crisis3
By SF
หึ หึ เพียงแค่นัดเดียวก็ยั่วให้พวกมันเต้นได้แล้ว พวกมันไม่รู้หรือว่าฝีมืออย่างเขาถ้าต้องการให้ไอ้เด็กนั่นตาย ป่านนี้ก็ได้ฝังมันไปแล้ว เขาคงไม่ยิงมันแค่ไหล่หรอก แต่เขาต้องการให้พวกมันทรมานกับความกลัวที่จะสูญเสียคนที่พวกมันรัก การตามล่ามันช่างหอมหวาน โดยเฉพาะกับเหยื่อที่ได้รับการปกป้องอย่างดี เขาเห็นคน เห็นการคุ้มกัน แต่พวกมันไม่รู้ว่ายังมีจุดอ่อนอยู่ รอก่อน เขารอได้ เขาจะรอจนพวกมันล้า เบื่อหน่าย พอคิดว่าปลอดภัยแล้วเขาจึงจะลงมือ แล้วพวกมันจะรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้แค่นี้
*******************
“แซค” ไรน์ร้องทักเมื่อร่างเพื่อนสนิทกระโดดข้ามประตูรถสปอร์ตลงมา แซคเดินเข้ามาใกล้มองร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกคิดถึงตลอดเวลาหลายเดือนที่ไม่ได้เจอกัน พร้อมกับเอื้อมมือมาจับไหล่ไรน์ไว้แน่นจนร่างบางเผลอขมวดคิ้ว เมื่อรู้สึกเจ็บแผลที่เพิ่งจะตัดไหมไปได้ไม่นาน แต่รีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้แซคผิดสังเกต
“ไรน์ ไม่เจอกันหลายเดือน นายนี่ไม่โตขึ้นเลยนะ” สายตาลึกซึ้งกวาดทั่วร่างบางอย่างคิดถึง
“ใครจะเหมือนนายโตได้โตเอา อ้อ!…สุขสันต์วันเกิดนะแซค” ไรน์ตอบ
“ขอบใจมาก นายด้วยนะถึงวันเกิดของนายจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ ขอโทษที่มาร่วมฉลองด้วยไม่ได้”
“ไม่เป็นไร เราฉลองพร้อมกันวันนี้เลยก็ได้” ไรน์หัวเราะ อารมณ์ค่อยสดใสขึ้นมาบ้างเมื่อได้เจอแซค เพราะนับรวมๆแล้วเขาไม่เจอกับแซคมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งพอดีกับเป็นช่วงที่แซคเข้าค่ายคัดตัวนักกีฬาอาชีพ เขาจึงไม่ต้องอธิบายกับแซคว่าเขาเองก็หายไปไหนมาตั้งหลายเดือนเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นออกไปกินข้าวข้างนอกนะ ฉันจะล้มทับนายให้แบนเลย”
“ก็ได้ แต่พักนี้ฉันไปข้างนอกตามลำพังไม่ได้ เดี๋ยวลองถามพ่อก่อน”
“ทำไมล่ะ พ่อนายไม่เคยเข้มงวดขนาดนี้นี่นา”
“เป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยน่ะ เรื่องยาวยังไม่อธิบายตอนนี้ได้หรือเปล่า?”
แซคก้มหน้ามองร่างเล็กตรงหน้าเขาแล้วก็พยักหน้า ด้วยฐานะของลูกชายของเจ้าพ่อบ่อน้ำมันอาจจะต้องระวังตัวไว้บ้าง เขาเข้าใจ เพียงแต่สงสัยว่าเมื่อก่อนไม่เห็นระวังเท่านี้เลย แซคคิดในใจแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป สำหรับเขาขอเพียงได้เจอไรน์ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
ไรน์ยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นอาการพยักหน้า เขาชอบแซคมากก็ตรงนี้ล่ะ เข้าใจอะไรง่าย ไม่ถามให้ลำบากใจ
“มาทางนี้เถอะ” ไรน์หมุนตัวเดินนำหน้า แต่แซคดึงมือบางไว้
“เดี๋ยวซิ ฉันมีของขวัญวันเกิดย้อนหลังมาให้ด้วยไม่เอาหรือไง” ไรน์หันกลับมาทันที
“เอาสิ ไม่เอาได้ไง ของขวัญจากนักกีฬาชื่อดังของมหาวิทยาลัยนี่นะ” ไรน์ยิ้ม
“ใครบอก นักบาสอาชีพของทีมฟีนิกซ์ ซัน ต่างหาก” แซคขัดขึ้นทันทีแววตาเป็นประกาย
“จริงเหรอ! นายได้รับคัดเลือกแล้วจริงเหรอ ดีใจด้วยนะแซค”
ไรน์มองร่างสูงของเพื่อนสนิทด้วยแววตายินดีและชื่นชม เขารู้ว่าแซครักกีฬาบาสมากพยายามฝึกซ้อมตั้งแต่ไฮสคูลจนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วในที่สุดก็ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาอาชีพจนได้ แซคยิ้มก่อนล้วงกระเป๋าส่งของในมือให้ ไรน์หัวเราะเมื่อเห็นห่อกระดาษทิชชูยับๆนั่น เขาค่อยแกะดูแล้วก็เงยหน้ามองแซคอย่างขำๆ เมื่อพิจารณาของในมือ
“นี่ถ้านายอยู่ทีม ชิคาโก บูล ฉันคงจะได้รูปอะไรที่เกี่ยวกับเขาควายหรือเปล่า” แซคกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งมองร่างบางตรงหน้าอย่างเข่นเขี้ยว
“บ้าน่ะสิ! รู้มั้ยนกฟินิกซ์น่ะสวยมาก แล้วอีกข้อหนึ่งนะมันเป็นอมตะด้วย” ไรน์หน้าแดงเมื่อเห็นเพื่อนจ้องหน้า แซคจึงอดหัวเราะไม่ได้เพราะรู้ว่าไรน์จะเขินทุกครั้งที่มีคนชมว่าสวย
“ใส่เลยสิ ไรน์” แซคบอก ไรน์ไม่อยากขัดใจจึงยกสร้อยคอมีจี้เป็นรูปนกฟีนิกซ์ขึ้นมา แต่พอยกแขนไขว้ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ขวาวูบขึ้นมา ไรน์เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนส่งสร้อยให้แซค
“นายใส่ให้ฉันหน่อย ใส่เองไม่ถนัดเลย” แซคเอื้อมมือไปด้านหลังใส่ตะขอสร้อยให้ เขาก้มลงมองศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มสลวย ก้มลงเพียงนิดริมฝีปากก็แตะเรือนผม จมูกได้กลิ่นหอมกรุ่นจากร่างบางในอ้อมแขน จนแทบไม่อยากปล่อยมือ ไรน์เงยหน้าขึ้น
“ยังไม่เสร็จอีกหรือ”
“เสร็จแล้ว” แซคถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง มองสร้อยที่ทาบบนลำคอระหงอย่างพอใจ จับมือเล็กไว้ก่อนพูดต่อ
“เอาละทีนี้นายจะเลี้ยงอะไรในวันเกิดฉัน” ไรน์หัวเราะพึมพำล้อเบาๆ
“เห็นแก่กิน” แซคจับจมูกเชิดของไรน์เป็นเชิงเตือน แล้วกลับเป็นฝ่ายลากไรน์เข้าบ้านแทน
c c c c c c
กึก! เสียงวางแก้วกาแฟลงอย่างแรง คนในห้องสะดุ้งเงยหน้าจากการควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เหลือบตามองหน้าของเจ้านายที่ตอนนี้ทำยังกับพายุกำลังจะเข้า ทำให้ลูกน้องต่างต้องระวังตัวแจเพราะไม่มีใครอยากเจอเจ้านายตอนอารมณ์เสียเท่าไหร่
โดยเฉพาะไม่รู้ว่าเสียด้วยเรื่องอะไรนี่สิ ระวังตัวไม่ถูกเลย
เควินมองดูจอภาพที่ถ่ายมาจากกล้องบริเวณประตูหน้า แล้วทรุดตัวลงนั่งตาจ้องเขม็งกำหมัดแน่น เมื่อรู้สึกถึงความสนิทสนมของคนในภาพมอนิเตอร์ ชายหนุ่มตกใจเมื่อความรู้สึกหวงแหนพุ่งวูบขึ้นมาราวกับปรอทถูกจุ่มลงไปในน้ำเดือด เขาเคยคิดได้อย่างไรว่าจะปล่อยมือจากไรน์ไป เพราะวันนี้แค่มองเห็นภาพไรน์สนิทสนมกับคนอื่นแค่นี้เขายังแทบทนไม่ได้ แล้วเมื่อนึกภาพที่คนอื่นจะเข้ามาแทนที่เขา สัมผัสไรน์อย่างที่เขาเคยสัมผัส โทสะก็ลุกโพลงขึ้นทันที
หลังจากที่พบกัน ชายหนุ่มยังไม่มีโอกาสได้คุยกับไรน์เป็นการส่วนตัวเลย ร่างบางเมินเฉยและถอยห่างจากเขาอย่างเห็นได้ชัด เขาจะทำอย่างไรดีถึงจะอธิบายให้ไรน์เข้าใจได้ เควินถอนใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะเดินออกไป
“เจ้านายเป็นอะไร? ร็อบ” บอดี้การ์ดร่างใหญ่คนหนึ่ง หันมาถามเพื่อน
“ไม่รู้เหมือนกัน” ร็อบตอบเหมือนไม่สนใจแต่แววตาเป็นประกายยิ้มๆ ในกลุ่มนี้มีเขาคนเดียวที่เคยทำงานร่วมกับเควินตั้งแต่ชายหนุ่มออกจากกองทัพใหม่ๆ ร็อบจึงพอคาดเดาอารมณ์ของเจ้านายได้ ถ้าไม่เห็นกับตาเขาไม่มีวันเชื่อว่าเควินจะแสดงอารมณ์เช่นนี้ได้ เพราะถ้าเป็นงานแล้วเควินจะเยือกเย็นมาก เขาไม่เพียงจะเชี่ยวชาญในภาคสนามเท่านั้น แต่ยังรอบคอบและจับจุดสถานการณ์ต่างๆ ได้เร็ว ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเข้ามารับตำแหน่งในเดเวอโร ซีเคียวริตี้แทนคุณอเล็กซิสได้
ร็อบเหลือบมองภาพในมอนิเตอร์อีกครั้งแล้วคิดในใจ นี่แสดงว่าลูกค้าคนนี้ต้องสำคัญต่อเควินมากทีเดียว
“เรื่องของเจ้านาย อย่าสนใจเลย รีบๆ ทำงานเข้าเถอะ”
c c c c c c
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูเข้ามาเบาๆ ทำให้คนนี่นั่งสนทนาอยู่หันมาทั้งคู่ ไรน์นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเควิน ขณะที่แซ็คมองชายแปลกหน้าอย่างงงๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามายืนข้างหน้า สายตาคมดุมองท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ด้วยสีหน้าที่ควบคุมให้เรียบเฉย
“ไรน์ คีธบอกกับผมว่าคุณจะออกไปข้างนอก?”
“ใช่ครับ ผมจะออกไปกับแซ็ค มีปัญหาอะไรหรือ?” ไรน์ถามแบบไม่มองหน้า ทำให้เควินข่มความต้องการที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ร่างบางหันมาสนใจเขาลงไปอย่างยากเย็น
“ผมยังจัดระบบรักษาความปลอดภัยไม่เรียบร้อย คุณคงยังออกไปตอนนี้ไม่ได้” ไรน์หันมามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ก็ได้ครับ ผมจะยังไม่ออกไปถ้ามันทำให้คุณยุ่งยากเพิ่มขึ้น”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ไรน์” เควินค้านน้ำเสียงอ่อนลงเมื่อมองเห็นแววตาเย็นชาและหมางเมิน แต่ไรน์เบือนหน้าหนีไม่สบตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น
“ไม่เป็นไรหรอกครับเควิน แค่ที่ผ่านมาผมคงสร้างความลำบากและรำคาญให้คุณมากพออยู่แล้ว” ไรน์ตัดบทก่อนจะหันไปบอกแซ็ค
“ขอโทษนะแซ็ค ไว้วันหลังเราค่อยออกไปข้างนอกกัน วันนี้ฉันเลี้ยงนายที่บ้านนะ”
“ไม่มีปัญหา แม่บ้านนายทำอาหารอร่อยจะตาย” แซ็คพูดแกมหัวเราะเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ ที่ตนเองรู้สึกว่าเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่
เควินมองไรน์ที่ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน แล้วต้องพยายามระงับอารมณ์โทสะที่กรุ่นขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มเหลือบมองสร้อยคอรูปนกฟีนิกซ์ที่ทาบบนคอระหงแล้วหมุนตัวออกไปเงียบๆ
c c c c c c
แซ็คมองกระจกรถซึ่งสะท้อนภาพของไรน์ที่กำลังยืนโบกมือส่งเขา วันนี้เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของไรน์ ร่างบางแม้จะคุยสนุกสนาน และยิ้มร่าเริงแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงแววตา แซ็คกำพวงมาลัยรถแน่น เกิดอะไรขึ้นในระหว่างหลายเดือนที่ผ่านมานี่หรือ แล้วไหนจะบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างไรน์กับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยคนนั้น
สายตาคมกริบของเควินที่มองตรงมายังเขา ทำให้แซ็ครู้สึกเย็นสันหลังวูบตามสัญชาติญาณของนักกีฬาชั้นดี แววตาที่ประเมินและพิจารณานั้นนิ่งจนเขาอ่านไม่ออก ขณะเดียวกันกลับทอประกายประหลาดเมื่อมองไปที่ไรน์อย่างระแวดระวัง เหมือนกับหวงแหนและเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างเปิดเผย
ไรน์กับเควินต้องมีอะไรที่มากกว่าเรื่องรักษาความปลอดภัยแน่ แซ็คคิดแล้วรู้สึกใจหายเมื่อหวาดระแวงว่าตนเองกำลังจะสูญเสียไรน์ไปให้กับผู้ชายร่างสูงและอันตรายคนนั้น
ตลอดเวลาเขาคอยระวังดูแลและกันไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่งกับไรน์ แต่เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ชายด้วยกันและไรน์เองก็ไม่เคยแสดงท่าทีอะไร ทำให้เขาลังเลที่จะเปิดเผยความรู้สึกเพราะกลัวไรน์จะรังเกียจและสูญเสียแม้กระทั่งความเป็นเพื่อน แซ็คคิดอย่างเสียใจเมื่อคิดว่าเพราะความลังเลนี้เองกำลังจะทำให้เขาเสียไรน์ไป เขารู้ว่าเขาไม่สามารถเทียบกับเควินได้เลยทั้งในเรื่องวัยและประสบการณ์
ไรน์มองตามรถของแซ็คก่อนจะหันกลับมา แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นร่างสูงยืนกอดอกมองอยู่ด้านหลัง ร่างบางถอนใจขณะจะเดินอ้อม แต่มือเล็กกลับถูกเควินคว้าไว้แน่น
“เควิน ปล่อยนะครับ” ไรน์พูดเสียงเย็นแล้วพยายามบิดข้อมือ
“ไม่ปล่อย เรามีเรื่องต้องคุยกันนะไรน์”
“แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้ว” ไรน์สะบัดข้อมือแรงอย่างลืมตัว แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบวูบขึ้นมาที่ไหล่จนหลุดปากอุทาน เควินเห็นดังนั้นจึงรีบคลายมือที่ยึดแน่นไว้ เปลี่ยนเป็นโอบแขนรอบร่างเล็กนั้นแทน
“ไรน์! เป็นไงบ้าง” เควินถามอย่างกังวล ไรน์เงยหน้ามองน้ำตาคลอวูบหนึ่งแล้วรีบกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้
“ปล่อยผมเควิน อย่าแตะต้องตัวผมอีก” ไรน์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเหินห่าง
“ไรน์ เลือกเอาจะคุยกัน หรือจะให้ผมจูบคุณตรงนี้ให้คนอื่นๆ ดู ให้พวกเขารู้ความสัมพันธ์ของเราเลยดีมั้ย” เควินพูดเสียงแข็งขึ้นมาบ้างเพราะยังโมโหกับท่าทางสนิทสนมของไรน์กับแซ็ค แล้วก็เหลือบตามองไปยังกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่หน้าประตูเป็นนัยๆ ไรน์มองตามแล้วรีบยกมือดันใบหน้าที่ก้มลงมาทันที
“ก็ได้” ไรน์เบือนหน้าหนีด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นมาเพราะถูกบังคับ แต่ก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ เควินจึงจับมือนั้นจูง
“งั้นก็มาทางนี้เถอะ” เควินลากร่างบางที่เดินตามมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ไรน์ขืนตัวเหมือนแมวเมื่อมาถึงหน้าห้องเควินซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ห้องในบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งกล้องไว้ แต่เมื่อสบตาๆ ดุ คู่นั้นจึงเดินเข้าไปอย่างอิดเอื้อน
แกร๊ก!!
เสียงปิดประตูตามหลังเบาๆ ทำให้ไรน์หันขวับกลับมา ดวงตาสีทองงดงามสบตาคมกริบของเควินอย่างเฉยเมย
“ไรน์ ผมต้องการพูดเรื่องของเรา.......” เควินเริ่มแต่ยังไม่ทันพูดต่อ ไรน์ก็ตัดบทขึ้นมาทันที
“ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้วครับ มันจบไปแล้ว คุณพูดถูกช่วงนั้นผมอ่อนแอต้องการพึ่งพาจึงทำให้สับสนไปบ้าง คุณไม่ต้องลำบากใจกับงานนี้ คุณทำหน้าที่ส่วนของคุณไปผมเองก็จะไม่รบกวนคุณให้มากกว่านี้”
ไรน์พูดเสียงเรียบแม้ในใจจะเจ็บปวด แต่เขาก็หยิ่งพอในเมื่อไม่สามารถได้หัวใจมา เขาก็ไม่ต้องการอะไรจากเควินอีก
“หมายความว่ายังไง? ไรน์” เควินถามเสียงเบาลง มองร่างของไรน์ด้วยแววตาอันตราย แต่ไรน์กลับยิ้มเย็นชา
“ผมหมายความตามที่พูดทุกคำ ผมให้ในสิ่งที่คุณต้องการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คุณไม่ต้องกลัวว่าผมจะคอยพัวพันคุณอีกแล้ว ผมจะคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นตามที่คุณต้องการ” ประโยคสุดท้ายเท้าความถึงสิ่งที่เควินเคยพูด ร่างสูงชะงักแต่แรงโทสะที่พุ่งขึ้นทำให้มือใหญ่กระชากร่างบางเข้ามาจนชิดอกกว้าง เควินก้มศีรษะลงกระซิบเสียงต่ำ
“ไรน์ จริงๆแล้วสิ่งที่ผมต้องการคืออะไร คุณไม่เคยรู้หรอก” พูดจบเควินก็กดจุมพิตที่ริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วง ไม่สนกับอาการดิ้นรนของไรน์ ปลายนิ้วกดคางเล็กลงให้เผยอริมฝีปาก ไรน์ครางเบาๆ ด้วยความเจ็บ ทำให้ปลายลิ้นอุ่นร้อนฉวยโอกาสแทรกปลายลิ้นเข้าไปซอกซอนในโพรงปากนุ่มอย่างดุดัน
“นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ไรน์” เควินกระซิบชิดริมฝีปากบางก่อนจะย้ำจุมพิตลงมาอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มลดความรุนแรงลง ปลายลิ้นอุ่นร้อนเชยชิมความหวานอย่างดูดดื่ม
“อื้อ....” ไรน์พยายามขัดขืนด้วยอารมณ์โกรธ เควินเห็นเขาเป็นอะไร ที่ระบายอารมณ์อย่างนั้นหรือ?
ร่างเล็กพยายามดิ้นรนกำหมัดทุบไปที่อกกว้างแต่ร่างสูงไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือสอดไปใต้ชายเสื้อ และลูบไล้หน้าท้องก่อนจะวกมาที่แผ่นอกเรียบเนียน ปลายนิ้วขยี้ยอดอกจนเริ่มแข็งชัน
“อย่า!...ไม่นะ!” ครั้งนี้ไรน์รวบรวมกำลังผลักร่างสูงออกไปเต็มแรง แต่ก็เพียงทำให้เควินเซไปเล็กน้อย ใบหน้าของไรน์แดงก่ำ ริมฝีปากเผยอหอบหายใจน้อยๆ ชายเสื้อหลุดลุ่ยจากแรงทึ้ง
ไรน์ขยับถอยหมุนตัวหันหลัง แต่วิ่งออกไปได้เพียงก้าวเดียวมือแข็งแรงของเควินก็คว้าเอวเล็กไว้แน่น พร้อมแนบแผ่นอกกว้างเข้ากับแผ่นหลังบอบบาง ริมฝีปากฝังจุมพิตไปที่ต้นคอหนักๆ แล้ววกปลายลิ้นไปที่ใบหูเล็กไล้เลียขบกัดเบาๆ แล้วแหย่ปลายลิ้นเข้าไปจนไรน์รู้สึกวาบหวิวเข่าอ่อนวูบ
“อา..ไรน์” เควินพึมพำ ร่างอบอุ่นในอ้อมแขนและกลิ่นหอมจากเรือนผม กระตุ้นให้อารมณ์ทวีสูงขึ้น ความเป็นชายของเขาตึงแน่นด้วยความต้องการที่จะปลดปล่อย เควินขยับหน้าขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม มือกระตุกเสื้อเชิ้ตออกจากร่างบางอย่างใจร้อนจนกระดุมขาดกระเด็น แล้วลดปลายนิ้วเรียวลงไปรูดซิปดึงกางเกงของไรน์ลง
ไรน์สะท้านเฮือกครางเสียงแผ่ว แม้จะต่อต้านโดยพยายามนึกถึงความเสียใจในช่วงที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์อันจำกัดทำให้ไรน์ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ร่างบอบบางถูกกระตุ้นอารมณ์จนตื่นเพริดเมื่อมือแข็งแรงขยับเล้าโลมเขาอย่างชำนาญ ความเสียวซ่านพุ่งขึ้นจนตาพร่าพรายสะโพกกระตุกร่างแอ่นโค้ง ศีรษะเล็กแหงนไปด้านหลังอิงไหล่กว้างไว้ ปลายนิ้วเรียวเล็กเลื่อนมาจิกมือของเควินที่กำลังลูบไล้เขาไว้แน่น
เควินยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้สึกถึงการตอบสนอง มือขยับเร่งจังหวะขึ้นขณะที่ริมฝีปากขบย้ำไปทั่วต้นคอเล็กและไหล่ลาด ไรน์ถึงกับครางสะอื้นเป็นพักๆ ดวงตาหลับพริ้มหางตาปรากฏหยดน้ำใสกลิ้งตัวลงมาบนแก้มนวล จนในที่สุดก็ทนกับความเสียวซ่านที่ทวีขึ้นไว้ไม่ไหว
“อ๊ะ...เค....เควิน...” ไรน์กรีดร้องออกมาเมื่อความสุขระเบิดพร่างพรูหลั่งรินความร้อนผ่าวสู้อุ้งมือของชายหนุ่ม ร่างบางเข่าอ่อนทรุดลง หอบหายใจถี่เร็ว เควินจึงช้อนตัวขึ้นวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดึงเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ออกอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มยืนมองร่างเปลือยของไรน์ที่ขณะนี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพราย ร่างนี้งดงามอย่างที่เขาเคยสัมผัส ผิวกายเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ เควินค่อยๆ โน้มตัวลงจนลมหายใจร้อนผ่าวปะทะผิวหน้าของไรน์ สายตาชายหนุ่มเลื่อนลงมามองสร้อยคอเส้นบางรูปนกฟีนิกซ์ที่วางทาบกับลำคอระหง นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมมือไปปลดตะขอก่อนจะโยนไปไว้ที่หัวเตียงอย่างไม่สนใจนัก
“อย่าใส่มันให้ผมเห็นอีกเลยนะ ไรน์” เควินกระซิบชิดใบหูเล็ก ไรน์ปรือตาขึ้นมอง สายตานั้นเจ็บปวดและมีแววตัดพ้อต่อว่า แล้วก็ชะงักเมื่อเควินคล้องสร้อยอีกเส้นลงมาแทน ไรน์เอื้อมมือสัมผัสจี้รูปกางเขนอันเล็กแล้วสะอื้นออกมาเมื่อจำได้
“ผมเอามันมาคืนให้ตามสัญญาแล้วนะ”
ขณะร่างบางจะเอ่ยปากริมฝีปากนุ่มก็ถูกปิดอีกครั้ง จุมพิตคราวนี้แผ่วเบาอ่อนหวาน แล้วริมฝีปากนั้นก็เลื่อนลงมาที่ปลายคาง ลำคอ หน้าอก ทิ้งรอยร้อนผ่าวไว้ทั่ว ไรน์ถอนใจ ไร้ความสามารถในการต่อต้าน แขนขาไร้เรี่ยวแรง ในสมองว่างเปล่าไปหมดปล่อยให้ร่างสูงแนบตัวลงมาคลุกเคล้าความนุ่มละมุนราวกับผึ้งดูดชิมน้ำหวาน
เควินเองก็หายใจหนักๆ เมื่อความอดทนกำลังจะขาดสะบั้น มึนเมากับความอ่อนหวานจนแทบควบคุมไม่อยู่ ชายหนุ่มจับร่างบางพลิกคว่ำยกสะโพกบางให้อยู่ในท่าคุกเข่า แยกต้นขาขาวให้กางออก รูดซิปปลดปล่อยตนเองอย่างรีบร้อนแล้วจรดจ่อความแข็งแกร่งร้อนผ่าวไปยังช่องทางเล็กก่อนจะสอดแทรกอย่างช้าๆ ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงการสอดแทรกเข้ามาในตัว
“อื้อ...ไม่...เจ็บ...เควินได้โปรด...อย่า” ไรน์อุทานออกมาพยายามขยับหนีแต่เอวเล็กถูกจับไว้แน่น
“อึ๊...ไรน์ อย่าเกร็ง” เควินครางเสียงหอบๆ เมื่อกล้ามเนื้อนั้นรัดรึงรอบความแข็งแกร่งไว้ ร่างสูงสั่นสะท้านเมื่อความสุขสมพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเริ่มขยับเข้าออกช้าๆ
“อ๊ะ...เค..เควิน” ไรน์จิกผ้าปูแน่น พยายามแยกต้นขากว้างเพื่อบรรเทาความตึงแน่นจากสิ่งแปลกปลอมที่กำลังผ่านเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ สะโพกงดงามถูกเสียดสีจนร้อนผ่าว เควินเร่งจังหวะขึ้นเมื่อเสียงครางจากร่างบางเริ่มแปรเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นสุขสม สะโพกเล็กขยับตอบสนองเขาตามธรรมชาติอย่างลืมตัว
“อา...ไรน์...ไปกับผมนะ...ไรน์” เควินโน้มร่างลงมือลูบไล้ระหว่างต้นขาเรียวเป็นจังหวะพร้อมกับสะโพกแกร่งที่ขยับถี่เร็ว และเร็วขึ้น
ไรน์ถูกกระตุ้นจนเร่าร้อน ในที่สุดร่างบางกรีดร้องร่างแอ่นเกร็งสะท้านรุนแรงปลดปล่อยความปราถนาออกมาอีกครั้ง กล้ามเนื้อนุ่มละมุนบีบรัดความแข็งแกร่งอย่างรุนแรงเป็นจังหวะ จนร่างสูงที่แนบอยู่เบื้องหลังถึงกับครางออกมา สะโพกแข็งแรงสอดแทรกหนัก อีกสองสามครั้งก็ทนต่อไปไม่ไหว ชายหนุ่มฝังกายแน่นร่างเกร็งสะท้านขณะหลั่งความปราถนาออกมาจนเอ่อนองมาตามต้นขาเรียว
“อืมม์...ไรน์” เควินทรุดกายลงทาบแผ่นหลังขาวนวล สูดลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะที่ไรน์พริ้มตาลงซ่อนหยาดน้ำใส แม้จะเจ็บใจและโกรธเคืองตนเองที่ตอบสนองเควินมากแค่ไหน แต่ไรน์ก็ไม่สามารถปฏิเสธว่าชายหนุ่มได้มอบความสุขให้อย่างเต็มตื้น
ถ้าเพียงมันจะมีความรักอยู่ด้วย มันจะวิเศษเพียงใด?
c c c c c c
ไรน์กระแทกนิ้วลงบนเปียโนหลังใหญ่ในห้องซ้อมดนตรี จังหวะที่รุนแรงนั้นทำให้คีธที่เดินผ่านมาถึงกับขมวดคิ้ว เขาแง้มประตูเข้าไปพอดีกับจังหวะสุดท้ายของเพลงขาดหายไป
“ไรน์ มีอะไรไม่สบายใจหรือลูก?” ร่างที่นั่งก้มหน้าอยู่ช้อนสายตาขึ้นมองก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ไม่พูดอะไร วางมือจากคีย์บอร์ดแล้วเดินไปที่หน้าต่างบานกว้างแบบสตูดิโอ ปลายนิ้วเรียวรวบผ้าม่านแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบอดี้การ์ดที่เดินไปเดินมาข้างล่าง ร่างบางหมุนตัวกลับอย่างหงุดหงิด คีธมองตามสายตาของไรน์แล้วโอบร่างของบุตรชายไว้ในอ้อมแขนอย่างเข้าใจความรู้สึก
“อีกไม่นานหรอกไรน์ เดี๋ยวมันก็จะจบลง”
“แล้วเมื่อไหร่ล่ะครับ ผมอยากมีอิสระที่จะทำอะไร หรือไปไหนมาไหนบ้าง ผมไม่อยากถูกเฝ้ามองอย่างนี้อีกแล้ว” ไรน์พึมพำดวงตาสีอำพันหม่นหมอง คีธมองลูกชายอย่างสงสารท่าทางของไรน์มองดูราวกับนกที่ถูกคุมขัง ที่ผ่านมาไรน์ไม่เคยต้องถูกจำกัดอะไร เรื่องนี้คงทำให้อึดอัดมากทีเดียว
“วันนี้พ่อมีประชุมที่บริษัท ไรน์ออกไปกับพ่อไหมล่ะ บางทีอาจจะได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ที่บริษัทมีคนคิดถึง แล้วก็ถามหาหลายคนนะ”
“ได้หรือครับ พ่อ”
“คงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวให้พ่อบอกกับเควินก่อน”
ไรน์สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น เพราะตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์นั้นเขาก็หลบหน้าเควินและพยายามไม่อยู่กับชายหนุ่มสองต่อสอง ถึงแม้ไรน์จะรู้ว่าถ้าเควินตั้งใจจริงเขาคงไม่สามารถหลบพ้น เพียงแต่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะยอมรับการตัดสินใจของไรน์ และยอมอยู่ห่างๆ อย่างที่ไรน์ต้องการ
แต่เขาเองสิกลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เมื่อร่างสูงไม่เข้าวุ่นวายตามที่ตนสั่ง ร่างบางถอนใจอย่างอึดอัดก่อนจะรับคำเสียงเบา
“ครับพ่อ”
“ผมเสียใจครับคุณคีธ ผมไม่สามารถตัดสินใจได้ ” ร็อบหนึ่งในบอดี้การ์ดตอบ เมื่อคีธถาม เขาเองก็ลำบากใจเมื่อต้องดูแลสถานการณ์แทนเควิน ทำไมไรน์ต้องเฉพาะอยากออกไปข้างนอกวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เควินไม่อยู่เสียด้วย ร็อบคิดขณะยังยืนขวางประตูรถไว้
“แล้วเควินล่ะ?”
“ออกไปข้างนอกครับ” ไรน์มองบิดาอย่างผิดหวังเมื่อฟังคำตอบ คีธจึงบอกร็อบ
“งั้นก็จัดคนไปกับพวกเราก็แล้วกัน จะเอาไปกี่คนก็ได้จะได้คอยดูแลไรน์” คีธตัดสินใจ เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของร็อบ
“ขอผมถามเจ้านายก่อนนะครับ หากเกิดอะไรขึ้นผมไม่สามารถรับผิดชอบได้” ร็อบยังยืนยัน แต่ไรน์ตัดบทอย่างอย่างยอมแพ้
“งั้นก็ไม่ต้องแล้ว ผมไม่ไปก็ได้ ถ้ามันต้องทำให้ทุกคนยุ่งอย่างนี้” ไรน์หันหลังเดินกลับเข้าบ้านอย่างเงียบๆ คีธได้แต่มองตามแล้วก็ถอนใจพยักหน้าให้ร็อบก่อนจะก้าวขึ้นรถไป
เควินมองร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องกระจก ท่าทางเงียบเหงาและดวงตาสีอำพันซึ่งเคยสดใสกลับทอแววอ้างว้างเมื่อเหม่อมองออกไปยังข้างนอก ชายหนุ่มกำหมัดแน่น พร้อมกับถอยหลังออกมาเงียบๆ ก่อนจะตรงไปที่ห้องควบคุมมอนิเตอร์
เควินรับฟังรายงานจากร็อบ คิ้วเข้มขมวดอย่างครุ่นคิดวันนี้เขาไปพบตำรวจเจ้าของคดีมามีรายงานแปลกๆ และน่าสนใจ จากการที่คุ้นเคยกับนิสัยยัสฟาร์มานาน เควินกำลังสงสัยในสถานการณ์นี้ และถ้ามันเป็นอย่างที่คิด ไรน์ก็ตกอยู่ในอันตรายมากกว่าที่เขาคาดไว้
เควินนั่งฟังร็อบเล่าเรื่องโดยละเอียด แล้วก็ฉุกใจคิด พระช่วย! ถ้าอย่างนั้น..........
ชายหนุ่มดูนาฬิกาแล้วคว้าโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าคีธยังประชุมไม่เสร็จเขาถอนใจอย่างโล่งอกพร้อมกับสั่งลูกน้องให้ตรวจสอบตามจุดที่เขาสงสัย เควินสั่งงานอย่างรอบคอบก่อนจะวางหูลง
ดูกันซิว่าคราวนี้สัญชาติญาณของเขาจะถูกหรือไม่!
c c c c c c
“คีธ ผมมีเรื่องจะคุยด้วยครับ” เควินกล่าวหลังอาหารมื้อเย็นเสร็จสิ้น ไรน์เหลือบตามองก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นแต่เควินพูดขัดเสียก่อน
“ไรน์คุณอยู่ด้วย เรื่องนี้มันเกี่ยวกับคุณโดยตรง”
“มีอะไรหรือเควิน?” คีธถามเมื่อเห็นไรน์ทรุดนั่งลงตามเดิม
“วันนี้รถคุณถูกลอบวางระเบิดตอนจอดอยู่ที่บริษัท คนของผมตรวจสอบพบก่อนที่คุณจะประชุมเสร็จ”
คีธนิ่งงันไปอย่างคาดไม่ถึง ขณะที่ไรน์ตาเบิกกว้างหันไปมองบิดาอย่างตกใจก่อนที่จะลุกขึ้นตรงเข้าไปกอดคีธไว้แน่น คีธลูบไหล่บุตรชายอย่างปลอบประโลม
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง?” คีธถามเสียงเครียด
“ที่บริษัทการรักษาความปลอดภัยของยามยังไม่เข้มงวดพอ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปถึงตัวคุณได้ง่าย” เควินสรุป
“ทำไมล่ะ? ไหนคุณคิดว่ามันต้องการฆ่าผมไงล่ะทำไมมันถึงจะทำร้ายพ่อด้วย” ไรน์พึมพำแววตาหวาดหวั่นเมื่อหันไปมองคีธ หากเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ.....ไม่! ไรน์สั่นศีรษะอย่างไม่ยอมรับ
“นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะพูด กรณีนี้มีทางเป็นได้สองอย่าง กรณีแรกมันอาจต้องการลงมือกับพ่อของคุณเพื่อแก้แค้น แต่อีกกรณีหนึ่งคือมันต้องรู้ว่าวันนี้คุณจะไปกับพ่อของคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณเปลี่ยนใจไม่ไปในนาทีสุดท้าย”
“มีแต่คนที่นี่ที่รู้ว่าผมจะไปกับพ่อ” ไรน์พูดอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีอำพันทอแววไม่แน่ใจ
“หมายความว่า...” คีธอุทาน
“ใช่ครับ ถ้าเป็นกรณีที่สองอาจมีคนส่งข่าวให้พวกมันรู้ในตอนแรก แต่พอไรน์เปลี่ยนใจคนส่งข่าวอาจไม่รู้หรือส่งข่าวอีกไม่ทัน ทำให้คนวางระเบิดไม่รู้ว่าไรน์เปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว”
“แต่ใครเป็นคนส่งข่าวล่ะ” คีธกังวลโอบไรน์ไว้แน่น ก้มมองร่างบางที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ คนใกล้ตัวเขาหรือ? ร่างบางรู้สึกเย็นยะเยือก ที่บ้านไม่มีคนงานใหม่เลยและทุกคนก็คุ้นเคยจนเขาไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนร้ายที่ปองร้ายเขา
“นี่เป็นเพียงข้อสงสัยนะครับ”
“แต่ที่คุณพูดออกมานี่แสดงว่าคุณค่อนข้างแน่ใจในข้อสันนิษฐานของคุณ ไม่ใช่หรือ? ” คีธกังวล
“ข้อสันนิษฐานก็คือข้อสันนิษฐานครับ แต่ผมก็ต้องป้องกันไว้ก่อน งานนี้ผมไม่ต้องการให้มีจุดอ่อนที่ไหน เพราะถ้าเป็นอย่างผมคาดไว้มันคงรู้เหตุการณ์ต่างๆในบ้านไปไม่น้อยแล้ว และข้อสำคัญถ้ายัสฟาร์รู้ว่าเป็นผมที่เข้าไปช่วยไรน์มันคงจะทำงานรอบคอบและรุนแรงขึ้น” ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังใบหน้างดงามซีดเผือดของไรน์
“คุณจะทำยังไง”
“ผมต้องการพาไรน์หลบไปพักที่อื่น ในระหว่างที่ผมตรวจสอบคนของที่นี่ เพราะที่บ้านนี้คนรับใช้มากเกินไปอาจต้องใช้เวลา” คีธนิ่งคิดนานก่อนจะตัดสินใจ
“ตกลง แต่ผมอยากถามความเห็นของโรเจอร์ก่อน”
“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัว” เควินลุกขึ้นก่อนจะเหลือบตามองไปที่ไรน์ ซึ่งนั่งซุกตัวอยู่ข้างบิดา มือที่ประสานกันอยู่เกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ไรน์เงยหน้าสบตาเขาดวงตาสีทองทอแววหวั่นไหวเหมือนจะพูดอะไรแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
เควินหันกายเดินออกไปเงียบๆ
c c c c c c
เควินขมวดคิ้วเมื่อเหลือบไปดูห้องตรงข้ามที่อยู่คนละปีกตึก แล้วยังเห็นว่าเปิดไฟสว่างอยู่ ไรน์เป็นอะไรไป ทำไมยังไม่หลับอีกเลยเวลาปกติมาตั้งนานแล้วนี่นา เควินรู้เพราะเขาจะคอยนั่งมองห้องที่ปีกตึกฝั่งตรงข้ามมาตลอด
เควินเคาะประตูเบาๆ เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องของไรน์ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา ด้วยความใจร้อนชายหนุ่มจึงตัดสินใจใช้มาสเตอร์คีย์ซึ่งมีอยู่เปิดเข้าไปทันที เมื่อกวาดสายตาไปรอบห้องก็ถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นไรน์นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง ร่างสูงยืนมองด้วยสายตาอาวรณ์ชั่วครู่ ขณะจะหมุนตัวกลับออกไปก็ชะงักได้ยินเสียงครางเบาๆ เควินขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างบางเริ่มกระสับกระส่าย เสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอเหมือนกำลังฝันร้าย ชายหนุ่มคุกเข่าลงบนเตียงอย่างกังวล
นี่ไรน์ยังไม่เลิกฝันร้ายอีกหรือ?
หัวใจไรน์เต้นระรัวด้วยความกลัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน เสียงสั่งตะโกนให้ค้นหาเขาดังลั่นจนทำให้ไรน์ซุกตัวลงไปใต้พุ่มไม้มากกว่าเดิน แล้วร่างบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมีเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าไรน์ขยับถอนหนีแต่แล้วเสียงหัวเราะก็ดั่งลั่นขึ้นก่อนมือหนาหนักจะเอื้อมมาคว้าจิกผมเขากระชากขึ้น
“ไม่!! อย่า..... ช่วยด้วย อย่า….”
“ไรน์ตื่น! ตื่น! คุณแค่ฝันร้ายเท่านั้น” เควินเขย่าตัวเบาๆ
“ไรน์ ตื่น!”
“ไม่! ปล่อยผม ปล่อยยย!!...” ไรน์กรีดร้องลั่นผวาลืมตาทันที เควินโอบกอดไรน์ไว้แน่นก่อนกระซิบปลอบโยน ตอนแรกไรน์ยังแยกไม่ออกร่างบางยังพยายามดิ้นหนีอ้อมแขนแข็งแรงนั่น
“ไรน์! ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร มันแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
คำพูดนุ่มนวล ปลอบโยนค่อยแทรกผ่านหูเข้าไป ไรน์เงยหน้ามองพอเห็นว่าเป็นเควิน ไรน์ก็สะอื้นมือเล็กกำปกเสื้อชายหนุ่มไว้แน่น
“เควิน! เควิน! เควิน!” ไรน์พึมพำเหมือนชื่อชายหนุ่มจะเป็นมนต์วิเศษที่คอยขับไล่สิ่งน่ากลัว เควินเลื่อนตัวไปนั่งพิงหัวเตียง แล้วกอดไรน์ไว้แนบอก
“ไม่เป็นไร ไรน์” ชายหนุ่มกระซิบปลอบโยน เควินรู้สึกเจ็บปวดกับแววตาที่เหมือนกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บของไรน์ ร่างนี้บอบบางจนเกินจะรับอะไรที่รุนแรงกว่านี้ได้อีกแล้ว ไรน์พยายามสูดลมหายใจระงับอาการสั่นสะท้าน เควินมองอาการนั้นก่อนจะถาม
“คุณฝันร้ายอย่างนี้บ่อยหรือ” ไรน์เมินหน้าไม่สบตาก่อนส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ไม่”
“ไม่น่ะแค่ไหน?” เควินคาดคั้นมองตาสวยคู่นั้นอย่างพิจารณา ไรน์จึงถอนใจก่อนตอบ
“ถึงยังไงก็ไม่เกี่ยวกับคุณนะครับ เควิน แล้วนี่คุณเข้ามาที่ห้องผมได้ยังไง?” เควินยังมองไรน์อย่างกังวล แต่ก็ยอมรับการเปลี่ยนเรื่อง
“ผมเห็นไฟเปิดแล้วเรียกไม่มีเสียงตอบ ก็เลยใช้กุญแจเปิดเข้ามาดู”
“ถึงคุณจะเป็นบอดี้การ์ด แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์เข้าห้องผมตามใจชอบนะ” ไรน์หน้าบึ้ง แต่เควินยิ้มแล้วยักไหล่
“ก็เข้ามาแล้ว คุณนอนต่อดีกว่าผมจะอยู่เป็นเพื่อน” ชายหนุ่มเลื่อนตัวลงนอนแล้วรั้งตัวไรน์ลงมา ไรน์ขยับตัวหนีแต่มือของเควินก็รั้งไว้แน่น ในที่สุดเมื่อเห็นว่าค้านไปก็ไม่มีประโยชน์จึงยอมนอนนิ่งวางศีรษะลงกับอกกว้างนั้น ทั้งคู่เงียบไปเนิ่นนาน
“ผมไม่อยากหลับ ผมไม่อยากฝันร้ายอีก” ในที่สุดไรน์ก็พึมพำ เมื่อความง่วงเริ่มจู่โจมอีกครั้ง
“ผมจะอยู่กับคุณไรน์” เควินลูบเรือนผมนุ่มสวยอย่างปลอบโยน พร้อมกระซิบต่อเบาๆ
“ผมจะดูแลไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ เหมือนตอนที่เราอยู่ที่เซดาน”
“ใช่ ก็นี่มันเป็นงานของคุณนี่ครับ” ไรน์เอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา
แต่พอเสร็จงานคุณก็จะจากไปเช่นเดียวกับครั้งก่อน ผมเป็นแค่งานและภาระชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไรน์คิดต่อในใจอย่างเศร้าหมอง เควินเงียบไปเมื่อได้ยินความหมายที่แฝงอยู่ในข้อความนั้น ชายหนุ่มถอนใจ ถึงอย่างไรเขาไม่อาจแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วได้
แต่ตอนนี้เขาจะทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อไรน์เท่านั้นแต่เพื่อตนเองด้วย เพราะชีวิตของเขาคงเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นหากปราศจากไรน์ เพียงแต่เขาจะทำให้ไรน์ไว้ใจเขาอีกครั้งได้อย่างไร
“ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่งานหรอกไรน์ ผมจะอยู่เท่าที่คุณต้องการแม้งานจะเสร็จสิ้นลง ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
เควินก้มหน้าลงมองเมื่อไม่มีการโต้ตอบ แต่กลับพบว่าร่างบางพริ้มตาลงอย่างง่วงงุน เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ และหลับสนิทอย่างวางใจในอ้อมแขนของเขา
c c c c c c
ไรน์ลืมตาขึ้นแล้วก็กระพริบตาเมื่อจำเหตุการณ์ของเมื่อคืนได้ ร่างบางค่อยๆเอียงศีรษะเล็กน้อยมองร่างใหญ่ที่นอนเบียดแถมแขนหนักๆของชายหนุ่มยังพาดมาบนตัว แสงโคมไฟสีเหลืองนวลที่หัวเตียง ทำให้มองเห็นใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้จนเห็นแพขนตาหนาปิดสนิท
ไรน์กำลังนึกถึงประโยคสุดท้ายที่กระซิบเบาริมหูเขาก่อนจะเข้าสู่นิทรา แววตาของไรน์สับสนและไม่แน่ใจ เขาคงไม่ฝันไปหรอกนะ เควินบอกจะไม่ไปไหนอีกแล้วจริงหรือ แต่ถึงอย่างไรคำพูดนั้นก็ทำให้เขาหลับสนิทได้ตลอดคืนเป็นครั้งแรก นับจากพ้นนรกแห่งเซดานนั้นมา
เพราะอะไร? ทำไมเควินถึงพูดอย่างนั้น?
ไรน์สูดลมหายใจลึกรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อรู้ตัวว่าเขาอยากจะเชื่อคำพูดนั้นเหลือเกิน
เควินลืมตาทันทีที่ไรน์ขยับ ชายหนุ่มเหลือบดูนาฬิกาพรายน้ำที่หัวเตียงพึ่งจะ 5.00 น.เท่านั้น เควินจึงก้มลงสบตาสีอำพันที่กำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง มือใหญ่แตะต้องใบหน้าเรียวอย่างแผ่วเบา ไล้มาที่ริมฝีปากเล็กบางก่อนจะค่อยโน้มศีรษะเข้ามาใกล้
ไรน์ถอนใจอย่างแผ่วเบาเมื่อเผยอริมฝีปากรับจุมพิตของเควิน ร่างสูงครางอย่างแปลกใจระคนพอใจเมื่อไม่มีอาการต่อต้านจากไรน์ ร่างบางสบตาสีน้ำเงินเข้มมั่นคงคู่นั้น คิดถึงสัญญาเมื่อคืนแล้วก็คลี่ยิ้มอย่างลังเล แขนเรียวค่อยยกโอบรอบคอชายหนุ่มปลายนิ้วแทรกไปที่เรือนผมสีเงิน ปลายลิ้นนุ่มโต้ตอบอย่างอ่อนหวานทำให้เควินถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความรู้สึกปิติ หัวใจชายหนุ่มล้นปรี่ด้วยความรัก พลิกตัวทาบทับร่างบางทันที
“ไรน์....” เควินเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แต่ไรน์ยกนิ้วเรียวขึ้นปิดริมฝีปาก
‘ไม่ ตอนนี้เขายังไม่อยากคิดอะไร เขาจะรับในสิ่งที่เควินให้ได้ในตอนนี้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา อย่างน้อยช่วงเวลาที่เหลืออยู่เขาก็ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้’
เควินขบกัดปลายนิ้วนั้นเบาๆ ไล้ปลายลิ้นเลีย ไรน์กระตุกนิ้วกลับทันทีใบหน้าแดงเรื่อเมื่อสบสายตาปรารถนาของชายหนุ่ม เควินดึงร่างบางลุกนั่ง ริมฝีปากยังจุมพิตแลกปลายลิ้นกับไรน์ ขณะที่ลงมือถอดเสื้อผ้าของตนเองและร่างบางอย่างชำนาญ
เมื่อทั้งคู่ต่างเปลือยเปล่า เควินยกร่างบางขึ้นนั่งตัก ไรน์หน้าแดงก่ำเมื่อแยกต้นขาเรียวออกพันรอบเอวชายหนุ่ม ร่างบางเงยหน้าเมื่อเควินพรมจุมพิตที่ลำคอระหง มือเล็กวางบนบ่าของเควิน ร่างบอบบางนุ่มละมุนแนบชิดกับอกกว้าง มือใหญ่โลมไล้ทั่วร่างกระตุ้นจนอารมณ์ตื่นเพริด
“อื้อ...” ไรน์คราง เมื่อเควินขบย้ำลงไหล่ลาดอย่างมันเขี้ยวเบาๆ นิ้วแข็งแรงไล้แผ่นหลังนวลก่อนจะเลื่อนมาที่สะโพกบางค่อยแทรกนิ้วเข้าไปช่องทางคับแคบนุ่มนวล กล้ามเนื้อส่วนนั้นกระชับรอบนิ้วเขาทันที
“อา..เค..วิน....” ไรน์ครางเมื่อนิ้วเรียวยาวนั้นเริ่มขยับเข้าออก และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสองนิ้ว ร่างบางขยับตัวเสียดสีกับแผ่นอกกว้าง มือเล็กไล้บางเบาที่ต้นคอแข็งแรงก่อนจะเสยไปที่เรือนผม พร้อมกับเงยหน้ารับจุมพิตที่หนักหน่วงและเรียกร้องจากชายหนุ่มจนไรน์แทบจะขาดใจ
เควินครางเมื่อส่วนสำคัญของเขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม ชายหนุ่มถอนนิ้วออกแล้วยกเอวไรน์ขึ้น ไรน์สูดลมหายใจลึกเมื่อค่อยๆ รับเอาความแข็งแกร่งของชายหนุ่มเข้าไปในตัวจนตึงแน่นไปหมด ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบระคนเสียวซ่านที่ต้นขา ดวงตาทั้งคู่สบกันขณะที่ร่างกายท่อนล่างเริ่มสอดประสานตามจังหวะรักที่ร้อนแรง ร่างกายชื้นเหงื่อเสียดสีกัน กลิ่นไอรักผสมกับกลิ่นหอมละมุนจากร่างบาง ยิ่งทำให้เควินไร้ซึ่งการควบคุม เร่งจังหวะหนักหน่วงขึ้น
“อ๊ะ...อ๊าา....” ไรน์จิกมือแน่นและซบหน้ากับไหล่กว้าง จังหวะรุนแรงทำให้ความอดทนสิ้นสุดลง ฟันซี่เล็กขบกัดลงที่บ่าของชายหนุ่มอย่างรุนแรงเมื่อร่างกายแอ่นกระตุกหลั่งรินของเหลวร้อนผ่าวออกมาจนเปรอะเปื้อนหน้าอกของทั้งคู่
เควินเจ็บแปลบที่ไหล่เล็กน้อย แต่การบีบรัดของไรน์ทำให้ความสุขสมระเบิดรุนแรง เขากดเอวบางลงฝังตัวแน่นหลั่งรินออกมามากมายเช่นกัน ไรน์หอบหายใจซบร่างกับร่างแกร่งอย่างหมดแรง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจุมพิตและไล้ปลายลิ้นไปที่รอยฟันของตนที่ฝากไว้บนไหล่ของเควินอย่างเขินอายกับอารมณ์ที่รุนแรงของตน
จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เควินค่อยยกร่างอ่อนปวกเปียกของไรน์ขึ้นวางลงลงบนเตียง คลี่ผ้าห่มให้อย่างนุ่มนวล ร่างสูงก้มลงจุมพิตริมฝีปากบางเบาๆ ก่อนจะตัดใจอย่างยากเย็น แล้วลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
“เควิน” ไรน์ปรือตามองแล้วพึมพำเรียกเบาๆ เมื่อรู้สึกว่างเปล่าขึ้นวูบ
“ผมต้องออกไปดูความเรียบร้อยก่อน ไม่งั้นลูกน้องตามหาแน่เลย” เควินก้มลงแตะริมฝีปากที่หน้าผากก่อนออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไรน์ยิ้มก่อนจะหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย
c c c c c c
ไรน์อิงตัวแนบร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ มือแข็งแรงโอบรอบร่างละมุนนั้นให้เข้ามาใกล้ขณะทอดสายตามองออกไปยังสนามหญ้าด้านนอก ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็นแม้จะเป็นเวลาสายมากจนดวงตะวันเริ่มทอแสงจ้าแล้ว ไรน์ถอนใจบางเบายกมือกอดอกเมื่อรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา จนเควินต้องก้มลงมองร่างในอ้อมแขนเมื่อรู้สึกปฏิกิริยานั้น
“หนาวหรือไรน์ ปิดหน้าต่างดีไหม”
“ไม่ แค่กอดผมไว้ก็พอเควิน” ไรน์ตอบเบาๆ เควินจึงกระชับร่างนั้นแน่นเข้า เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างอาทร
“เป็นอะไรไป ไรน์” ไรน์สั่นหน้าไม่ตอบ แต่ปลายนิ้วแข็งแรงเชยหน้าที่อิงอยู่กับไหล่ขึ้น ดวงตาคมมองสบตาสีอำพันที่มีแววหวั่นไหวนั้นอย่างเข้าใจ
เมื่อมีเวลาคิดร่างบางจึงเกิดไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตนเอง การที่เขาตัดสินใจเมื่อคืนนี้ เป็นเพราะอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวหรือเป็นเพราะความต้องการที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจของตนเองกันแน่นะ ไรน์ไม่กล้าหาคำตอบ
“ไรน์ ผมจะไม่ทำให้คุณเสียใจอีกเป็นครั้งที่สอง ผมสัญญา”
ดวงตางดงามคู่นั้นรื้นน้ำตาวูบหนึ่งก่อนจะกระพริบถี่ๆ ริมฝีปากแดงเรื่อสั่นระริกขณะพยายามคลี่ยิ้ม ซุกร่างเข้าหาอ้อมอกกว้างปัดความคิดลังเลทิ้งไป
c c c c c c
เควินตรวจสอบรอบบริเวณบ้านอย่างรอบคอบก่อนที่จะออกเดินทาง แต่ก็พบว่าไม่จำเป็นต้องสั่งการอะไรเพิ่มเติมอีก ร็อบทำงานกับเขามานานพอที่จะรู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป และหากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้ เรื่องนี้คงจะจบในอีกไม่นาน
“ระวังตัวนะไรน์” คีธกอดบุตรชายไว้แน่นอย่างกังวล ก่อนหันมามองเควิน
“ฝากด้วยนะเควินดูแลไรน์ให้ดี ในเมื่อโรเจอร์เห็นชอบและไว้ใจแผนนี้มากผมก็ไม่มีอะไรจะขัด” คีธกังวลมากที่จะปล่อยให้ไรน์ไปกับเควินโดยไม่มีเขาไปด้วย
“แน่นอนครับ และผมจะดูแลไรน์ด้วยชีวิต” เควินสบตาของคีธอย่างเปิดเผย ชายหนุ่มมั่นใจในความรู้สึกของตนเองอย่างยิ่ง
“ผมคงไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ ผมเป็นห่วงพ่อมากกว่าถ้าเป็นอย่างที่เควินคิด พ่ออยู่ใกล้พวกมันมากกว่าผมอีก”
“ไม่ต้องห่วงไรน์ ผมทิ้งคนไว้ที่นี่มากพอ คิดว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก” เควินปลอบร่างเล็กที่ยังมีท่าทางพะว้าพะวงด้วยความห่วงบิดา คีธถอนใจเมื่อเห็นแววตาบุตรชายที่มองเควินอย่างไว้วางใจ ช่วงหลายวันมานี้ไรน์ดูสดชื่นและแจ่มใสขึ้น บรรยากาศขัดแย้งระหว่างไรน์กับเควินก็หายไป
ใจหนึ่งของคีธก็ดีใจที่ไรน์ดูมีความสุขขึ้นแต่อีกใจหนึ่งก็เป็นกังวล ในฐานะที่เป็นพ่อทำให้คีธออกจะทำใจให้ยอมรับยากอยู่สักหน่อย คีธถอนใจอีกครั้งเมื่อก้มลงจุมพิตหน้าผากไรน์
“เอาล่ะ เดินทางได้แล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวจะสายไป”
“ครับ”
กริ๊งงงง!!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังจะออกจากห้อง
“คุณเควินคะ มีโทรศัพท์ของคุณค่ะ” เสียงแม่บ้านที่เดินไปรับโทรศัพท์ ขัดจังหวะขึ้น เควินหันมาส่ายหน้าเหมือนจะไม่รับแต่ก็เปลี่ยนใจถามกลับ
“ใคร?”
“คุณเจสซิกาค่ะ” เควินชะงักหันไปมองไรน์อย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอย่างกังวลเมื่อเห็นไรน์เมินหน้าไปอีกทาง
“ไรน์.......” มือแข็งแรงรั้งต้นแขนเล็กไว้เมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะปลีกตัวออกไป
“ผมจะไปรอที่รถ คุณคุยตามสบายเถอะครับ” ไรน์เอ่ยเบาๆ โดยไม่มองหน้า เควินมองตามเงาหลังของร่างบางที่เดินลับหายไป แล้วก็สบถในใจเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปรับโทรศัพท์
“เควินพูด มีอะไรด่วนหรือเปล่าเจสซิกา....”
ไรน์เดินออกมาที่ระเบียงหน้าบ้าน เกลียดความรู้สึกของตนเองเหลือเกิน ความหวั่นกลัวปนหวาดระแวง ช่างเป็นความรู้สึกที่เจ็บแปลบและร้อนรนอย่างยากที่จะอธิบาย ร่างบางมัวแต่ครุ่นคิดจนไม่ทันสังเกตอะไร ทำให้สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก
“ไรน์! ไรน์! เป็นอะไร?” ไรน์เงยหน้าขึ้นกระพริบตาอย่างงงๆ เมื่อมองไปที่รถของแซคที่เลี้ยวปราดเข้ามาจอดเทียบจนแทบจะถึงตัวอยู่แล้ว
“แซค”
“ใช่ เรียกหลายครั้งแล้ว เหม่อจนจะเดินชนรถ”
“ไม่..ไม่มีอะไร นายมาทำอะไร”
“อ้าว! ก็เมื่อวานตอนที่คุยกันนายบอกว่าจะไม่อยู่หลายวัน ฉันก็เลยมาส่งทำไมไปกะทันหันอย่างนี้ล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
ไรน์นิ่งไปชั่วครู่ มือเล็กก็ลากมือแซคออกไปที่สวน ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดเพราะไม่สามารถปิดบังเพื่อนสนิทต่อไปได้ แซคอึ้งเมื่อฟังจบร่างสูงหันมาจับไหล่ไรน์ไว้ดวงตามีแววเป็นห่วง
“เรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกแต่แรก”
“พ่อกับโรเจอร์ไม่อยากให้เป็นข่าว ฉันเองก็ไม่อยากให้นายพลอยยุ่งไปด้วย”
“แล้วนี่เขาจะพานายไปที่ไหน”
“เควินยังไม่ได้บอกเลย”
“แล้วไม่มีใครรู้เลยหรือ ฉันเป็นห่วงนายนะไรน์” แซคกอดร่างบางตรงหน้าไว้ ไรน์รู้ดีถึงความเป็นห่วงของเพื่อนจึงเอียงศีรษะกับไหล่กว้างก่อนจะพูด
“ขอบคุณนะแซค นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน” ไรน์เงยหน้าขึ้นแล้วก็เห็นแววสลดวูบในดวงตาของแซค
“แค่เพื่อนเท่านั้นหรือไรน์ นายไม่เคยรู้ความรู้สึกแท้จริงของฉันเลยหรือไรน์” แซคถามอย่างเจ็บปวด ด้วยคำพูดที่ทำให้ไรน์นิ่งขึงอย่างตกใจเมื่อรู้ถึงความหมายที่แฝงอยู่นั้น
“แซค...” ไรน์ครางออกมาอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นสีหน้าแซค ร่างบางนิ่งตะลึงอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร แซคเป็นเพื่อนสนิทของเขามานาน จนเขาไม่เคยคิดอะไรเกินกว่านี้เลย แซคเห็นสีหน้าลำบากใจของไรน์จึงลดมือลงอย่างผิดหวังก่อนจะฝืนยิ้ม
“ไม่เป็นไร ไรน์อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ถึงอย่างไงฉันก็ยังดีใจที่ได้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนาย”
“แซค..ขอโทษ” ไรน์โอบแขนรอบร่างสูงแน่น
“ขอโทษ ที่ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของนายเลย” แซคจุมพิตที่เรือนผมนุ่มสวย ก่อนจะดันร่างบางออกช้าๆ กลัวเหลือเกินว่าตนเองจะอดใจไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเขาที่ใครๆก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ นั่นก็อาจจะเพียงพอ แซคคิดอย่างเศร้าหมอง
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดนายสักหน่อย” ทำให้ไรน์ยิ้มออกมาได้
แซคโอบแขนรอบไหล่เล็กเดินกลับไปที่รถช้าๆ แล้วก็ชะงักเมื่อสบตาร่างสูงที่ยืนกอดอกอยู่ข้างรถ แม้หน้าตาของชายหนุ่มจะเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ แต่ดวงตาที่มองมายังเขากลับทอแววโกรธเกรี้ยวราวกับภูเขาไฟรอเวลาระเบิด แซคคิดในใจขณะทักเควิน
“สวัสดีครับ” เควินก้มศีรษะรับอย่างเย็นชาแล้วหันมาบอกไรน์
“ใกล้ถึงเวลาเดินทางแล้วไรน์” ไรน์จึงหันไปลาแซค
“ไปก่อนนะแซค ขอบคุณที่มาส่ง”
“โชคดีนะไรน์”
เควินก้าวขึ้นรถพร้อมกับปิดกระจกที่กั้นระหว่างผู้โดยสารกับคนขับขึ้น ชายหนุ่มเอนพิงเบาะรถหันไปมองไรน์ที่ยังคงเงียบกริบอยู่แม้จะออกเดินทางไปได้สักพัก ถอนใจอย่างหงุดหงิดเมื่อไรน์ทำเหมือนไม่สนใจเขา เมื่อครู่นี้เขามองเห็นภาพคนทั้งคู่ยืนคุยกันในสวน ตอนที่แซคกอดร่างบางในสวน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออยากเข้าไปกระชากเจ้าหนุ่มนั่นออกแล้วโยนไปให้พ้นจากไรน์ ให้ไปไกลๆ เลยยิ่งดี
แต่สำหรับไรน์เองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเควิน ไรน์แอบมองหน้าเคร่งขรึมนั้นแล้วก็น้อยใจ ‘หึ พอรับโทรศัพท์จากเจสซิกา เควินก็มานั่งทำหน้าเคร่งใส่เขา’
ไรน์นิ่งเงียบยกมือกอดอกพิงศีรษะกับพนักพิงแล้วหลับตาลง แต่แล้วก็สะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมือแข็งแรงกระชากเข้าไปชิดอกกว้างนั้น
“เมื่อครู่ร่ำลาอะไรกับเจ้านั่น” เสียงถามแผ่วต่ำอย่างระงับอารมณ์ ทำให้ไรน์มองอย่างงุนงง ทำไมเขากลับเป็นฝ่ายถูกถามไปได้
“ไม่มีอะไรนี่ แค่ลากับธรรมดาเท่านั้น”
“แต่ผมเห็นคุณกับเขากอดกัน เพื่อนกันเขาทำกันอย่างนั้นด้วยหรือไง” ไรน์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินสำเนียงไม่เชื่อถือนั้น ทำไมเควินถึงใช้สำเนียงนั้นกับเขา ร่างบางคิดอย่างโกรธแกมน้อยใจ ทีเขายังไม่ถามอะไรเรื่องเจสซิกาเลย
“แล้วคุณล่ะคุยอะไรกับเจสซิกา” ไรน์ถามกลับเสียงเย็นชา ดวงตาสีอำพันจับจ้องที่ชายหนุ่ม เควินอึ้งไปนิดหนึ่งแต่นั่นก็เพียงพอที่ทำให้ไรน์เข้าใจผิด ร่างบางสะบัดตัวออกอย่างน้อยใจ
“เธอแค่โทรมาถามข่าวเหตุการณ์หลังจากงานวันเกิดคุณ”
“งั้นหรือ” สำเนียงนั้นมีแววไม่เชื่อถือก่อนจะพูดต่อ
“แต่ผมจำได้นะว่าคุณสนิทสนมกับเธอแค่ไหนในงานวันนั้น” เควินใจหายเมื่อเห็นแววตาของไรน์ จนกลับเป็นฝ่ายร้อนรนขึ้นมา
“ไรน์ ไปกันใหญ่แล้ว เรื่องระหว่างผมกับเจสซิกามันจบไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงโทรมาหาคุณ แล้วเธอยังรู้ด้วยว่าจะติดต่อคุณได้ที่ไหน” แววตาที่มองมาแฝงแววคลางแคลง
“ไรน์...” เควินพยายามประคองใบหน้างดงามให้หันมามองเขา แต่ก็ชะงักเมื่อไรน์เมินหน้าออกไปทางหน้าต่างรถเหม่อดูภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ในคืนวันนั้นผ่านวูบเข้ามา ร่างบางกำมือแน่นหายใจสะท้อนเมื่อตระหนักว่า ในตอนนั้นถ้าเขาไม่บาดเจ็บเควินคงจะไม่หันกลับมา และเรื่องทั้งหมดคงจะจบลงไปแล้ว
“เควิน ขอเวลาผมสักพักเถอะครับ ตอนนี้ผมสับสนเหลือเกินผมอยากมีเวลาคิดอีกสักพัก” ไรน์หลับตาลง ร่างบางขยับไปซุกตัวชิดประตูรถอีกด้านหนึ่ง การไปอยู่กับเควินเพียงลำพังตามแผนการเริ่มยากลำบากสำหรับไรน์
เควินกำมือแน่นเมื่อร่างบางถอยห่างออกไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นอีกครั้งบนความหวาดระแวงและยังเปราะบางเหลือเกิน ไรน์รักเขาเควินแน่ใจ แต่ไรน์ก็ยังระแวงเขา ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเมื่อรู้ว่าเขาต้องการทั้งหมดจากไรน์ เพียงแค่ความรักมันยังไม่เพียงพอ เควินต้องการความไว้วางใจเช่นเดียวกับวันแรกที่ไรน์มอบตัวให้เขาที่โรงแรม
ความไว้วางใจที่เขาได้ทำลายมันลงไป
TBC
หึ หึ เพียงแค่นัดเดียวก็ยั่วให้พวกมันเต้นได้แล้ว พวกมันไม่รู้หรือว่าฝีมืออย่างเขาถ้าต้องการให้ไอ้เด็กนั่นตาย ป่านนี้ก็ได้ฝังมันไปแล้ว เขาคงไม่ยิงมันแค่ไหล่หรอก แต่เขาต้องการให้พวกมันทรมานกับความกลัวที่จะสูญเสียคนที่พวกมันรัก การตามล่ามันช่างหอมหวาน โดยเฉพาะกับเหยื่อที่ได้รับการปกป้องอย่างดี เขาเห็นคน เห็นการคุ้มกัน แต่พวกมันไม่รู้ว่ายังมีจุดอ่อนอยู่ รอก่อน เขารอได้ เขาจะรอจนพวกมันล้า เบื่อหน่าย พอคิดว่าปลอดภัยแล้วเขาจึงจะลงมือ แล้วพวกมันจะรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้แค่นี้
*******************
“แซค” ไรน์ร้องทักเมื่อร่างเพื่อนสนิทกระโดดข้ามประตูรถสปอร์ตลงมา แซคเดินเข้ามาใกล้มองร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกคิดถึงตลอดเวลาหลายเดือนที่ไม่ได้เจอกัน พร้อมกับเอื้อมมือมาจับไหล่ไรน์ไว้แน่นจนร่างบางเผลอขมวดคิ้ว เมื่อรู้สึกเจ็บแผลที่เพิ่งจะตัดไหมไปได้ไม่นาน แต่รีบปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้แซคผิดสังเกต
“ไรน์ ไม่เจอกันหลายเดือน นายนี่ไม่โตขึ้นเลยนะ” สายตาลึกซึ้งกวาดทั่วร่างบางอย่างคิดถึง
“ใครจะเหมือนนายโตได้โตเอา อ้อ!…สุขสันต์วันเกิดนะแซค” ไรน์ตอบ
“ขอบใจมาก นายด้วยนะถึงวันเกิดของนายจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ ขอโทษที่มาร่วมฉลองด้วยไม่ได้”
“ไม่เป็นไร เราฉลองพร้อมกันวันนี้เลยก็ได้” ไรน์หัวเราะ อารมณ์ค่อยสดใสขึ้นมาบ้างเมื่อได้เจอแซค เพราะนับรวมๆแล้วเขาไม่เจอกับแซคมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งพอดีกับเป็นช่วงที่แซคเข้าค่ายคัดตัวนักกีฬาอาชีพ เขาจึงไม่ต้องอธิบายกับแซคว่าเขาเองก็หายไปไหนมาตั้งหลายเดือนเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นออกไปกินข้าวข้างนอกนะ ฉันจะล้มทับนายให้แบนเลย”
“ก็ได้ แต่พักนี้ฉันไปข้างนอกตามลำพังไม่ได้ เดี๋ยวลองถามพ่อก่อน”
“ทำไมล่ะ พ่อนายไม่เคยเข้มงวดขนาดนี้นี่นา”
“เป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยน่ะ เรื่องยาวยังไม่อธิบายตอนนี้ได้หรือเปล่า?”
แซคก้มหน้ามองร่างเล็กตรงหน้าเขาแล้วก็พยักหน้า ด้วยฐานะของลูกชายของเจ้าพ่อบ่อน้ำมันอาจจะต้องระวังตัวไว้บ้าง เขาเข้าใจ เพียงแต่สงสัยว่าเมื่อก่อนไม่เห็นระวังเท่านี้เลย แซคคิดในใจแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป สำหรับเขาขอเพียงได้เจอไรน์ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
ไรน์ยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นอาการพยักหน้า เขาชอบแซคมากก็ตรงนี้ล่ะ เข้าใจอะไรง่าย ไม่ถามให้ลำบากใจ
“มาทางนี้เถอะ” ไรน์หมุนตัวเดินนำหน้า แต่แซคดึงมือบางไว้
“เดี๋ยวซิ ฉันมีของขวัญวันเกิดย้อนหลังมาให้ด้วยไม่เอาหรือไง” ไรน์หันกลับมาทันที
“เอาสิ ไม่เอาได้ไง ของขวัญจากนักกีฬาชื่อดังของมหาวิทยาลัยนี่นะ” ไรน์ยิ้ม
“ใครบอก นักบาสอาชีพของทีมฟีนิกซ์ ซัน ต่างหาก” แซคขัดขึ้นทันทีแววตาเป็นประกาย
“จริงเหรอ! นายได้รับคัดเลือกแล้วจริงเหรอ ดีใจด้วยนะแซค”
ไรน์มองร่างสูงของเพื่อนสนิทด้วยแววตายินดีและชื่นชม เขารู้ว่าแซครักกีฬาบาสมากพยายามฝึกซ้อมตั้งแต่ไฮสคูลจนเข้ามหาวิทยาลัย แล้วในที่สุดก็ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาอาชีพจนได้ แซคยิ้มก่อนล้วงกระเป๋าส่งของในมือให้ ไรน์หัวเราะเมื่อเห็นห่อกระดาษทิชชูยับๆนั่น เขาค่อยแกะดูแล้วก็เงยหน้ามองแซคอย่างขำๆ เมื่อพิจารณาของในมือ
“นี่ถ้านายอยู่ทีม ชิคาโก บูล ฉันคงจะได้รูปอะไรที่เกี่ยวกับเขาควายหรือเปล่า” แซคกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งมองร่างบางตรงหน้าอย่างเข่นเขี้ยว
“บ้าน่ะสิ! รู้มั้ยนกฟินิกซ์น่ะสวยมาก แล้วอีกข้อหนึ่งนะมันเป็นอมตะด้วย” ไรน์หน้าแดงเมื่อเห็นเพื่อนจ้องหน้า แซคจึงอดหัวเราะไม่ได้เพราะรู้ว่าไรน์จะเขินทุกครั้งที่มีคนชมว่าสวย
“ใส่เลยสิ ไรน์” แซคบอก ไรน์ไม่อยากขัดใจจึงยกสร้อยคอมีจี้เป็นรูปนกฟีนิกซ์ขึ้นมา แต่พอยกแขนไขว้ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ขวาวูบขึ้นมา ไรน์เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนส่งสร้อยให้แซค
“นายใส่ให้ฉันหน่อย ใส่เองไม่ถนัดเลย” แซคเอื้อมมือไปด้านหลังใส่ตะขอสร้อยให้ เขาก้มลงมองศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มสลวย ก้มลงเพียงนิดริมฝีปากก็แตะเรือนผม จมูกได้กลิ่นหอมกรุ่นจากร่างบางในอ้อมแขน จนแทบไม่อยากปล่อยมือ ไรน์เงยหน้าขึ้น
“ยังไม่เสร็จอีกหรือ”
“เสร็จแล้ว” แซคถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง มองสร้อยที่ทาบบนลำคอระหงอย่างพอใจ จับมือเล็กไว้ก่อนพูดต่อ
“เอาละทีนี้นายจะเลี้ยงอะไรในวันเกิดฉัน” ไรน์หัวเราะพึมพำล้อเบาๆ
“เห็นแก่กิน” แซคจับจมูกเชิดของไรน์เป็นเชิงเตือน แล้วกลับเป็นฝ่ายลากไรน์เข้าบ้านแทน
c c c c c c
กึก! เสียงวางแก้วกาแฟลงอย่างแรง คนในห้องสะดุ้งเงยหน้าจากการควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เหลือบตามองหน้าของเจ้านายที่ตอนนี้ทำยังกับพายุกำลังจะเข้า ทำให้ลูกน้องต่างต้องระวังตัวแจเพราะไม่มีใครอยากเจอเจ้านายตอนอารมณ์เสียเท่าไหร่
โดยเฉพาะไม่รู้ว่าเสียด้วยเรื่องอะไรนี่สิ ระวังตัวไม่ถูกเลย
เควินมองดูจอภาพที่ถ่ายมาจากกล้องบริเวณประตูหน้า แล้วทรุดตัวลงนั่งตาจ้องเขม็งกำหมัดแน่น เมื่อรู้สึกถึงความสนิทสนมของคนในภาพมอนิเตอร์ ชายหนุ่มตกใจเมื่อความรู้สึกหวงแหนพุ่งวูบขึ้นมาราวกับปรอทถูกจุ่มลงไปในน้ำเดือด เขาเคยคิดได้อย่างไรว่าจะปล่อยมือจากไรน์ไป เพราะวันนี้แค่มองเห็นภาพไรน์สนิทสนมกับคนอื่นแค่นี้เขายังแทบทนไม่ได้ แล้วเมื่อนึกภาพที่คนอื่นจะเข้ามาแทนที่เขา สัมผัสไรน์อย่างที่เขาเคยสัมผัส โทสะก็ลุกโพลงขึ้นทันที
หลังจากที่พบกัน ชายหนุ่มยังไม่มีโอกาสได้คุยกับไรน์เป็นการส่วนตัวเลย ร่างบางเมินเฉยและถอยห่างจากเขาอย่างเห็นได้ชัด เขาจะทำอย่างไรดีถึงจะอธิบายให้ไรน์เข้าใจได้ เควินถอนใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะเดินออกไป
“เจ้านายเป็นอะไร? ร็อบ” บอดี้การ์ดร่างใหญ่คนหนึ่ง หันมาถามเพื่อน
“ไม่รู้เหมือนกัน” ร็อบตอบเหมือนไม่สนใจแต่แววตาเป็นประกายยิ้มๆ ในกลุ่มนี้มีเขาคนเดียวที่เคยทำงานร่วมกับเควินตั้งแต่ชายหนุ่มออกจากกองทัพใหม่ๆ ร็อบจึงพอคาดเดาอารมณ์ของเจ้านายได้ ถ้าไม่เห็นกับตาเขาไม่มีวันเชื่อว่าเควินจะแสดงอารมณ์เช่นนี้ได้ เพราะถ้าเป็นงานแล้วเควินจะเยือกเย็นมาก เขาไม่เพียงจะเชี่ยวชาญในภาคสนามเท่านั้น แต่ยังรอบคอบและจับจุดสถานการณ์ต่างๆ ได้เร็ว ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเข้ามารับตำแหน่งในเดเวอโร ซีเคียวริตี้แทนคุณอเล็กซิสได้
ร็อบเหลือบมองภาพในมอนิเตอร์อีกครั้งแล้วคิดในใจ นี่แสดงว่าลูกค้าคนนี้ต้องสำคัญต่อเควินมากทีเดียว
“เรื่องของเจ้านาย อย่าสนใจเลย รีบๆ ทำงานเข้าเถอะ”
c c c c c c
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูเข้ามาเบาๆ ทำให้คนนี่นั่งสนทนาอยู่หันมาทั้งคู่ ไรน์นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเควิน ขณะที่แซ็คมองชายแปลกหน้าอย่างงงๆ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามายืนข้างหน้า สายตาคมดุมองท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ด้วยสีหน้าที่ควบคุมให้เรียบเฉย
“ไรน์ คีธบอกกับผมว่าคุณจะออกไปข้างนอก?”
“ใช่ครับ ผมจะออกไปกับแซ็ค มีปัญหาอะไรหรือ?” ไรน์ถามแบบไม่มองหน้า ทำให้เควินข่มความต้องการที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ร่างบางหันมาสนใจเขาลงไปอย่างยากเย็น
“ผมยังจัดระบบรักษาความปลอดภัยไม่เรียบร้อย คุณคงยังออกไปตอนนี้ไม่ได้” ไรน์หันมามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ก็ได้ครับ ผมจะยังไม่ออกไปถ้ามันทำให้คุณยุ่งยากเพิ่มขึ้น”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ไรน์” เควินค้านน้ำเสียงอ่อนลงเมื่อมองเห็นแววตาเย็นชาและหมางเมิน แต่ไรน์เบือนหน้าหนีไม่สบตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น
“ไม่เป็นไรหรอกครับเควิน แค่ที่ผ่านมาผมคงสร้างความลำบากและรำคาญให้คุณมากพออยู่แล้ว” ไรน์ตัดบทก่อนจะหันไปบอกแซ็ค
“ขอโทษนะแซ็ค ไว้วันหลังเราค่อยออกไปข้างนอกกัน วันนี้ฉันเลี้ยงนายที่บ้านนะ”
“ไม่มีปัญหา แม่บ้านนายทำอาหารอร่อยจะตาย” แซ็คพูดแกมหัวเราะเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ ที่ตนเองรู้สึกว่าเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่
เควินมองไรน์ที่ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน แล้วต้องพยายามระงับอารมณ์โทสะที่กรุ่นขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มเหลือบมองสร้อยคอรูปนกฟีนิกซ์ที่ทาบบนคอระหงแล้วหมุนตัวออกไปเงียบๆ
c c c c c c
แซ็คมองกระจกรถซึ่งสะท้อนภาพของไรน์ที่กำลังยืนโบกมือส่งเขา วันนี้เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของไรน์ ร่างบางแม้จะคุยสนุกสนาน และยิ้มร่าเริงแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงแววตา แซ็คกำพวงมาลัยรถแน่น เกิดอะไรขึ้นในระหว่างหลายเดือนที่ผ่านมานี่หรือ แล้วไหนจะบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างไรน์กับหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยคนนั้น
สายตาคมกริบของเควินที่มองตรงมายังเขา ทำให้แซ็ครู้สึกเย็นสันหลังวูบตามสัญชาติญาณของนักกีฬาชั้นดี แววตาที่ประเมินและพิจารณานั้นนิ่งจนเขาอ่านไม่ออก ขณะเดียวกันกลับทอประกายประหลาดเมื่อมองไปที่ไรน์อย่างระแวดระวัง เหมือนกับหวงแหนและเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างเปิดเผย
ไรน์กับเควินต้องมีอะไรที่มากกว่าเรื่องรักษาความปลอดภัยแน่ แซ็คคิดแล้วรู้สึกใจหายเมื่อหวาดระแวงว่าตนเองกำลังจะสูญเสียไรน์ไปให้กับผู้ชายร่างสูงและอันตรายคนนั้น
ตลอดเวลาเขาคอยระวังดูแลและกันไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่งกับไรน์ แต่เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ชายด้วยกันและไรน์เองก็ไม่เคยแสดงท่าทีอะไร ทำให้เขาลังเลที่จะเปิดเผยความรู้สึกเพราะกลัวไรน์จะรังเกียจและสูญเสียแม้กระทั่งความเป็นเพื่อน แซ็คคิดอย่างเสียใจเมื่อคิดว่าเพราะความลังเลนี้เองกำลังจะทำให้เขาเสียไรน์ไป เขารู้ว่าเขาไม่สามารถเทียบกับเควินได้เลยทั้งในเรื่องวัยและประสบการณ์
ไรน์มองตามรถของแซ็คก่อนจะหันกลับมา แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นร่างสูงยืนกอดอกมองอยู่ด้านหลัง ร่างบางถอนใจขณะจะเดินอ้อม แต่มือเล็กกลับถูกเควินคว้าไว้แน่น
“เควิน ปล่อยนะครับ” ไรน์พูดเสียงเย็นแล้วพยายามบิดข้อมือ
“ไม่ปล่อย เรามีเรื่องต้องคุยกันนะไรน์”
“แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้ว” ไรน์สะบัดข้อมือแรงอย่างลืมตัว แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบวูบขึ้นมาที่ไหล่จนหลุดปากอุทาน เควินเห็นดังนั้นจึงรีบคลายมือที่ยึดแน่นไว้ เปลี่ยนเป็นโอบแขนรอบร่างเล็กนั้นแทน
“ไรน์! เป็นไงบ้าง” เควินถามอย่างกังวล ไรน์เงยหน้ามองน้ำตาคลอวูบหนึ่งแล้วรีบกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้
“ปล่อยผมเควิน อย่าแตะต้องตัวผมอีก” ไรน์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเหินห่าง
“ไรน์ เลือกเอาจะคุยกัน หรือจะให้ผมจูบคุณตรงนี้ให้คนอื่นๆ ดู ให้พวกเขารู้ความสัมพันธ์ของเราเลยดีมั้ย” เควินพูดเสียงแข็งขึ้นมาบ้างเพราะยังโมโหกับท่าทางสนิทสนมของไรน์กับแซ็ค แล้วก็เหลือบตามองไปยังกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่หน้าประตูเป็นนัยๆ ไรน์มองตามแล้วรีบยกมือดันใบหน้าที่ก้มลงมาทันที
“ก็ได้” ไรน์เบือนหน้าหนีด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นมาเพราะถูกบังคับ แต่ก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ เควินจึงจับมือนั้นจูง
“งั้นก็มาทางนี้เถอะ” เควินลากร่างบางที่เดินตามมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ไรน์ขืนตัวเหมือนแมวเมื่อมาถึงหน้าห้องเควินซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ห้องในบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งกล้องไว้ แต่เมื่อสบตาๆ ดุ คู่นั้นจึงเดินเข้าไปอย่างอิดเอื้อน
แกร๊ก!!
เสียงปิดประตูตามหลังเบาๆ ทำให้ไรน์หันขวับกลับมา ดวงตาสีทองงดงามสบตาคมกริบของเควินอย่างเฉยเมย
“ไรน์ ผมต้องการพูดเรื่องของเรา.......” เควินเริ่มแต่ยังไม่ทันพูดต่อ ไรน์ก็ตัดบทขึ้นมาทันที
“ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้วครับ มันจบไปแล้ว คุณพูดถูกช่วงนั้นผมอ่อนแอต้องการพึ่งพาจึงทำให้สับสนไปบ้าง คุณไม่ต้องลำบากใจกับงานนี้ คุณทำหน้าที่ส่วนของคุณไปผมเองก็จะไม่รบกวนคุณให้มากกว่านี้”
ไรน์พูดเสียงเรียบแม้ในใจจะเจ็บปวด แต่เขาก็หยิ่งพอในเมื่อไม่สามารถได้หัวใจมา เขาก็ไม่ต้องการอะไรจากเควินอีก
“หมายความว่ายังไง? ไรน์” เควินถามเสียงเบาลง มองร่างของไรน์ด้วยแววตาอันตราย แต่ไรน์กลับยิ้มเย็นชา
“ผมหมายความตามที่พูดทุกคำ ผมให้ในสิ่งที่คุณต้องการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ คุณไม่ต้องกลัวว่าผมจะคอยพัวพันคุณอีกแล้ว ผมจะคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นตามที่คุณต้องการ” ประโยคสุดท้ายเท้าความถึงสิ่งที่เควินเคยพูด ร่างสูงชะงักแต่แรงโทสะที่พุ่งขึ้นทำให้มือใหญ่กระชากร่างบางเข้ามาจนชิดอกกว้าง เควินก้มศีรษะลงกระซิบเสียงต่ำ
“ไรน์ จริงๆแล้วสิ่งที่ผมต้องการคืออะไร คุณไม่เคยรู้หรอก” พูดจบเควินก็กดจุมพิตที่ริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วง ไม่สนกับอาการดิ้นรนของไรน์ ปลายนิ้วกดคางเล็กลงให้เผยอริมฝีปาก ไรน์ครางเบาๆ ด้วยความเจ็บ ทำให้ปลายลิ้นอุ่นร้อนฉวยโอกาสแทรกปลายลิ้นเข้าไปซอกซอนในโพรงปากนุ่มอย่างดุดัน
“นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ไรน์” เควินกระซิบชิดริมฝีปากบางก่อนจะย้ำจุมพิตลงมาอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มลดความรุนแรงลง ปลายลิ้นอุ่นร้อนเชยชิมความหวานอย่างดูดดื่ม
“อื้อ....” ไรน์พยายามขัดขืนด้วยอารมณ์โกรธ เควินเห็นเขาเป็นอะไร ที่ระบายอารมณ์อย่างนั้นหรือ?
ร่างเล็กพยายามดิ้นรนกำหมัดทุบไปที่อกกว้างแต่ร่างสูงไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือสอดไปใต้ชายเสื้อ และลูบไล้หน้าท้องก่อนจะวกมาที่แผ่นอกเรียบเนียน ปลายนิ้วขยี้ยอดอกจนเริ่มแข็งชัน
“อย่า!...ไม่นะ!” ครั้งนี้ไรน์รวบรวมกำลังผลักร่างสูงออกไปเต็มแรง แต่ก็เพียงทำให้เควินเซไปเล็กน้อย ใบหน้าของไรน์แดงก่ำ ริมฝีปากเผยอหอบหายใจน้อยๆ ชายเสื้อหลุดลุ่ยจากแรงทึ้ง
ไรน์ขยับถอยหมุนตัวหันหลัง แต่วิ่งออกไปได้เพียงก้าวเดียวมือแข็งแรงของเควินก็คว้าเอวเล็กไว้แน่น พร้อมแนบแผ่นอกกว้างเข้ากับแผ่นหลังบอบบาง ริมฝีปากฝังจุมพิตไปที่ต้นคอหนักๆ แล้ววกปลายลิ้นไปที่ใบหูเล็กไล้เลียขบกัดเบาๆ แล้วแหย่ปลายลิ้นเข้าไปจนไรน์รู้สึกวาบหวิวเข่าอ่อนวูบ
“อา..ไรน์” เควินพึมพำ ร่างอบอุ่นในอ้อมแขนและกลิ่นหอมจากเรือนผม กระตุ้นให้อารมณ์ทวีสูงขึ้น ความเป็นชายของเขาตึงแน่นด้วยความต้องการที่จะปลดปล่อย เควินขยับหน้าขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม มือกระตุกเสื้อเชิ้ตออกจากร่างบางอย่างใจร้อนจนกระดุมขาดกระเด็น แล้วลดปลายนิ้วเรียวลงไปรูดซิปดึงกางเกงของไรน์ลง
ไรน์สะท้านเฮือกครางเสียงแผ่ว แม้จะต่อต้านโดยพยายามนึกถึงความเสียใจในช่วงที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์อันจำกัดทำให้ไรน์ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ร่างบอบบางถูกกระตุ้นอารมณ์จนตื่นเพริดเมื่อมือแข็งแรงขยับเล้าโลมเขาอย่างชำนาญ ความเสียวซ่านพุ่งขึ้นจนตาพร่าพรายสะโพกกระตุกร่างแอ่นโค้ง ศีรษะเล็กแหงนไปด้านหลังอิงไหล่กว้างไว้ ปลายนิ้วเรียวเล็กเลื่อนมาจิกมือของเควินที่กำลังลูบไล้เขาไว้แน่น
เควินยิ้มอย่างพอใจเมื่อรู้สึกถึงการตอบสนอง มือขยับเร่งจังหวะขึ้นขณะที่ริมฝีปากขบย้ำไปทั่วต้นคอเล็กและไหล่ลาด ไรน์ถึงกับครางสะอื้นเป็นพักๆ ดวงตาหลับพริ้มหางตาปรากฏหยดน้ำใสกลิ้งตัวลงมาบนแก้มนวล จนในที่สุดก็ทนกับความเสียวซ่านที่ทวีขึ้นไว้ไม่ไหว
“อ๊ะ...เค....เควิน...” ไรน์กรีดร้องออกมาเมื่อความสุขระเบิดพร่างพรูหลั่งรินความร้อนผ่าวสู้อุ้งมือของชายหนุ่ม ร่างบางเข่าอ่อนทรุดลง หอบหายใจถี่เร็ว เควินจึงช้อนตัวขึ้นวางบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดึงเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ออกอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มยืนมองร่างเปลือยของไรน์ที่ขณะนี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพราย ร่างนี้งดงามอย่างที่เขาเคยสัมผัส ผิวกายเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ เควินค่อยๆ โน้มตัวลงจนลมหายใจร้อนผ่าวปะทะผิวหน้าของไรน์ สายตาชายหนุ่มเลื่อนลงมามองสร้อยคอเส้นบางรูปนกฟีนิกซ์ที่วางทาบกับลำคอระหง นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมมือไปปลดตะขอก่อนจะโยนไปไว้ที่หัวเตียงอย่างไม่สนใจนัก
“อย่าใส่มันให้ผมเห็นอีกเลยนะ ไรน์” เควินกระซิบชิดใบหูเล็ก ไรน์ปรือตาขึ้นมอง สายตานั้นเจ็บปวดและมีแววตัดพ้อต่อว่า แล้วก็ชะงักเมื่อเควินคล้องสร้อยอีกเส้นลงมาแทน ไรน์เอื้อมมือสัมผัสจี้รูปกางเขนอันเล็กแล้วสะอื้นออกมาเมื่อจำได้
“ผมเอามันมาคืนให้ตามสัญญาแล้วนะ”
ขณะร่างบางจะเอ่ยปากริมฝีปากนุ่มก็ถูกปิดอีกครั้ง จุมพิตคราวนี้แผ่วเบาอ่อนหวาน แล้วริมฝีปากนั้นก็เลื่อนลงมาที่ปลายคาง ลำคอ หน้าอก ทิ้งรอยร้อนผ่าวไว้ทั่ว ไรน์ถอนใจ ไร้ความสามารถในการต่อต้าน แขนขาไร้เรี่ยวแรง ในสมองว่างเปล่าไปหมดปล่อยให้ร่างสูงแนบตัวลงมาคลุกเคล้าความนุ่มละมุนราวกับผึ้งดูดชิมน้ำหวาน
เควินเองก็หายใจหนักๆ เมื่อความอดทนกำลังจะขาดสะบั้น มึนเมากับความอ่อนหวานจนแทบควบคุมไม่อยู่ ชายหนุ่มจับร่างบางพลิกคว่ำยกสะโพกบางให้อยู่ในท่าคุกเข่า แยกต้นขาขาวให้กางออก รูดซิปปลดปล่อยตนเองอย่างรีบร้อนแล้วจรดจ่อความแข็งแกร่งร้อนผ่าวไปยังช่องทางเล็กก่อนจะสอดแทรกอย่างช้าๆ ไรน์สะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงการสอดแทรกเข้ามาในตัว
“อื้อ...ไม่...เจ็บ...เควินได้โปรด...อย่า” ไรน์อุทานออกมาพยายามขยับหนีแต่เอวเล็กถูกจับไว้แน่น
“อึ๊...ไรน์ อย่าเกร็ง” เควินครางเสียงหอบๆ เมื่อกล้ามเนื้อนั้นรัดรึงรอบความแข็งแกร่งไว้ ร่างสูงสั่นสะท้านเมื่อความสุขสมพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเริ่มขยับเข้าออกช้าๆ
“อ๊ะ...เค..เควิน” ไรน์จิกผ้าปูแน่น พยายามแยกต้นขากว้างเพื่อบรรเทาความตึงแน่นจากสิ่งแปลกปลอมที่กำลังผ่านเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ สะโพกงดงามถูกเสียดสีจนร้อนผ่าว เควินเร่งจังหวะขึ้นเมื่อเสียงครางจากร่างบางเริ่มแปรเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นสุขสม สะโพกเล็กขยับตอบสนองเขาตามธรรมชาติอย่างลืมตัว
“อา...ไรน์...ไปกับผมนะ...ไรน์” เควินโน้มร่างลงมือลูบไล้ระหว่างต้นขาเรียวเป็นจังหวะพร้อมกับสะโพกแกร่งที่ขยับถี่เร็ว และเร็วขึ้น
ไรน์ถูกกระตุ้นจนเร่าร้อน ในที่สุดร่างบางกรีดร้องร่างแอ่นเกร็งสะท้านรุนแรงปลดปล่อยความปราถนาออกมาอีกครั้ง กล้ามเนื้อนุ่มละมุนบีบรัดความแข็งแกร่งอย่างรุนแรงเป็นจังหวะ จนร่างสูงที่แนบอยู่เบื้องหลังถึงกับครางออกมา สะโพกแข็งแรงสอดแทรกหนัก อีกสองสามครั้งก็ทนต่อไปไม่ไหว ชายหนุ่มฝังกายแน่นร่างเกร็งสะท้านขณะหลั่งความปราถนาออกมาจนเอ่อนองมาตามต้นขาเรียว
“อืมม์...ไรน์” เควินทรุดกายลงทาบแผ่นหลังขาวนวล สูดลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะที่ไรน์พริ้มตาลงซ่อนหยาดน้ำใส แม้จะเจ็บใจและโกรธเคืองตนเองที่ตอบสนองเควินมากแค่ไหน แต่ไรน์ก็ไม่สามารถปฏิเสธว่าชายหนุ่มได้มอบความสุขให้อย่างเต็มตื้น
ถ้าเพียงมันจะมีความรักอยู่ด้วย มันจะวิเศษเพียงใด?
c c c c c c
ไรน์กระแทกนิ้วลงบนเปียโนหลังใหญ่ในห้องซ้อมดนตรี จังหวะที่รุนแรงนั้นทำให้คีธที่เดินผ่านมาถึงกับขมวดคิ้ว เขาแง้มประตูเข้าไปพอดีกับจังหวะสุดท้ายของเพลงขาดหายไป
“ไรน์ มีอะไรไม่สบายใจหรือลูก?” ร่างที่นั่งก้มหน้าอยู่ช้อนสายตาขึ้นมองก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ไม่พูดอะไร วางมือจากคีย์บอร์ดแล้วเดินไปที่หน้าต่างบานกว้างแบบสตูดิโอ ปลายนิ้วเรียวรวบผ้าม่านแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบอดี้การ์ดที่เดินไปเดินมาข้างล่าง ร่างบางหมุนตัวกลับอย่างหงุดหงิด คีธมองตามสายตาของไรน์แล้วโอบร่างของบุตรชายไว้ในอ้อมแขนอย่างเข้าใจความรู้สึก
“อีกไม่นานหรอกไรน์ เดี๋ยวมันก็จะจบลง”
“แล้วเมื่อไหร่ล่ะครับ ผมอยากมีอิสระที่จะทำอะไร หรือไปไหนมาไหนบ้าง ผมไม่อยากถูกเฝ้ามองอย่างนี้อีกแล้ว” ไรน์พึมพำดวงตาสีอำพันหม่นหมอง คีธมองลูกชายอย่างสงสารท่าทางของไรน์มองดูราวกับนกที่ถูกคุมขัง ที่ผ่านมาไรน์ไม่เคยต้องถูกจำกัดอะไร เรื่องนี้คงทำให้อึดอัดมากทีเดียว
“วันนี้พ่อมีประชุมที่บริษัท ไรน์ออกไปกับพ่อไหมล่ะ บางทีอาจจะได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ที่บริษัทมีคนคิดถึง แล้วก็ถามหาหลายคนนะ”
“ได้หรือครับ พ่อ”
“คงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวให้พ่อบอกกับเควินก่อน”
ไรน์สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น เพราะตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์นั้นเขาก็หลบหน้าเควินและพยายามไม่อยู่กับชายหนุ่มสองต่อสอง ถึงแม้ไรน์จะรู้ว่าถ้าเควินตั้งใจจริงเขาคงไม่สามารถหลบพ้น เพียงแต่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะยอมรับการตัดสินใจของไรน์ และยอมอยู่ห่างๆ อย่างที่ไรน์ต้องการ
แต่เขาเองสิกลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เมื่อร่างสูงไม่เข้าวุ่นวายตามที่ตนสั่ง ร่างบางถอนใจอย่างอึดอัดก่อนจะรับคำเสียงเบา
“ครับพ่อ”
“ผมเสียใจครับคุณคีธ ผมไม่สามารถตัดสินใจได้ ” ร็อบหนึ่งในบอดี้การ์ดตอบ เมื่อคีธถาม เขาเองก็ลำบากใจเมื่อต้องดูแลสถานการณ์แทนเควิน ทำไมไรน์ต้องเฉพาะอยากออกไปข้างนอกวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เควินไม่อยู่เสียด้วย ร็อบคิดขณะยังยืนขวางประตูรถไว้
“แล้วเควินล่ะ?”
“ออกไปข้างนอกครับ” ไรน์มองบิดาอย่างผิดหวังเมื่อฟังคำตอบ คีธจึงบอกร็อบ
“งั้นก็จัดคนไปกับพวกเราก็แล้วกัน จะเอาไปกี่คนก็ได้จะได้คอยดูแลไรน์” คีธตัดสินใจ เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของร็อบ
“ขอผมถามเจ้านายก่อนนะครับ หากเกิดอะไรขึ้นผมไม่สามารถรับผิดชอบได้” ร็อบยังยืนยัน แต่ไรน์ตัดบทอย่างอย่างยอมแพ้
“งั้นก็ไม่ต้องแล้ว ผมไม่ไปก็ได้ ถ้ามันต้องทำให้ทุกคนยุ่งอย่างนี้” ไรน์หันหลังเดินกลับเข้าบ้านอย่างเงียบๆ คีธได้แต่มองตามแล้วก็ถอนใจพยักหน้าให้ร็อบก่อนจะก้าวขึ้นรถไป
เควินมองร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องกระจก ท่าทางเงียบเหงาและดวงตาสีอำพันซึ่งเคยสดใสกลับทอแววอ้างว้างเมื่อเหม่อมองออกไปยังข้างนอก ชายหนุ่มกำหมัดแน่น พร้อมกับถอยหลังออกมาเงียบๆ ก่อนจะตรงไปที่ห้องควบคุมมอนิเตอร์
เควินรับฟังรายงานจากร็อบ คิ้วเข้มขมวดอย่างครุ่นคิดวันนี้เขาไปพบตำรวจเจ้าของคดีมามีรายงานแปลกๆ และน่าสนใจ จากการที่คุ้นเคยกับนิสัยยัสฟาร์มานาน เควินกำลังสงสัยในสถานการณ์นี้ และถ้ามันเป็นอย่างที่คิด ไรน์ก็ตกอยู่ในอันตรายมากกว่าที่เขาคาดไว้
เควินนั่งฟังร็อบเล่าเรื่องโดยละเอียด แล้วก็ฉุกใจคิด พระช่วย! ถ้าอย่างนั้น..........
ชายหนุ่มดูนาฬิกาแล้วคว้าโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าคีธยังประชุมไม่เสร็จเขาถอนใจอย่างโล่งอกพร้อมกับสั่งลูกน้องให้ตรวจสอบตามจุดที่เขาสงสัย เควินสั่งงานอย่างรอบคอบก่อนจะวางหูลง
ดูกันซิว่าคราวนี้สัญชาติญาณของเขาจะถูกหรือไม่!
c c c c c c
“คีธ ผมมีเรื่องจะคุยด้วยครับ” เควินกล่าวหลังอาหารมื้อเย็นเสร็จสิ้น ไรน์เหลือบตามองก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นแต่เควินพูดขัดเสียก่อน
“ไรน์คุณอยู่ด้วย เรื่องนี้มันเกี่ยวกับคุณโดยตรง”
“มีอะไรหรือเควิน?” คีธถามเมื่อเห็นไรน์ทรุดนั่งลงตามเดิม
“วันนี้รถคุณถูกลอบวางระเบิดตอนจอดอยู่ที่บริษัท คนของผมตรวจสอบพบก่อนที่คุณจะประชุมเสร็จ”
คีธนิ่งงันไปอย่างคาดไม่ถึง ขณะที่ไรน์ตาเบิกกว้างหันไปมองบิดาอย่างตกใจก่อนที่จะลุกขึ้นตรงเข้าไปกอดคีธไว้แน่น คีธลูบไหล่บุตรชายอย่างปลอบประโลม
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง?” คีธถามเสียงเครียด
“ที่บริษัทการรักษาความปลอดภัยของยามยังไม่เข้มงวดพอ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปถึงตัวคุณได้ง่าย” เควินสรุป
“ทำไมล่ะ? ไหนคุณคิดว่ามันต้องการฆ่าผมไงล่ะทำไมมันถึงจะทำร้ายพ่อด้วย” ไรน์พึมพำแววตาหวาดหวั่นเมื่อหันไปมองคีธ หากเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ.....ไม่! ไรน์สั่นศีรษะอย่างไม่ยอมรับ
“นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะพูด กรณีนี้มีทางเป็นได้สองอย่าง กรณีแรกมันอาจต้องการลงมือกับพ่อของคุณเพื่อแก้แค้น แต่อีกกรณีหนึ่งคือมันต้องรู้ว่าวันนี้คุณจะไปกับพ่อของคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณเปลี่ยนใจไม่ไปในนาทีสุดท้าย”
“มีแต่คนที่นี่ที่รู้ว่าผมจะไปกับพ่อ” ไรน์พูดอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีอำพันทอแววไม่แน่ใจ
“หมายความว่า...” คีธอุทาน
“ใช่ครับ ถ้าเป็นกรณีที่สองอาจมีคนส่งข่าวให้พวกมันรู้ในตอนแรก แต่พอไรน์เปลี่ยนใจคนส่งข่าวอาจไม่รู้หรือส่งข่าวอีกไม่ทัน ทำให้คนวางระเบิดไม่รู้ว่าไรน์เปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว”
“แต่ใครเป็นคนส่งข่าวล่ะ” คีธกังวลโอบไรน์ไว้แน่น ก้มมองร่างบางที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ คนใกล้ตัวเขาหรือ? ร่างบางรู้สึกเย็นยะเยือก ที่บ้านไม่มีคนงานใหม่เลยและทุกคนก็คุ้นเคยจนเขาไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนร้ายที่ปองร้ายเขา
“นี่เป็นเพียงข้อสงสัยนะครับ”
“แต่ที่คุณพูดออกมานี่แสดงว่าคุณค่อนข้างแน่ใจในข้อสันนิษฐานของคุณ ไม่ใช่หรือ? ” คีธกังวล
“ข้อสันนิษฐานก็คือข้อสันนิษฐานครับ แต่ผมก็ต้องป้องกันไว้ก่อน งานนี้ผมไม่ต้องการให้มีจุดอ่อนที่ไหน เพราะถ้าเป็นอย่างผมคาดไว้มันคงรู้เหตุการณ์ต่างๆในบ้านไปไม่น้อยแล้ว และข้อสำคัญถ้ายัสฟาร์รู้ว่าเป็นผมที่เข้าไปช่วยไรน์มันคงจะทำงานรอบคอบและรุนแรงขึ้น” ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังใบหน้างดงามซีดเผือดของไรน์
“คุณจะทำยังไง”
“ผมต้องการพาไรน์หลบไปพักที่อื่น ในระหว่างที่ผมตรวจสอบคนของที่นี่ เพราะที่บ้านนี้คนรับใช้มากเกินไปอาจต้องใช้เวลา” คีธนิ่งคิดนานก่อนจะตัดสินใจ
“ตกลง แต่ผมอยากถามความเห็นของโรเจอร์ก่อน”
“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัว” เควินลุกขึ้นก่อนจะเหลือบตามองไปที่ไรน์ ซึ่งนั่งซุกตัวอยู่ข้างบิดา มือที่ประสานกันอยู่เกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ไรน์เงยหน้าสบตาเขาดวงตาสีทองทอแววหวั่นไหวเหมือนจะพูดอะไรแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
เควินหันกายเดินออกไปเงียบๆ
c c c c c c
เควินขมวดคิ้วเมื่อเหลือบไปดูห้องตรงข้ามที่อยู่คนละปีกตึก แล้วยังเห็นว่าเปิดไฟสว่างอยู่ ไรน์เป็นอะไรไป ทำไมยังไม่หลับอีกเลยเวลาปกติมาตั้งนานแล้วนี่นา เควินรู้เพราะเขาจะคอยนั่งมองห้องที่ปีกตึกฝั่งตรงข้ามมาตลอด
เควินเคาะประตูเบาๆ เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องของไรน์ แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา ด้วยความใจร้อนชายหนุ่มจึงตัดสินใจใช้มาสเตอร์คีย์ซึ่งมีอยู่เปิดเข้าไปทันที เมื่อกวาดสายตาไปรอบห้องก็ถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นไรน์นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง ร่างสูงยืนมองด้วยสายตาอาวรณ์ชั่วครู่ ขณะจะหมุนตัวกลับออกไปก็ชะงักได้ยินเสียงครางเบาๆ เควินขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างบางเริ่มกระสับกระส่าย เสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอเหมือนกำลังฝันร้าย ชายหนุ่มคุกเข่าลงบนเตียงอย่างกังวล
นี่ไรน์ยังไม่เลิกฝันร้ายอีกหรือ?
หัวใจไรน์เต้นระรัวด้วยความกลัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน เสียงสั่งตะโกนให้ค้นหาเขาดังลั่นจนทำให้ไรน์ซุกตัวลงไปใต้พุ่มไม้มากกว่าเดิน แล้วร่างบางก็สะดุ้งเฮือกเมื่อมีเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าไรน์ขยับถอนหนีแต่แล้วเสียงหัวเราะก็ดั่งลั่นขึ้นก่อนมือหนาหนักจะเอื้อมมาคว้าจิกผมเขากระชากขึ้น
“ไม่!! อย่า..... ช่วยด้วย อย่า….”
“ไรน์ตื่น! ตื่น! คุณแค่ฝันร้ายเท่านั้น” เควินเขย่าตัวเบาๆ
“ไรน์ ตื่น!”
“ไม่! ปล่อยผม ปล่อยยย!!...” ไรน์กรีดร้องลั่นผวาลืมตาทันที เควินโอบกอดไรน์ไว้แน่นก่อนกระซิบปลอบโยน ตอนแรกไรน์ยังแยกไม่ออกร่างบางยังพยายามดิ้นหนีอ้อมแขนแข็งแรงนั่น
“ไรน์! ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร มันแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
คำพูดนุ่มนวล ปลอบโยนค่อยแทรกผ่านหูเข้าไป ไรน์เงยหน้ามองพอเห็นว่าเป็นเควิน ไรน์ก็สะอื้นมือเล็กกำปกเสื้อชายหนุ่มไว้แน่น
“เควิน! เควิน! เควิน!” ไรน์พึมพำเหมือนชื่อชายหนุ่มจะเป็นมนต์วิเศษที่คอยขับไล่สิ่งน่ากลัว เควินเลื่อนตัวไปนั่งพิงหัวเตียง แล้วกอดไรน์ไว้แนบอก
“ไม่เป็นไร ไรน์” ชายหนุ่มกระซิบปลอบโยน เควินรู้สึกเจ็บปวดกับแววตาที่เหมือนกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บของไรน์ ร่างนี้บอบบางจนเกินจะรับอะไรที่รุนแรงกว่านี้ได้อีกแล้ว ไรน์พยายามสูดลมหายใจระงับอาการสั่นสะท้าน เควินมองอาการนั้นก่อนจะถาม
“คุณฝันร้ายอย่างนี้บ่อยหรือ” ไรน์เมินหน้าไม่สบตาก่อนส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ไม่”
“ไม่น่ะแค่ไหน?” เควินคาดคั้นมองตาสวยคู่นั้นอย่างพิจารณา ไรน์จึงถอนใจก่อนตอบ
“ถึงยังไงก็ไม่เกี่ยวกับคุณนะครับ เควิน แล้วนี่คุณเข้ามาที่ห้องผมได้ยังไง?” เควินยังมองไรน์อย่างกังวล แต่ก็ยอมรับการเปลี่ยนเรื่อง
“ผมเห็นไฟเปิดแล้วเรียกไม่มีเสียงตอบ ก็เลยใช้กุญแจเปิดเข้ามาดู”
“ถึงคุณจะเป็นบอดี้การ์ด แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์เข้าห้องผมตามใจชอบนะ” ไรน์หน้าบึ้ง แต่เควินยิ้มแล้วยักไหล่
“ก็เข้ามาแล้ว คุณนอนต่อดีกว่าผมจะอยู่เป็นเพื่อน” ชายหนุ่มเลื่อนตัวลงนอนแล้วรั้งตัวไรน์ลงมา ไรน์ขยับตัวหนีแต่มือของเควินก็รั้งไว้แน่น ในที่สุดเมื่อเห็นว่าค้านไปก็ไม่มีประโยชน์จึงยอมนอนนิ่งวางศีรษะลงกับอกกว้างนั้น ทั้งคู่เงียบไปเนิ่นนาน
“ผมไม่อยากหลับ ผมไม่อยากฝันร้ายอีก” ในที่สุดไรน์ก็พึมพำ เมื่อความง่วงเริ่มจู่โจมอีกครั้ง
“ผมจะอยู่กับคุณไรน์” เควินลูบเรือนผมนุ่มสวยอย่างปลอบโยน พร้อมกระซิบต่อเบาๆ
“ผมจะดูแลไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับคุณ เหมือนตอนที่เราอยู่ที่เซดาน”
“ใช่ ก็นี่มันเป็นงานของคุณนี่ครับ” ไรน์เอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา
แต่พอเสร็จงานคุณก็จะจากไปเช่นเดียวกับครั้งก่อน ผมเป็นแค่งานและภาระชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไรน์คิดต่อในใจอย่างเศร้าหมอง เควินเงียบไปเมื่อได้ยินความหมายที่แฝงอยู่ในข้อความนั้น ชายหนุ่มถอนใจ ถึงอย่างไรเขาไม่อาจแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วได้
แต่ตอนนี้เขาจะทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อไรน์เท่านั้นแต่เพื่อตนเองด้วย เพราะชีวิตของเขาคงเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นหากปราศจากไรน์ เพียงแต่เขาจะทำให้ไรน์ไว้ใจเขาอีกครั้งได้อย่างไร
“ครั้งนี้มันไม่ใช่แค่งานหรอกไรน์ ผมจะอยู่เท่าที่คุณต้องการแม้งานจะเสร็จสิ้นลง ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
เควินก้มหน้าลงมองเมื่อไม่มีการโต้ตอบ แต่กลับพบว่าร่างบางพริ้มตาลงอย่างง่วงงุน เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ และหลับสนิทอย่างวางใจในอ้อมแขนของเขา
c c c c c c
ไรน์ลืมตาขึ้นแล้วก็กระพริบตาเมื่อจำเหตุการณ์ของเมื่อคืนได้ ร่างบางค่อยๆเอียงศีรษะเล็กน้อยมองร่างใหญ่ที่นอนเบียดแถมแขนหนักๆของชายหนุ่มยังพาดมาบนตัว แสงโคมไฟสีเหลืองนวลที่หัวเตียง ทำให้มองเห็นใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้จนเห็นแพขนตาหนาปิดสนิท
ไรน์กำลังนึกถึงประโยคสุดท้ายที่กระซิบเบาริมหูเขาก่อนจะเข้าสู่นิทรา แววตาของไรน์สับสนและไม่แน่ใจ เขาคงไม่ฝันไปหรอกนะ เควินบอกจะไม่ไปไหนอีกแล้วจริงหรือ แต่ถึงอย่างไรคำพูดนั้นก็ทำให้เขาหลับสนิทได้ตลอดคืนเป็นครั้งแรก นับจากพ้นนรกแห่งเซดานนั้นมา
เพราะอะไร? ทำไมเควินถึงพูดอย่างนั้น?
ไรน์สูดลมหายใจลึกรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อรู้ตัวว่าเขาอยากจะเชื่อคำพูดนั้นเหลือเกิน
เควินลืมตาทันทีที่ไรน์ขยับ ชายหนุ่มเหลือบดูนาฬิกาพรายน้ำที่หัวเตียงพึ่งจะ 5.00 น.เท่านั้น เควินจึงก้มลงสบตาสีอำพันที่กำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง มือใหญ่แตะต้องใบหน้าเรียวอย่างแผ่วเบา ไล้มาที่ริมฝีปากเล็กบางก่อนจะค่อยโน้มศีรษะเข้ามาใกล้
ไรน์ถอนใจอย่างแผ่วเบาเมื่อเผยอริมฝีปากรับจุมพิตของเควิน ร่างสูงครางอย่างแปลกใจระคนพอใจเมื่อไม่มีอาการต่อต้านจากไรน์ ร่างบางสบตาสีน้ำเงินเข้มมั่นคงคู่นั้น คิดถึงสัญญาเมื่อคืนแล้วก็คลี่ยิ้มอย่างลังเล แขนเรียวค่อยยกโอบรอบคอชายหนุ่มปลายนิ้วแทรกไปที่เรือนผมสีเงิน ปลายลิ้นนุ่มโต้ตอบอย่างอ่อนหวานทำให้เควินถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความรู้สึกปิติ หัวใจชายหนุ่มล้นปรี่ด้วยความรัก พลิกตัวทาบทับร่างบางทันที
“ไรน์....” เควินเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แต่ไรน์ยกนิ้วเรียวขึ้นปิดริมฝีปาก
‘ไม่ ตอนนี้เขายังไม่อยากคิดอะไร เขาจะรับในสิ่งที่เควินให้ได้ในตอนนี้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับเขา อย่างน้อยช่วงเวลาที่เหลืออยู่เขาก็ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้’
เควินขบกัดปลายนิ้วนั้นเบาๆ ไล้ปลายลิ้นเลีย ไรน์กระตุกนิ้วกลับทันทีใบหน้าแดงเรื่อเมื่อสบสายตาปรารถนาของชายหนุ่ม เควินดึงร่างบางลุกนั่ง ริมฝีปากยังจุมพิตแลกปลายลิ้นกับไรน์ ขณะที่ลงมือถอดเสื้อผ้าของตนเองและร่างบางอย่างชำนาญ
เมื่อทั้งคู่ต่างเปลือยเปล่า เควินยกร่างบางขึ้นนั่งตัก ไรน์หน้าแดงก่ำเมื่อแยกต้นขาเรียวออกพันรอบเอวชายหนุ่ม ร่างบางเงยหน้าเมื่อเควินพรมจุมพิตที่ลำคอระหง มือเล็กวางบนบ่าของเควิน ร่างบอบบางนุ่มละมุนแนบชิดกับอกกว้าง มือใหญ่โลมไล้ทั่วร่างกระตุ้นจนอารมณ์ตื่นเพริด
“อื้อ...” ไรน์คราง เมื่อเควินขบย้ำลงไหล่ลาดอย่างมันเขี้ยวเบาๆ นิ้วแข็งแรงไล้แผ่นหลังนวลก่อนจะเลื่อนมาที่สะโพกบางค่อยแทรกนิ้วเข้าไปช่องทางคับแคบนุ่มนวล กล้ามเนื้อส่วนนั้นกระชับรอบนิ้วเขาทันที
“อา..เค..วิน....” ไรน์ครางเมื่อนิ้วเรียวยาวนั้นเริ่มขยับเข้าออก และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสองนิ้ว ร่างบางขยับตัวเสียดสีกับแผ่นอกกว้าง มือเล็กไล้บางเบาที่ต้นคอแข็งแรงก่อนจะเสยไปที่เรือนผม พร้อมกับเงยหน้ารับจุมพิตที่หนักหน่วงและเรียกร้องจากชายหนุ่มจนไรน์แทบจะขาดใจ
เควินครางเมื่อส่วนสำคัญของเขาเสียดสีกับบั้นท้ายนุ่ม ชายหนุ่มถอนนิ้วออกแล้วยกเอวไรน์ขึ้น ไรน์สูดลมหายใจลึกเมื่อค่อยๆ รับเอาความแข็งแกร่งของชายหนุ่มเข้าไปในตัวจนตึงแน่นไปหมด ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบระคนเสียวซ่านที่ต้นขา ดวงตาทั้งคู่สบกันขณะที่ร่างกายท่อนล่างเริ่มสอดประสานตามจังหวะรักที่ร้อนแรง ร่างกายชื้นเหงื่อเสียดสีกัน กลิ่นไอรักผสมกับกลิ่นหอมละมุนจากร่างบาง ยิ่งทำให้เควินไร้ซึ่งการควบคุม เร่งจังหวะหนักหน่วงขึ้น
“อ๊ะ...อ๊าา....” ไรน์จิกมือแน่นและซบหน้ากับไหล่กว้าง จังหวะรุนแรงทำให้ความอดทนสิ้นสุดลง ฟันซี่เล็กขบกัดลงที่บ่าของชายหนุ่มอย่างรุนแรงเมื่อร่างกายแอ่นกระตุกหลั่งรินของเหลวร้อนผ่าวออกมาจนเปรอะเปื้อนหน้าอกของทั้งคู่
เควินเจ็บแปลบที่ไหล่เล็กน้อย แต่การบีบรัดของไรน์ทำให้ความสุขสมระเบิดรุนแรง เขากดเอวบางลงฝังตัวแน่นหลั่งรินออกมามากมายเช่นกัน ไรน์หอบหายใจซบร่างกับร่างแกร่งอย่างหมดแรง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจุมพิตและไล้ปลายลิ้นไปที่รอยฟันของตนที่ฝากไว้บนไหล่ของเควินอย่างเขินอายกับอารมณ์ที่รุนแรงของตน
จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เควินค่อยยกร่างอ่อนปวกเปียกของไรน์ขึ้นวางลงลงบนเตียง คลี่ผ้าห่มให้อย่างนุ่มนวล ร่างสูงก้มลงจุมพิตริมฝีปากบางเบาๆ ก่อนจะตัดใจอย่างยากเย็น แล้วลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
“เควิน” ไรน์ปรือตามองแล้วพึมพำเรียกเบาๆ เมื่อรู้สึกว่างเปล่าขึ้นวูบ
“ผมต้องออกไปดูความเรียบร้อยก่อน ไม่งั้นลูกน้องตามหาแน่เลย” เควินก้มลงแตะริมฝีปากที่หน้าผากก่อนออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไรน์ยิ้มก่อนจะหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย
c c c c c c
ไรน์อิงตัวแนบร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ มือแข็งแรงโอบรอบร่างละมุนนั้นให้เข้ามาใกล้ขณะทอดสายตามองออกไปยังสนามหญ้าด้านนอก ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็นแม้จะเป็นเวลาสายมากจนดวงตะวันเริ่มทอแสงจ้าแล้ว ไรน์ถอนใจบางเบายกมือกอดอกเมื่อรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา จนเควินต้องก้มลงมองร่างในอ้อมแขนเมื่อรู้สึกปฏิกิริยานั้น
“หนาวหรือไรน์ ปิดหน้าต่างดีไหม”
“ไม่ แค่กอดผมไว้ก็พอเควิน” ไรน์ตอบเบาๆ เควินจึงกระชับร่างนั้นแน่นเข้า เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างอาทร
“เป็นอะไรไป ไรน์” ไรน์สั่นหน้าไม่ตอบ แต่ปลายนิ้วแข็งแรงเชยหน้าที่อิงอยู่กับไหล่ขึ้น ดวงตาคมมองสบตาสีอำพันที่มีแววหวั่นไหวนั้นอย่างเข้าใจ
เมื่อมีเวลาคิดร่างบางจึงเกิดไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตนเอง การที่เขาตัดสินใจเมื่อคืนนี้ เป็นเพราะอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวหรือเป็นเพราะความต้องการที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจของตนเองกันแน่นะ ไรน์ไม่กล้าหาคำตอบ
“ไรน์ ผมจะไม่ทำให้คุณเสียใจอีกเป็นครั้งที่สอง ผมสัญญา”
ดวงตางดงามคู่นั้นรื้นน้ำตาวูบหนึ่งก่อนจะกระพริบถี่ๆ ริมฝีปากแดงเรื่อสั่นระริกขณะพยายามคลี่ยิ้ม ซุกร่างเข้าหาอ้อมอกกว้างปัดความคิดลังเลทิ้งไป
c c c c c c
เควินตรวจสอบรอบบริเวณบ้านอย่างรอบคอบก่อนที่จะออกเดินทาง แต่ก็พบว่าไม่จำเป็นต้องสั่งการอะไรเพิ่มเติมอีก ร็อบทำงานกับเขามานานพอที่จะรู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป และหากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้ เรื่องนี้คงจะจบในอีกไม่นาน
“ระวังตัวนะไรน์” คีธกอดบุตรชายไว้แน่นอย่างกังวล ก่อนหันมามองเควิน
“ฝากด้วยนะเควินดูแลไรน์ให้ดี ในเมื่อโรเจอร์เห็นชอบและไว้ใจแผนนี้มากผมก็ไม่มีอะไรจะขัด” คีธกังวลมากที่จะปล่อยให้ไรน์ไปกับเควินโดยไม่มีเขาไปด้วย
“แน่นอนครับ และผมจะดูแลไรน์ด้วยชีวิต” เควินสบตาของคีธอย่างเปิดเผย ชายหนุ่มมั่นใจในความรู้สึกของตนเองอย่างยิ่ง
“ผมคงไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ ผมเป็นห่วงพ่อมากกว่าถ้าเป็นอย่างที่เควินคิด พ่ออยู่ใกล้พวกมันมากกว่าผมอีก”
“ไม่ต้องห่วงไรน์ ผมทิ้งคนไว้ที่นี่มากพอ คิดว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก” เควินปลอบร่างเล็กที่ยังมีท่าทางพะว้าพะวงด้วยความห่วงบิดา คีธถอนใจเมื่อเห็นแววตาบุตรชายที่มองเควินอย่างไว้วางใจ ช่วงหลายวันมานี้ไรน์ดูสดชื่นและแจ่มใสขึ้น บรรยากาศขัดแย้งระหว่างไรน์กับเควินก็หายไป
ใจหนึ่งของคีธก็ดีใจที่ไรน์ดูมีความสุขขึ้นแต่อีกใจหนึ่งก็เป็นกังวล ในฐานะที่เป็นพ่อทำให้คีธออกจะทำใจให้ยอมรับยากอยู่สักหน่อย คีธถอนใจอีกครั้งเมื่อก้มลงจุมพิตหน้าผากไรน์
“เอาล่ะ เดินทางได้แล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวจะสายไป”
“ครับ”
กริ๊งงงง!!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังจะออกจากห้อง
“คุณเควินคะ มีโทรศัพท์ของคุณค่ะ” เสียงแม่บ้านที่เดินไปรับโทรศัพท์ ขัดจังหวะขึ้น เควินหันมาส่ายหน้าเหมือนจะไม่รับแต่ก็เปลี่ยนใจถามกลับ
“ใคร?”
“คุณเจสซิกาค่ะ” เควินชะงักหันไปมองไรน์อย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอย่างกังวลเมื่อเห็นไรน์เมินหน้าไปอีกทาง
“ไรน์.......” มือแข็งแรงรั้งต้นแขนเล็กไว้เมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะปลีกตัวออกไป
“ผมจะไปรอที่รถ คุณคุยตามสบายเถอะครับ” ไรน์เอ่ยเบาๆ โดยไม่มองหน้า เควินมองตามเงาหลังของร่างบางที่เดินลับหายไป แล้วก็สบถในใจเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปรับโทรศัพท์
“เควินพูด มีอะไรด่วนหรือเปล่าเจสซิกา....”
ไรน์เดินออกมาที่ระเบียงหน้าบ้าน เกลียดความรู้สึกของตนเองเหลือเกิน ความหวั่นกลัวปนหวาดระแวง ช่างเป็นความรู้สึกที่เจ็บแปลบและร้อนรนอย่างยากที่จะอธิบาย ร่างบางมัวแต่ครุ่นคิดจนไม่ทันสังเกตอะไร ทำให้สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก
“ไรน์! ไรน์! เป็นอะไร?” ไรน์เงยหน้าขึ้นกระพริบตาอย่างงงๆ เมื่อมองไปที่รถของแซคที่เลี้ยวปราดเข้ามาจอดเทียบจนแทบจะถึงตัวอยู่แล้ว
“แซค”
“ใช่ เรียกหลายครั้งแล้ว เหม่อจนจะเดินชนรถ”
“ไม่..ไม่มีอะไร นายมาทำอะไร”
“อ้าว! ก็เมื่อวานตอนที่คุยกันนายบอกว่าจะไม่อยู่หลายวัน ฉันก็เลยมาส่งทำไมไปกะทันหันอย่างนี้ล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
ไรน์นิ่งไปชั่วครู่ มือเล็กก็ลากมือแซคออกไปที่สวน ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดเพราะไม่สามารถปิดบังเพื่อนสนิทต่อไปได้ แซคอึ้งเมื่อฟังจบร่างสูงหันมาจับไหล่ไรน์ไว้ดวงตามีแววเป็นห่วง
“เรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกแต่แรก”
“พ่อกับโรเจอร์ไม่อยากให้เป็นข่าว ฉันเองก็ไม่อยากให้นายพลอยยุ่งไปด้วย”
“แล้วนี่เขาจะพานายไปที่ไหน”
“เควินยังไม่ได้บอกเลย”
“แล้วไม่มีใครรู้เลยหรือ ฉันเป็นห่วงนายนะไรน์” แซคกอดร่างบางตรงหน้าไว้ ไรน์รู้ดีถึงความเป็นห่วงของเพื่อนจึงเอียงศีรษะกับไหล่กว้างก่อนจะพูด
“ขอบคุณนะแซค นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน” ไรน์เงยหน้าขึ้นแล้วก็เห็นแววสลดวูบในดวงตาของแซค
“แค่เพื่อนเท่านั้นหรือไรน์ นายไม่เคยรู้ความรู้สึกแท้จริงของฉันเลยหรือไรน์” แซคถามอย่างเจ็บปวด ด้วยคำพูดที่ทำให้ไรน์นิ่งขึงอย่างตกใจเมื่อรู้ถึงความหมายที่แฝงอยู่นั้น
“แซค...” ไรน์ครางออกมาอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นสีหน้าแซค ร่างบางนิ่งตะลึงอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร แซคเป็นเพื่อนสนิทของเขามานาน จนเขาไม่เคยคิดอะไรเกินกว่านี้เลย แซคเห็นสีหน้าลำบากใจของไรน์จึงลดมือลงอย่างผิดหวังก่อนจะฝืนยิ้ม
“ไม่เป็นไร ไรน์อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ถึงอย่างไงฉันก็ยังดีใจที่ได้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนาย”
“แซค..ขอโทษ” ไรน์โอบแขนรอบร่างสูงแน่น
“ขอโทษ ที่ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของนายเลย” แซคจุมพิตที่เรือนผมนุ่มสวย ก่อนจะดันร่างบางออกช้าๆ กลัวเหลือเกินว่าตนเองจะอดใจไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเขาที่ใครๆก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ นั่นก็อาจจะเพียงพอ แซคคิดอย่างเศร้าหมอง
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดนายสักหน่อย” ทำให้ไรน์ยิ้มออกมาได้
แซคโอบแขนรอบไหล่เล็กเดินกลับไปที่รถช้าๆ แล้วก็ชะงักเมื่อสบตาร่างสูงที่ยืนกอดอกอยู่ข้างรถ แม้หน้าตาของชายหนุ่มจะเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ แต่ดวงตาที่มองมายังเขากลับทอแววโกรธเกรี้ยวราวกับภูเขาไฟรอเวลาระเบิด แซคคิดในใจขณะทักเควิน
“สวัสดีครับ” เควินก้มศีรษะรับอย่างเย็นชาแล้วหันมาบอกไรน์
“ใกล้ถึงเวลาเดินทางแล้วไรน์” ไรน์จึงหันไปลาแซค
“ไปก่อนนะแซค ขอบคุณที่มาส่ง”
“โชคดีนะไรน์”
เควินก้าวขึ้นรถพร้อมกับปิดกระจกที่กั้นระหว่างผู้โดยสารกับคนขับขึ้น ชายหนุ่มเอนพิงเบาะรถหันไปมองไรน์ที่ยังคงเงียบกริบอยู่แม้จะออกเดินทางไปได้สักพัก ถอนใจอย่างหงุดหงิดเมื่อไรน์ทำเหมือนไม่สนใจเขา เมื่อครู่นี้เขามองเห็นภาพคนทั้งคู่ยืนคุยกันในสวน ตอนที่แซคกอดร่างบางในสวน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออยากเข้าไปกระชากเจ้าหนุ่มนั่นออกแล้วโยนไปให้พ้นจากไรน์ ให้ไปไกลๆ เลยยิ่งดี
แต่สำหรับไรน์เองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเควิน ไรน์แอบมองหน้าเคร่งขรึมนั้นแล้วก็น้อยใจ ‘หึ พอรับโทรศัพท์จากเจสซิกา เควินก็มานั่งทำหน้าเคร่งใส่เขา’
ไรน์นิ่งเงียบยกมือกอดอกพิงศีรษะกับพนักพิงแล้วหลับตาลง แต่แล้วก็สะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมือแข็งแรงกระชากเข้าไปชิดอกกว้างนั้น
“เมื่อครู่ร่ำลาอะไรกับเจ้านั่น” เสียงถามแผ่วต่ำอย่างระงับอารมณ์ ทำให้ไรน์มองอย่างงุนงง ทำไมเขากลับเป็นฝ่ายถูกถามไปได้
“ไม่มีอะไรนี่ แค่ลากับธรรมดาเท่านั้น”
“แต่ผมเห็นคุณกับเขากอดกัน เพื่อนกันเขาทำกันอย่างนั้นด้วยหรือไง” ไรน์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินสำเนียงไม่เชื่อถือนั้น ทำไมเควินถึงใช้สำเนียงนั้นกับเขา ร่างบางคิดอย่างโกรธแกมน้อยใจ ทีเขายังไม่ถามอะไรเรื่องเจสซิกาเลย
“แล้วคุณล่ะคุยอะไรกับเจสซิกา” ไรน์ถามกลับเสียงเย็นชา ดวงตาสีอำพันจับจ้องที่ชายหนุ่ม เควินอึ้งไปนิดหนึ่งแต่นั่นก็เพียงพอที่ทำให้ไรน์เข้าใจผิด ร่างบางสะบัดตัวออกอย่างน้อยใจ
“เธอแค่โทรมาถามข่าวเหตุการณ์หลังจากงานวันเกิดคุณ”
“งั้นหรือ” สำเนียงนั้นมีแววไม่เชื่อถือก่อนจะพูดต่อ
“แต่ผมจำได้นะว่าคุณสนิทสนมกับเธอแค่ไหนในงานวันนั้น” เควินใจหายเมื่อเห็นแววตาของไรน์ จนกลับเป็นฝ่ายร้อนรนขึ้นมา
“ไรน์ ไปกันใหญ่แล้ว เรื่องระหว่างผมกับเจสซิกามันจบไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงโทรมาหาคุณ แล้วเธอยังรู้ด้วยว่าจะติดต่อคุณได้ที่ไหน” แววตาที่มองมาแฝงแววคลางแคลง
“ไรน์...” เควินพยายามประคองใบหน้างดงามให้หันมามองเขา แต่ก็ชะงักเมื่อไรน์เมินหน้าออกไปทางหน้าต่างรถเหม่อดูภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ในคืนวันนั้นผ่านวูบเข้ามา ร่างบางกำมือแน่นหายใจสะท้อนเมื่อตระหนักว่า ในตอนนั้นถ้าเขาไม่บาดเจ็บเควินคงจะไม่หันกลับมา และเรื่องทั้งหมดคงจะจบลงไปแล้ว
“เควิน ขอเวลาผมสักพักเถอะครับ ตอนนี้ผมสับสนเหลือเกินผมอยากมีเวลาคิดอีกสักพัก” ไรน์หลับตาลง ร่างบางขยับไปซุกตัวชิดประตูรถอีกด้านหนึ่ง การไปอยู่กับเควินเพียงลำพังตามแผนการเริ่มยากลำบากสำหรับไรน์
เควินกำมือแน่นเมื่อร่างบางถอยห่างออกไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นอีกครั้งบนความหวาดระแวงและยังเปราะบางเหลือเกิน ไรน์รักเขาเควินแน่ใจ แต่ไรน์ก็ยังระแวงเขา ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเมื่อรู้ว่าเขาต้องการทั้งหมดจากไรน์ เพียงแค่ความรักมันยังไม่เพียงพอ เควินต้องการความไว้วางใจเช่นเดียวกับวันแรกที่ไรน์มอบตัวให้เขาที่โรงแรม
ความไว้วางใจที่เขาได้ทำลายมันลงไป
TBC

0 Comments:
Post a Comment
<< Home