พยายามระงับความตกใจเริ่มลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืน ไม่! เขาไม่เป็นไรแล้ว! เขาออกมาพ้นจากที่นั่นแล้ว ร่างบางสูดลมหายใจลึกๆ พยายามควบคุมตัว เควินค่อยๆปล่อยมือเมื่อเห็นว่าไรน์พอควบคุมตนเองได้ก่อนจะเดินไปริมธารน้ำเล็กๆ ที่พวกเขาตกลงหยุดพักเมื่อคืน
ไรน์ค่อยๆขยับไปที่ริมน้ำมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้าอย่างระวังตัว เมื่อคืนมืดสนิทจนเขาไม่ทันสังเกตอะไร แต่ตอนกลางวันเขาเห็นชายตรงหน้าชัดเจนขึ้น ร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดพราง ใบหน้าคมเข้มถูกป้ายด้วยสีดำเป็นปื้นๆ ดวงตาสีน้ำเงินคมกริบ สำหรับผมก็คงถูกทาไว้ด้วยอะไรบางอย่างเหนียวๆ สีคล้ำจนไม่แน่ใจว่าสีผมที่แท้จริงเป็นสีอะไร ไรน์มองธารน้ำเล็กๆ ตรงหน้า น้ำใสแจ๋วจนมองเห็นตะกอนใบไม้ที่ทับถมอยู่เบื้องล่าง ร่างบางจึงก้มลงล้างมือก่อนจะวักน้ำลูบหน้า พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบเควินที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
เควินมองใบหน้าที่แม้จะดูซีดเซียว แต่คิ้วเรียวและขนตาสีดำสนิทเปียกน้ำยิ่งส่งให้ดวงตาสีอำพันทอประกายระยับ เพียงแต่ตอนนี้แววตานั้นดูเจ็บปวดและหวาดระแวง ไรน์หลบตาร่างสูงแล้วค่อยขยับถอยห่างออกมาอย่างระวัง
เควินสำรวจร่างเพรียวบางตรงหน้า ใบหน้าดูซูบกว่าที่เขาเห็นในรูปแต่ยังคงงดงามและยิ่งดูน่าทะนุถนอม แขนขาเรียวผิวขาวนวลที่ตอนนี้ดูซีดเผือดไปจากที่ถูกคุมขังในกระท่อมจนไม่ได้ออกมาพบแสงตะวันเลย ชายหนุ่มเลื่อนสายตาแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมองลงไปที่เท้าเปล่าเปลือยของไรน์
ชายหนุ่มก้าวเข้ามารวดเร็ว ก้มลงพลิกข้อเท้าบอบบางมาดูแล้วก็อุทานเมื่อมองเห็นรอยบาดเป็นทางยาวมีเศษดินอุดตัน และรอยเลือดที่ยังคงซึมออกมาเรื่อยๆ
“ไปโดนอะไรมา? ทำไมไม่รีบบอก แล้วเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?” สายตาคมที่มองมามีแววคาดคั้น ไรน์หลบตาวูบก่อนพึมพำเสียงเบา
“ถูกก้อนหินบาดตอนเดินทางเมื่อคืนครับ” เควินมองท่าทางนั้นแล้วก็ถอนใจก่อนเอ่ยปาก
“เดี๋ยวผมจะทำแผลให้”
“ไม่ต้อง! ผมไม่เป็นไรครับ” ร่างบางพยายามกระตุกข้อเท้าหนี แต่เควินเกร็งข้อมือรั้งไว้ดุทันที
“อย่าดื้อ ไรน์! แผลขนาดนี้ยังบอกไม่เป็นไรอีกแล้วเรายังต้องเดินกันอีกไกล” ชายหนุ่มรวบข้อเท้าไว้แน่น วักน้ำขึ้นมาล้างเท้าให้จนสะอาด หลังจากทำแผลโดยใช้ชุดปฐมพยาบาลที่ติดมาแล้วก็คลี่ผ้าพันเท้าให้อย่างรวดเร็ว
ไรน์ก้มลงมองมือใหญ่ที่กำลังพันผ้าให้ ไรน์ไม่มีรองเท้าเควินจึงใช้เศษผ้าพันรอบเท้าให้ทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้ไปเหยียบและถูกอะไรบาดอีก ไรน์เลื่อนสายตาไปที่ใบหน้าของเควิน ชายหนุ่มอยู่ใกล้จนไรน์สังเกตเห็นแพขนตาหนา และปอยผมสีเงินที่ถูกป้ายไว้ด้วยสีดำเหนียวๆ จนกระดำกระด่างนั้นได้
“เอาล่ะ เสร็จแล้ว” เควินเงยหน้าขึ้น ไรน์สบตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นแล้วรีบหลบตาวูบ พร้อมกับพึมพำตอบเบาๆ
“ขอบคุณครับ” ร่างบางขยับตัวเพื่อจะถอยห่าง คอเสื้อตัวหลวมโคร่งที่สวมอยู่จึงเลื่อนลงมาที่ไหล่ ทำให้เห็นแนวแส้ที่พาดผ่านเลยมาที่ไหล่และต้นคอเป็นรอยเขียวปนม่วง เควินชะงักเมื่อเห็น เขาสูดลมหายใจลึกก่อนเอื้อมมือไปจับต้นคอเล็กนั้น
ไรน์สะดุ้งเงยหน้ามอง ดวงตาสีอำพันมีแววหวาดระแวงชั่ววูบหนึ่ง
“ผมขอดูแผลที่หลังหน่อย” โดยไม่รอคำตอบ มือใหญ่ก็อ้อมไปกระตุกเชือกที่ผูกด้านหน้าของเสื้อ สังเกตเห็นว่าร่างบางนั่งตัวแข็งทื่อ กำมือแน่น เมื่อเควินรูดเสื้อลงไปชายหนุ่มถึงกับกลั้นหายใจเมื่อเห็นรอยแตกช้ำด้านหลัง เวลาที่ผ่านมาทำให้มันเปลี่ยนเป็นสีม่วงปนเขียวทั่วแผ่นหลังบอบบาง
เควินเคยเจอกับบาดแผลมามาก ทั้งที่ร้ายแรงและอันตรายมากกว่านี้หลายเท่านัก แต่เขากลับรู้สึกถึงแรงโทสะที่พุ่งขึ้นรุนแรงจนตาลายแม้จะเตรียมใจกับสิ่งที่เห็นไว้ เควินกัดฟันแน่นถ้ามีโอกาสได้พบตัวยัสฟาร์อีกครั้งเขาคงไม่รีรอที่จะทำให้มันเจ็บปวดเป็นสิบๆ เท่าของที่ไรน์โดนทีเดียว
“ยังเจ็บอยู่ไหม” นิ้วเรียวแข็งแรงแตะไปที่ขอบแผลอย่างระวัง ไรน์สบตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวนั้น สัญชาติญาณรู้ว่าชายหนุ่มกำลังโกรธกับต้นเหตุที่ทำให้เกิดบาดแผลนี้ ไรน์จึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังระวังตัวขณะค่อยๆดึงเสื้อขึ้นมา พร้อมกับสั่นศีรษะน้อยๆ
“ไม่มากแล้วครับ”
เควินมองดวงตาระแวงคู่นั้นแล้วก็ถอนใจ จับมือสั่นระริกที่กำลังรวบคอเสื้ออยู่ แล้วชิงผูกเชือกให้เองอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มค้นเสบียงจากเป้หลังส่งให้
“กินก่อน เราจะเดินเลียบริมน้ำนี่ไป อีก 3 วันก็จะถึงหมู่บ้านแถวชายแดนเราจะพักรอคนมารับที่นั่น”
ไรน์รับอาหารมากัดเล็มทีละน้อย เควินมองแล้วก็ยิ้มอย่างอดไม่ได้ กินอย่างนี้กว่าจะหมดเห็นจะต้องรออีกพักใหญ่ มิน่าเล่าตัวถึงได้บางขนาดนี้ แล้วสองเดือนที่ผ่านมานี่คงกินไม่ค่อยได้เท่าไร ไรน์เงยหน้าสบตาร่างสูงที่มองมาแล้วก็รู้สึกเหมือนอาหารจะติดคอ ต้องรีบคว้ากระติกน้ำมาดื่ม แล้ววางอาหารลง เควินขมวดคิ้วเมื่อมองอาหารที่เหลือ
“ทำไมกินน้อยนัก เดี๋ยวก็หมดแรงเดินหรอก”
“ผมอิ่มแล้วครับ” ไรน์รีบบอก เควินรับอาหารที่เหลือมาเก็บไว้ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็เดินทางต่อนะ ออกไปให้พ้นบริเวณนี้อีกหน่อย”

c c c c c c

ไรน์พยายามก้าวตามร่างสูงที่เดินนำหน้า ร่างบางหอบหายใจหนักๆ ด้วยความเหนื่อยแต่ก็ไม่ได้ปริปากขอพัก ถึงแม้จะเดินมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงตั้งแต่เช้าจนตอนนี้เกือบจะบ่ายแล้ว
“อ๊ะ!......” ไรน์อุทานเบาๆ เมื่อเหยียบไปบนหินลื่นๆ แล้วถลาล้มฟุบลง เม้มปากกลั้นความเจ็บปวดไว้ขณะที่ร่างสูงหันขวับมาทันที
“ไรน์!” เควินก้าวยาวๆ กลับมาก้มลงประคอง
“ตรงนี้โขดหินมากต้องระวังหน่อย แต่ใกล้จะถึงจุดพักแล้ว ทนอีกนิด” ไรน์พยักหน้าเขารู้ว่าเควินต้องการทำเวลา เพราะแม้ชายหนุ่มจะปลอบโยน และปฏิบัติกับเขาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ยอมผ่อนปรนหรือลดฝีเท้าลงแม้แต่น้อย
เควินมองใบหน้าเล็กที่ตอนนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อ คิ้วเรียวสวยขมวดแน่น การเดินเลียบลำน้ำเริ่มลำบากมากขึ้นเพราะมีโขดหินเล็กใหญ่สลับกัน แต่พวกเขาทำเวลาได้ดีมาก ลำน้ำเริ่มกว้างขึ้นเนื่องจากใกล้ถึงบริเวณที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำก่อนจะกลายเป็นน้ำตกขนาดย่อมๆ ไหลผ่านลงไปที่หมู่บ้าน
ตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมาไรน์อดทนมากไม่เคยปริปากบ่น ได้แต่เดินตามเขาเงียบๆ ในไม่ช้าเควินก็ค้นพบว่ามีความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่างบอบบางที่ลวงตานี้

ชายหนุ่มเทน้ำจากกระติกใส่ผ้าบิดแล้วเช็ดไปที่ใบหน้าไรน์เบาๆ ดวงตาสีอำพันลืมขึ้นเมื่อรับรู้ความเย็นที่สัมผัสใบหน้า
“ไปต่อไหวมั้ย” ไรน์หมดแรงตอบได้แต่พยายามลุกขึ้น เควินค่อยประคองร่างบางให้ยืนขึ้น คราวนี้ชายหนุ่มเดินใกล้ๆ คอยช่วยเหลือเมื่อเห็นไรน์ทำท่าจะพลาด
จนอีกเนิ่นนานในความรู้สึกของไรน์ พวกเขาก็เดินมาถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รวมของลำน้ำเล็กๆ อีก 2-3 สาย มารวมกัน รอบๆบริเวณมีแก่งหินเล็กๆ รอบหลายแก่ง ไรน์ได้ยินเสียงน้ำตกดังแว่วมาไกลๆ จึงเงยหน้าเป็นเชิงถาม
“อีกประมาณ 2 ไมล์เป็นน้ำตก จุดนัด ฮ. อยู่ห่างไปอีกนิดหน่อย แต่เราจะพักอยู่ที่นี่เพราะเราทำเวลาได้ดี มาถึงก่อนเวลานัด 2 วัน ถ้าลงไปมากกว่านี้คนจากหมู่บ้านอาจขึ้นมาหาของป่าแล้วเจอเราได้ ผมไม่อยากให้ใครรู้ เผื่อไปเจอสายของไอ้ยัสฟาร์เข้า”
ไรน์พยักหน้ารับเพราะแทบไม่มีเสียงพูดออกมาแล้ว เมื่อได้ยินคำว่าพักร่างบางก็ทรุดลงไปนั่งพิงศีรษะไปกับโขดหินอย่างอ่อนแรง
เควินเห็นอย่างนั้นจึงเดินสำรวจไปรอบๆ เพื่อหาจุดพักแรม และลองคำนวณทิศทางกับจุดนัดพบ ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจเมื่อแน่ใจว่าตรงตามเป้าหมายที่คาดไว้ และเมื่อเจอโพรงหินขนาดพอเหมาะจึงวางสัมภาระลง พอเดินกลับมาก็พบว่าไรน์ฟุบหลับไป
ถึงแม้เควินจะค่อยช้อนร่างของไรน์ขึ้นเบาๆ แต่ร่างบางก็กระพริบตาทันที
“เควิน!” ชายหนุ่มวางไรน์ลงบนพื้นหินเรียบ ไรน์มองสำรวจไปทั่วๆ โพรงหิน ก่อนจะขยับเข้าเข้าไปนั่งที่มุมหนึ่ง
“เราจะพักกันตรงนี้หรือครับ”
“อืมม์” ชายหนุ่มรับคำ ชายหนุ่มวางปืนและถอดเลื้อตัวนอกออกเหลือแต่เสื้อยืดชั้นใน เขามองสำรวจร่างมอมแมมตรงหน้าก่อนตัดสินใจ
“ไรน์ อยู่คนเดียวสัก 2-3 ชั่วโมงได้มั้ย”
ร่างบางลืมตาทันที ดวงตามีแววตกใจ “คุณจะไปไหนครับ จะทิ้งผมไว้ที่นี่หรือ?”
“ผมจะลงไปที่หมู่บ้าน เราต้องการเสบียงเพิ่มแล้วก็ของอีกบางอย่าง ผมจะรีบกลับมานะ ไรน์”
ไรน์กำมือแน่นขณะมองร่างสูงอย่างลังเล เควินเห็นดังนั้นจึงคุกเข่าลงใกล้ๆ มือใหญ่แตะใบหน้าเรียวให้เงยหน้ามองเขา ไรน์สบตาสีน้ำเงินเข้มมั่นคงที่เป็นดุจที่พักพิงของเขา
“ผมสัญญาแล้วว่าจะพาคุณกลับบ้าน ผมจะรีบกลับมา” เควินพูดจบก็ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นร่างบางคลายความตื่นตระหนก
“สัญญานะครับ” ไรน์ย้ำเสียงแผ่วมือเรียวเล็กวางซ้อนลงบนมือแข็งแรงนั้น แววตาวิงวอนนั้นทำให้ชายหนุ่มอดใจไว้ไม่ได้ เควินก้มลงจุมพิตหน้าผากบางพร้อมกับกระซิบ
“ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณ ผมสัญญา” ไรน์รู้สึกหน้าร้อนผ่าวรีบก้มหน้าลง แต่เมื่อรวบรวมความคิดได้เงยหน้าขึ้นมาอีกทีร่างสูงก็หายไปแล้ว
ไรน์ค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปในส่วนลึกของโพรงหิน เอนศีรษะพิงกับโขดหินเริ่มตั้งตารอ เพียงแค่ชั่วครู่ที่เควินจากไปร่างบางก็รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวทันที ทั้งป่าดูเงียบได้ยินเพียงเสียงนกร้องและเสียงน้ำไหล ด้วยความอ่อนเพลียไรน์ก็ผล็อยหลับไปในเวลาไม่นานนัก

c c c c c c

“อือ....ไม่...อย่าเข้ามา....ไม่” ไรน์ครางเขามองไปรอบๆ ป่ารอบข้างดูมืดสนิทมองแทบไม่เห็นอะไร ได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน พวกมันกำลังไล่ตามใกล้เข้ามาแล้ว ร่างบางพยายามวิ่งหนีแต่แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้น ไรน์จำได้แม่นไม่มีวันลืม เสียงนั้นเป็นคนสั่งเฆี่ยนเขา และตอนนี้มันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ไรน์พยายามวิ่ง วิ่ง แต่แล้วก็สะดุดรากไม้ล้มกลิ้ง ร่างบางหอบหายใจเหนื่อยอ่อนรีบเงยหน้าขึ้นแล้วก็ขยับถอยหลังเมื่อเห็นเท้าคู่หนึ่งอยู่ตรงหน้าเขา เมื่อค่อยๆ เงยหน้าไล่ขึ้นไรน์ครางอย่างหวาดกลัวเมื่อสบตาดำสนิท ใบหน้ายิ้มแสยะน่าเกลียด ในมือมันถือแส้เส้นยาวเหยียดที่กำลังยกขึ้นสูงก่อนจะสะบัดลงมาอย่างรวดเร็ว

“ไม่!”
ไรน์กรีดร้องร่างผวาขึ้นมาทันที ยังไม่ทันตื่นเต็มที่ร่างบางต่อสู้ดิ้นรนด้วยความหวาดกลัวเมื่อรู้สึกว่ามีวงแขนแข็งแรงคู่หนึ่งโอบรัดเขาไว้
“ไรน์! ไรน์! ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ผมอยู่นี่แล้ว” เควินเองก็พยายามระงับความตกใจไว้ เขาได้ยินเสียงกรีดร้องเมื่อเริ่มก้าวข้ามโขดหินเข้ามา ทำให้รีบทิ้งของทุกอย่างที่หอบมาแล้วกระโจนเข้าโพรงหินมาอย่างรวดเร็ว
เควินโอบร่างบางที่กำลังผวาลุกขึ้นไว้ได้ทัน เสียงอ่อนโยนที่พูดซ้ำๆ ค่อยแทรกผ่านโสตประสาทของไรน์เข้าไป ดวงตาสีอำพันกระพริบลืมขึ้นพอเห็นชายหนุ่มก็ผวาเข้ากอดร่างสูงไว้แน่นพยายามควบคุมลมหายใจที่หอบกระชั้นตนเอง
“ขอโทษครับ ผม...ผมฝันร้าย” ไรน์พึมพำเสียงสั่น ภาพความฝันนั้นยังคงติดตาราวกับเป็นเรื่องจริง
“ไรน์หยุดขอโทษเสียที ไม่ใช่ความผิดอะไรของคุณสักนิด” เควินมองร่างบางในอ้อมแขน ชายหนุ่มเองก็โล่งใจจนกอดไรน์ไว้แน่น แล้วค่อยปล่อยมือออกเมื่อแน่ใจว่าพอควบคุมตัวได้
“ไม่เป็นไรนะ” ไรน์พยักหน้า เควินจึงลุกขึ้นเดินไปเก็บสัมภาระที่โยนทิ้งไปเมื่อครู่
ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดชายแดนเคยชินกับผู้คนแปลกๆ ที่ผ่านไปมา พวกชาวบ้านไม่ได้สนใจอะไรนอกจากปากท้องของตัวเอง ทำให้การซื้อหาข้าวของทำได้ง่ายพอควร ความจริงเควินไม่ต้องการที่จะเข้ามาในหมู่บ้าน แต่ในเมื่อพวกเขาคงต้องรออีกหลายวัน เควินจึงอยากอำนวยความสะดวกให้กับไรน์บ้าง เท่าที่เขาจะทำได้ในสถานการณ์เช่นนี้
“บ่ายมากแล้ว คุณไปอาบน้ำก่อนดีมั้ย ค่ำลงอากาศจะเย็นมากเกินไป ผมมีไอ้นี่ให้คุณด้วย” ชายหนุ่มพูดแล้วค้นเสื้อผ้าส่งให้กับไรน์ พร้อมกับชูสบู่ในมือ
ไรน์อึ้งเมื่อเห็นสิ่งของที่ชายหนุ่มไปซื้อหามาส่วนใหญ่เป็นของใช้ของเขา ร่างบางมองชายหนุ่มอย่างขอบคุณ สำหรับเควินเรื่องอย่างนี้คงจะเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับเขาไม่น้อย
“ผมทำให้คุณลำบากหรือเปล่าครับ”
“ผมทำในสิ่งที่สามารถทำได้ไรน์ และผมอยากทำให้คุณ อย่ากังวลเลย”
“ผมกลัว เควิน ถ้าเกิดพวกนั้นตามมาทัน หรือคนในหมู่บ้านมีพวกของมันล่ะครับ”
“ไม่ต้องกังวล ผมเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นอย่าลืมสิ แล้วความสูญเสียที่พวกมันได้รับคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะรวบรวมคนและอาวุธได้อีก” เควินจูงมือร่างบางมาที่บริเวณที่เป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ไม่ลึกมากนัก
“คุณอาบน้ำตรงนี้ อย่าไปไกลมากนะ”

ไรน์มองตามร่างสูงที่เดินกลับไปแล้วก็ลงมือถอดเสื้อผ้าแล้วหย่อนตัวลงไปในน้ำ พลางนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกแสบแผลที่หลัง แต่ความเย็นสบายของสายน้ำทำให้เผลอถอนใจอย่างมีความสุข ไรน์เริ่มลงมือขัดเนื้อตัว ถูสบู่แล้วสางปอยผมที่ยุ่งเหยิงออกช้าๆ ก่อนจะมุดลงไปใต้น้ำเพื่อล้างคราบสบู่ออก ตอนแรกไรน์ก็แอบชำเลืองมองร่างสูงที่ง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารและที่พัก พอผ่านไปสักระยะก็เริ่มเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียก
“ไรน์ นานมากแล้วขึ้นมาเสียที” ไรน์ถอนใจอย่างเสียดายแต่ก็ยอมขึ้นจากน้ำลงมือเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ชุดที่เควินหามาให้ค่อนข้างหลวมจนต้องพับทั้งแขนเสื้อและกางเกง
“เอ้านี่ กินก่อน” เควินยื่นซุปกระป๋องที่อุ่นแล้วให้ เมื่อร่างบางก้าวไปนั่งบนผ้าที่ปูไว้ ไรน์รับมาแล้วเริ่มกินเมื่อเงยหน้ามองเห็นเควินนั่งมองจึงถามเบาๆ
“แล้วคุณล่ะครับ”
“ผมเรียบร้อยตอนอยู่ที่หมู่บ้าน คุณกินให้อิ่มแล้วเดี๋ยวผมจะดูแผลให้”
เมื่อไรน์วางกระป๋องลงชายหนุ่มก็ค้นชุดปฐมพยาบาลเล็กๆออกมา ร่างบางหันหลังให้ชายหนุ่มแต่โดยดี เพราะถึงไม่ยอมชายหนุ่มก็ดึงดันจนได้เหมือนทุกวันแหละ เควินทำความสะอาดแผลที่หลังและเท้าพร้อมกับทาครีมฆ่าเชื้อให้อย่างรวดเร็วและระมัดระวัง
“เอาละ คราวนี้ก็นอนพักได้แล้ว” ไรน์เหลือบตามองอย่างจะค้อนเมื่อได้ยินคำสั่งเหมือนเขาเป็นเด็ก
“ผมยังไม่ง่วง”
“นอนไปเถอะไรน์ คุณยังต้องพักผ่อนมากๆ จะได้มีเรี่ยวแรงมากขึ้น” เควินยิ้มแต่สายตามองมามีแววบังคับ ไรน์จึงยอมเอนตัวลงเควินยิ้มลูบศีรษะเบาๆ อดใจไม่ให้แตะต้องร่างบางไม่ได้ มือใหญ่ไล้ผิวแก้มเนียนราวกับเนื้อแพร แล้วเลื่อนมาปิดเปลือกตาให้อย่างนุ่มนวลไรน์จึงยอมหลับตาลงอย่างว่าง่าย
“เด็กดี” เควินก้มลงจุมพิตที่แก้มเนียนใส ไรน์หน้าแดงยกมือลูบแก้มเบาๆ ความรู้สึกแปลกที่เกิดขึ้นทำให้ในใจอบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยจนสามารถหลับไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เควินนั่งมองร่างบอบบางที่หลับสนิทไปได้เพียง 2-3 ชั่วโมง แล้วต้องถอนใจเบาๆ อย่างกังวลเมื่อเห็นไรน์เริ่มกระสับกระส่าย ส่งเสียงครางเสียงเบาในลำคอ เพราะหลังจากที่ไรน์หลับสนิทไปได้สักพัก จะต้องมีอาการเหมือนตกอยู่ในฝันร้ายทุรนทุรายอย่างนี้ทุกครั้ง
ชายหนุ่มรวบร่างบางเข้ามากอด พึมพำปลอบโยนเหมือนทุกคืนที่ไรน์เกิดอาการขึ้น จนกระทั่งไรน์เริ่มสงบแล้วหลับต่อได้ แม้ในขณะหลับไรน์ยังเกาะเกี่ยวเขาไว้แน่นเหมือนจะใช้เป็นที่พึ่ง ร่างกายทุกส่วนแนบชิดกันจนเควินรับรู้ถึงความนุ่มละมุนในอ้อมแขน
เควินไล้มือตามวงหน้าเล็กเลื่อนมาที่ริมฝีปาก ชายหนุ่มก้มลงแตะริมฝีปากเบาๆ ไปทั่วใบหน้าอย่างอดไม่ได้ก่อนลดริมฝีปากลงมาที่ลำคอบอบบาง กระดุมเสื้อถูกปลดจนเห็นไหล่ลาดและอกขาวนวล ชายหนุ่มสัมผัสอย่างต้องติดใจ
“อืมม์” ไรน์ครางแผ่วเบา
เควินรู้ตัวทันทีชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเงยหน้าขึ้น ‘บ้าชะมัด เขากำลังทำอะไร’ เขากำลังจะทำลายความไว้วางใจของไรน์งั้นหรือ เควินระงับใจตนเองขณะติดกระดุมเสื้อให้ใหม่ ก่อนจะพลิกตัวยกมือก่ายหน้าผากพยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังตื่นตัวขึ้น

c c c c c c

“เควิน เควิน คุณอยู่ที่ไหน”
ไรน์เรียกหาเควินอย่างตกใจเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้วมองไม่เห็นร่างสูง เขากวาดตามองอย่างรวดเร็วแล้วรีบลุกออกมาข้างนอก แล้วก็ต้องถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเควินค่อยโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
ไรน์มองร่างสูงที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมา สิ่งที่สะดุดสายตาของไรน์สิ่งแรกคือเรือนผมสีเงินเป็นประกายเพราะล้างเอาคราบสีที่ป้ายไว้ออกไปแล้ว เควินยกมือแข็งแรงเสยเส้นผมที่เปียกลู่ไปข้างหลัง ทำให้เห็นโครงหน้าที่ดูเข้มแข็ง ดวงตาคมกริบสีน้ำเงิน จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป ไรน์ตะลึงมองจนกระทั่งเควินก้าวขึ้นมาบนฝั่ง แล้วอุทานอย่างรู้ตัวใบหน้าร้อนผ่าวรีบเมินหน้าหนี แต่สมองกลับพิมพ์ภาพรูปร่างงดงามแข็งแรงอย่างที่ผู้ชายทุกคนจะต้องอิจฉาไว้ในสมองเรียบร้อยไปแล้ว
เควินมองใบหน้าแดงก่ำของไรน์ที่เมินไป ไม่ยอมสบตาเขาแล้วครางในใจเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่ต้นขา แม้กระทั่งน้ำเย็นเฉียบที่อาบอยู่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เขาสบถในใจเบาๆ เมื่อเกิดความต้องการขึ้นมาจนแทบควบคุมไม่ได้ เขาคงจะขาดเซ็กส์ไปนานเกินไปล่ะมั้ง?
“มีอะไรหรือไรน์” ชายหนุ่มถามขณะแต่งตัวอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ...ผมเพียงตื่นมาแล้วไม่มองเห็นคุณ เลย..เอ่อ...” ไรน์ยังคงเมินหน้าขณะตอบ หัวใจเต้นระทึกหวามไหว รู้สึกแปลกๆ กับปฏิกิริยาของตนเอง
“ผมตื่นแล้วไปตรวจดูรอบๆ พอมีเวลาก็เลยอาบน้ำเสียหน่อย หิวหรือยัง?” เควินถามกลับ
“ไม่ครับ” ไรน์รีบหันหลังกลับ พอจะก้าวเดินก็ต้องลื่นถลาเพราะความรีบร้อน เควินอุทาน
“ระวัง”
ชายหนุ่มโอบเอวเล็กไว้ได้ทัน ไรน์เงยหน้าขึ้นหัวใจกระตุกวูบเมื่อรู้ตัวว่ายืนพิงกับร่างสูง มือเล็กวางที่อกกว้างไว้เป็นหลักยึด เควินก้มลงมองริมฝีปากสีแดงเรื่อนั้นอย่างเผลอตัว ใบหน้าค่อยก้มลงช้าๆ ไรน์หลับตาลงเมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มแนบลงมา ปากบางเผยอรับอย่างโอนอ่อนปล่อยให้ปลายลิ้นร้อนผ่าวแทรกเข้ามาดูดดื่มเชยชิมความอ่อนหวาน
“อืมม์....” เสียงครางแผ่วๆ จากร่างบาง เมื่อชายหนุ่มย้ำจุมพิตลงมาติดๆกัน มือเล็กเกาะเกี่ยวอกเสื้อชายหนุ่มไว้เป็นหลักยึด เมื่อรู้สึกว่าหัวเข่าตนเองกำลังจะไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเองได้ ความรู้สึกวาบหวาม อารมณ์ที่ไม่เคยรู้จักกำลังเกิดขึ้นกับไรน์
เควินครางอย่างพอใจเมื่อเห็นไรน์ตอบสนองเขาอย่างอ่อนหวาน แม้จะขัดเขินเพราะไร้ประสบการณ์ ปลายลิ้นร้อนๆของเขารุกไล่เชยชิมความหวานอย่างไม่รู้จักพอ อารมณ์ปรารถนาลุกโพลงจนไม่สามารถควบคุมได้ มือใหญ่สอดเข้าไปได้ชายเสื้อตัวโคร่งของไรน์ ลูบไล้เอวบางอย่างถือสิทธิ์
“อ๊ะ...”ไรน์อุทานเบาเมื่อปลายนิ้วแข็งแรงไล้มาถึงหน้าอกเรียบเนียน คลึงยอดอกเบาๆ จนร่างบางสูดลมหายใจลึกเงยหน้าอวดลำคอขาวผ่องให้ปลายลิ้นชายหนุ่มไล้เลียลงมา ขบย้ำฝากรอยรักไว้ เควินเลื่อนมือลงมาที่หน้าท้องเรียบละมุนนิ้วเรียวแทรกลงไปในกางเกงตัวหลวมโคร่งอย่างง่ายดาย
“อื้อ..” สะโพกบางกระตุกแนบร่างเข้าไปหาร่างสูงอย่างยืนไม่อยู่ เควินพึมพำเบาชิดใบหูเล็กขณะบอกไรน์ให้สัมผัสเขา ไรน์หน้าแดงก่ำมือเล็กเริ่มขยับสัมผัสอกกว้างอย่างขลาดๆ ทำให้เควินครางอย่างพอใจ แต่....
“โอ๊ย........” ไรน์สะดุ้งกับความรู้สึกเจ็บแปลบ เมื่อมือหนักๆของชายหนุ่มเลื่อนไปที่ถูกรอยแผลบริเวณด้านหลัง น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาวูบ
เควินเงยหน้าขึ้นจากลำคอระหง ปล่อยมือจากแผ่นหลังบอบบางทันที ดันร่างบางออกห่าง สบตาสีอำพันที่กำลังพร่ามัวด้วยอารมณ์ที่เขาเป็นคนปลุกขึ้น ริมฝีปากแดงช้ำสั่นระริก รวมถึงรอยแดงเป็นจ้ำบริเวณลำคอ
“บัดซบ” เควินพึมพำด่าตนเอง เขากำลังฉวยโอกาสกับอารมณ์อ่อนไหวที่กำลังต้องการที่พึ่งพิงของไรน์
ไรน์สะดุ้งเมื่อได้ยินและพอสบตาโกรธเกรี้ยวของเควิน ดวงตางดงามทอประกายเจ็บปวดอับอายด้วยความเข้าใจผิด
“ผมขอโทษ” ไรน์พึมพำอย่างอับอาย ถอยกายออกมาเซไปวูบหนึ่งแล้วทรงตัวได้ เควินสบตาคู่นั้นแล้วก็เข้าใจ
“ไม่..ไรน์ ผมสิต้องขอโทษ ผมไม่ควรทำอย่างนั้น” เควินถอนใจลึกเมื่อเห็นไรน์ยังคงเมินหน้าหนี เขาช้อนร่างของไรน์อย่างระวังไม่ให้กระทบกระเทือนแผลที่หลังก่อนเดินกลับที่พัก ทรุดตัวลงนั่งวางร่างบางไว้บนตัก จับคางมนให้สบตาเขา
“ไรน์ ผมขอโทษ ผมกำลังฉวยโอกาสกับคุณ”
“คุณไม่ได้ฉวยโอกาส” ไรน์แย้งเบาๆ สบตาชายหนุ่ม เควินครางเมื่อเห็นความไว้วางใจในดวงตาคู่งาม
ไม่! นี่เป็นเพราะสถานการณ์พาไปเท่านั้น ไรน์กำลังอ่อนแอและหวาดกลัวจึงทำให้สับสน เควินรู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้มักจะไม่ยั่งยืน ภาวะอันตรายจะทำให้คนสองคนใกล้ชิดกัน แต่พออันตรายผ่านพ้นไปความสัมพันธ์อันเกิดจากการพึ่งพิงมักจะจบลงในเวลาไม่นานนัก
ตอนนี้ไรน์ไร้ที่พึ่งจึงยึดเขาไว้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในฐานะอย่างเขาผ่านเรื่องเช่นนี้มามากไม่ควรหลวมตัวให้มันเกิดขึ้น ถ้าเกิดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตินี้ไปความรู้สึกของไรน์อาจจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้
เควินรู้สึกใจวูบลึกแปลกๆ เพราะเขาไม่อยากให้ไรน์ต้องมารู้สึกเสียใจในความสัมพันธ์ของพวกเขาทีหลัง เขาคงทนไม่ได้ถ้าต้องเห็นแววเฉยชาเหมือนแค่คนรู้จักกันเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง
“ผมไม่อยากให้คุณเสียใจทีหลัง” เควินพึมพำ

‘ผมจะไม่เสียใจ’ ร่างบางคิดในใจแต่ไม่พูดออกมา ความรู้สึกที่เขามีต่อเควินไม่เพียงแค่ความต้องการพึ่งพิงหรือความปลอดภัยเท่านั้น ไรน์แน่ใจ ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมามันอาจจะดูน้อยในสายตาของบางคน แต่สำหรับไรน์มันมากพอแล้ว
ความรู้สึกอ่อนหวานเกิดขึ้นในใจ เมื่อรู้สึกถึงความต้องการของเควินที่จะปกป้องเขาแม้กระทั่งจากตัวของเควินเอง
ร่างสูงตรงหน้าดูเหมือนจะแน่ใจในความคิดและการกระทำของตนเองยิ่งนัก ร่างบางจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน ความรู้สึกของเควินที่เกิดขึ้นก็ต้องไม่ใช่แค่ต้องการปกป้องเขาแน่ มันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น ตอนนี้เขาจะยอมรับมันแค่นี้ก่อนก็ได้

c c c c c c

“พรุ่งนี้เราจะเดินทางแต่เช้า คงใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะจุดนัดพบนั้นอยู่ทางใต้ของหมู่บ้านลงไปอีก แต่เราจะไปทางลัดไม่ต้องผ่านหมู่บ้าน” เควินบอกไรน์เมื่อเขาเอนตัวลงนอนบนผ้าปู ห่างออกมาจากร่างบางเกือบฟุต
“กลับไปแล้ว คุณจะทำอะไรต่อครับ” ไรน์ถามเบาๆ เมื่อพลิกตัวหันหน้ามาทางร่างสูง
“ผมทำงานอิสระ แล้วแต่จะมีคนจ้าง” เควินมองกองไฟที่เริ่มริบหรี่ลง
“เหมือนอย่างครั้งนี้หรือครับ”
“ครั้งนี้เป็นครั้งพิเศษ เพราะโรเจอร์ขอร้องผม ท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาผมเมื่อครั้งอยู่หน่วยซีล” ดวงตาคมกริบหรี่ลงวูบหนึ่ง เมื่อนึกถึงอดีต
“ทำไมคุณถึงลาออกจากทหารล่ะครับ” เควินเงียบไปครู่หนึ่ง ไรน์จึงพูดเบาๆ
“ผมขอโทษ ถ้าคุณไม่ต้องการเล่าก็ไม่เป็นไร” เควินหันมามองสบตาใสที่เป็นประกายในความมืด
“ก็ไม่มีอะไรมาก” ชายหนุ่มเริ่มเล่าเรื่องช้าๆ น่าแปลกที่เขาอยากเล่าให้กับไรน์ฟัง ไรน์ฟังจบก็ขยับลุกขึ้นช้าๆ คุกเข่าชิดร่างสูงที่หันมาสบตาเขา
“ครั้งนั้นคุณไปไม่ทัน แต่ครั้งนี้คุณมาช่วยผมได้ทัน” เควินยิ้มเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเหมือนอะไรหนักๆ ที่อยู่ในใจเขาถูกยกออก
“ใช่ ไรน์” ร่างบางสบตาของชายหนุ่ม มองอย่างพิจารณาก่อนจะยิ้มออกมา แล้วไรน์จึงเอนร่างลงช้าๆ ทำให้เควินโอบร่างบางแนบอกไว้อย่างอัตโนมัติ เสียงถอนหายใจแผ่วเบาอย่างมีความสุขเมื่อได้อยู่ในที่ที่เขาต้องการ

เควินลืมตาตื่น ขมวดคิ้วมองไรน์ที่กำลังหลับสนิทในอ้อมอกเขา แล้วแววตาก็อ่อนโยนลงเขาถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่าเมื่อคืนร่างบางหลับสนิทโดยไม่มีอาการฝันร้ายเลย
“ไรน์ ตื่นเถอะ เช้าแล้วคุณจะได้กลับบ้านแล้วนะ” เขากระซิบปลุกเบาๆ มองเปลือกตาบางที่ค่อยๆ ลืมขึ้นสบตาสีอำพันแฝงแววงัวเงีย อาจเป็นเช้าสุดท้ายสำหรับเขาที่จะมีโอกาสเช่นนี้ หลังจากไรน์กลับไปถึงบ้านอย่างปลอดภัยเขาคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

TBC

ซีล (SEAL: SEA-AIR-LAND) นักรบพิเศษของกองทัพเรือที่มีความสามารถปฏิบัติงานทั้งในทะเล อากาศและบนพื้นดิน
ฮาโล (HALO: HIGH-ALTITUDE, LOW-OPENING) การกระโดดร่มแบบดิ่งพสุธาจากความสูง 25,000 ฟุต โดยหายใจจากขวดออกซิเจน สู่ระดับต่ำกว่า 4,000 ฟุต จึงกางร่มชูชีพ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home